ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับโรคมือเท้าปาก
โรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) ประกอบด้วยหลายสายพันธุ์ย่อย ที่พบบ่อยได้แก่สายพันธุ์คอกแซกกีไวรัส (coxackie virus) A16, A5, A9, A10, B1, and B3 สายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71 (human enterovirus 71, HEV71) และ สายพันธุ์ไวรัสเริม (herpes simplex viruses, HSV) เมื่อติดเชื้อไวรัสกลุ่มนี้แล้วจะทำให้เกิดอาการ ไข้ และมีผื่นแดง โดยผื่นมีลักษณะเฉพาะคือเป็นผื่นตุ่มน้ำพองใส ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ฐานผื่นเป็นสีแดง ผื่นมักขึ้นบริเวณริมฝีปาก ฝ่ามือ และ ฝ่าเท้า โดยทั่วไปโรคนี้หายได้เองโดยกลไกภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นเองและกำจัดเชื้อออกไปได้เอง
การแพร่กระจายโรค
โรคมือเท้าปากติดต่อจากคนสู่คน ด้วยการสัมผัสโดยตรงกับเชื้อไวรัสที่ออกมาทาง น้ำลาย น้ำมูก หรืออุจจาระของผู้ป่วย นอกจากนี้การไอ จาม รดกันสามารถแพร่กระจายเชื้อได้เช่นกัน หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีการเพิ่มจำนวนเชื้อภายในลำคอและต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง และมีการเพิ่มปริมาณเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารส่วนล่างลงมา หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะเข้าสู่กระแสเลือดไปตามอวัยวะต่างๆ ได้แก่ กระพุ้งแก้ม ผิวหนังบริเวณมือ และเท้า โดยเชื้อโรคใช้เวลาฟักตัว ประมาณ 72 ชั่วโมง ก่อนที่จะทำให้เกิดอาการ หลังจากนั้นเชื้อไวรัสจะถูกกำจัดออกมาจากลำไส้พร้อมกับอุจจาระ โดยอาจตรวจพบเชื้อไวรัสในอุจจาระได้นาน 6 – 8 สัปดาห์

ระบาดวิทยา
โรคมือเท้าปาก เกิดขึ้นได้ทั่วโลกโดยพบบ่อยในช่วงฤดูร้อนและช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ประเทศเขตร้อนนั้นช่วงฤดูที่ระบาดไม่แน่นอน สำหรับประเทศไทยมักพบการระบาดในช่วงฤดูฝน โดยพบการติดเชื้อได้ทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยเฉพาะเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปี สถานที่ที่พบการติดเชื้อได้บ่อยมักเป็นสถานที่ที่มีเด็กเล็กอยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียนอนุบาล เป็นต้น
อัตราการป่วย และ อัตราการเสียชีวิต
โรคมือเท้าปากที่เกิดจากเชื้อไวรัสสายพันธุ์ เอนเทอโรไวรัส 71 (human enterovirus 71, HEV71) ส่วนใหญ่ทำให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อยและไม่รุนแรง เช่น ผื่นคัน ผิวหนังอักเสบ โอกาสเสียชีวิตน้อยมาก อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อบางรายอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงระบบประสาททำให้เกิด อาการกินลำบาก (dysphagia) แขนขาอ่อนแรง (limb weakness) เยื่อหุ้มประสาทอักเสบ (meningitis) เนื้อสมองอักเสบ (encephalitis) หรือ ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตผิดปกติทำให้หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้
อาการป่วยในช่วงแรกที่พบบ่อย
ได้แก่ ไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร ปวดท้อง เจ็บภายในช่องปาก ต่อมาจะเริ่มมีแผลในปาก และผิวหนังตามลำดับ ส่วนมากจะพบบริเวณมือ และเท้า บางครั้งอาจพบบริเวณก้นเด็กได้ลักษณะเฉพาะของแผลในช่องปาก คือบริเวณฐานของแผลเป็นสีเหลืองและล้อมรอบด้วยวงสีแดง ส่วนมากเกิดที่บริเวณริมฝีปาก หรือเยื่อบุช่องปาก แต่บางครั้งแผลอาจเกิดขึ้นบริเวณลิ้น เพดานปาก ลิ้นไก่ ทอนซิล หรือเหงือกได้ โรคนี้มักไม่พบผื่นบริเวณรอบริมฝีปาก แผลในช่องปากจะมีอาการเจ็บมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีจะมีอาการป่วยได้บ่อยที่สุด

สำหรับผื่นผิวหนังส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณหลังมือ และหลังเท้า แต่บางรายอาจพบผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้าได้เช่นกัน ผื่นอาจจะคันหรือไม่ก็ได้ โดยจะเริ่มจากผื่นแดงนูน และเปลี่ยนเป็นผื่นตุ่มน้ำที่มีสีแดงอยู่บริเวณฐานอย่างรวดเร็ว ในเด็กทารกผื่นลักษณะนี้อาจเกิดบริเวณลำตัว ต้นขา และก้น ได้เช่นกัน ผื่นแดงนี้ส่วนมากจะหายได้เองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์
การวินิจฉัยแยกโรค
การตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการ
ในอดีตไม่มีวิธีตรวจหาเชื้อไวรัสและไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากอาการป่วยไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ ดังนั้นการวินิจฉัยโรคนี้ส่วนใหญ่จึงใช้เพียงจากการซักถามประวัติ ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบผื่นลักษณะเฉพาะที่มือ เท้า ปาก ปัจจุบันมีความตื่นตัวเกี่ยวกับโรคนี้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีรายงานการเสียชีวิตของเด็กที่ติดเชื้อจากหลายประเทศ และสาเหตุสำคัญที่ทำให้โรครุนแรงขึ้น คือการติดเชื้อสายพันธุ์เอนเทอโรไวรัส 71ดังนั้นองค์กรที่เกี่ยวข้องจึงได้ประชุมเพื่อพัฒนาเครื่องมือตรวจหาเชื้อที่ได้มาตรฐาน รวมถึงการควบคุมคุณภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ทันสมัยต่อลักษณะสายพันธุ์ที่กำลังระบาดปัจจุบัน โดยมีความก้าวหน้าถึงขั้นตรวจลำดับการเรียงตัวของโปรตีนในไวรัสที่ส่วน VP1 and VP4 domains อย่างไรก็ตามยังมีข้อจำกัดในการตรวจเนื่องจากยังไม่ได้มาตรฐานเท่าที่ควร
การดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น
อาการแทรกซ้อน
การพยากรณ์โรค
การพยากรณ์โรคดีมาก ส่วนมากหายเป็นปกติได้เองภายใน 5 - 7 วัน
มาตรการสาธารณสุขในการป้องกันควบคุมโรคมือเท้าปากของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
หลังจากที่มีการระบาดในหลายประเทศ และมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น จึงได้มีการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ด้านสุขอนามัยและพฤติกรรมสุขภาพที่ดี รวมถึงการปิดโรงเรียนอนุบาลและศูนย์เด็กเล็กเมื่อมีการระบาดของโรคการกระจายข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ไปสู่ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนกลุ่มเสี่ยง นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นมาตรการป้องกันโรค เช่น การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและค้นหาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีการแยกผู้ป่วยให้ห่างจากแหล่งชุมชน หรือให้อยู่แยกตามความสมัครใจ รวมทั้งการให้สุขศึกษาและข่าวสารข้อมูลแก่ประชาชนในวงกว้าง
กรมควบคุมโรคติดต่อ กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย ได้ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสโรคมือเท้าปาก ดังนี้
วิธีการป้องกันโรคนี้ที่สำคัญคือ การแยกผู้ป่วยให้ห่างจากแหล่งชุมชน และการรักษาสุขอนามัยของสิ่งแวดล้อม เนื่องจากโรคนี้มักระบาดในเด็กเล็กที่อยู่รวมกันในโรงเรียนหรือสถานรับเลี้ยงเด็ก จึงเน้นเรื่องการล้างมือ การทำความสะอาดของเล่น การทำความสะอาดอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม เด็กป่วยควรให้อยู่บ้านไม่ควรปล่อยให้มาเล่นกับเด็กคนอื่น บางครั้งอาจจำเป็นต้องปิดโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กชั่วคราวถ้าพบว่ามีการระบาดมากขึ้น
หากบุตรหลานมีอาการป่วย ควรทำอย่างไร
ควรแยกเด็กป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่น ผู้ปกครองควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ และรักษาตัวที่บ้านอย่างน้อย 5 - 7 วัน หรือจนกว่าจะหายเป็นปกติ ระหว่างนี้ควรสังเกตอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น แต่หากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบพากลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที
ไม่ควรพาเด็กไปสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ตลาด และห้างสรรพสินค้า ควรให้เด็กอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก ควรใช้ผ้าปิดจมูกปากขณะไอจาม และระมัดระวังการไอจามรดกัน ผู้ดูแลเด็กต้องหมั่นล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระของเด็กที่ป่วย

หากมีเด็กป่วยจำนวนมากในโรงเรียน หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรทำอย่างไร
มาตรการช่วงที่เกิดโรคระบาดต้องเน้นการสกัดกั้นการแพร่กระจายของเชื้อ ซึ่งอาจจำเป็นต้องประกาศเขตติดโรคและปิดสถานที่ที่มีการระบาด เช่น สถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน โรงเรียนเด็กเล็ก อาจรวมถึงสระว่ายน้ำ และสถานที่แออัดอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กป่วย และควรเน้นการล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อในโรงพยาบาลและบ้านเรือนที่มีผู้ป่วย ผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้จัดการสถานรับเลี้ยงเด็ก ควรดำเนินการดังนี้
แหล่งอ้างอิง
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที