Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
15
Jun 12
User Rating:  / 8
PoorBest 

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555 ที่ผ่านมา หากท่านใดได้เปิดอ่านหนังสือพิมพ์หรือดูโทรทัศน์ ก็จะพบข่าวของพลทหารหลายสิบนาย ป่วยด้วยโรคประหลาด มีไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์ จนถึงขั้นต้องปิดโรงพยาบาลเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค ซึ่งสร้างความแตกตื่นว่าจะเป็นโรคระบาดชนิดใหม่ หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่หรือไม่ ซึ่งขณะนี้เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าโรคดังกล่าวเกิดจากการติดเชื้อ “ไมโคพลาสมา ( Mycoplasma)” โรคนี้คืออะไร อันตรายแค่ไหน เป็นโรคติดต่อหรือไม่ เรามาทำความรู้จักเชื้อโรคชนิดนี้กันดีกว่าครับ

เนื้อหาข่าวจากหนังสือพิมพ์

 

ในวันที่ 1 มิ.ย. 2555 ชาวบ้านพบว่ารพ.ค่ายทหาร รพ.ค่ายพิชัยดาบหัก อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ ปิดป้ายประกาศว่า “ปิดเขตกักกันโรค เปิดวันที่ 5 มิ.ย. 55” ทำให้ชาวบ้านในบริเวณนั้นหวาดกลัวและวิตกกังวลกับเหตุการณ์ดังกล่าว โดยกลุ่มผู้ป่วยเป็นทหารเกณฑ์จาก
กองพันทหารม้าที่ 7 กรมทหารม้าที่ 2 กองพลทหารม้าที่ 1 จ.เพชรบูรณ์ ของกองทัพภาคที่ 3 จำนวน 15 นาย ซึ่งป่วยไม่ทราบสาเหตุ ทั้งหมดมีอาการไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย ปวดหัว หัวใจเต้นเร็ว ได้รับการรักษาที่รพ.ค่ายดังกล่าว ในกลุ่มนี้มีทหาร 1 นายที่มีอาการหนักมากกว่าได้รับการรักษาในห้องไอซียู (ICU) ที่รพ.อุตรดิตถ์ ส่วนทหารอีก 125 นายจากหน่วยเดียวกันได้รับการกักบริเวณที่ รพ.ค่าย เพื่อสังเกตอาการต่อไป ภายหลังตรวจสอบพบมีผู้ติดเชื้อทั้งหมด 96 นาย ไม่มีผู้เสียชีวิต สาเหตุเกิดจากทหารเกณฑ์นายหนึ่ง ติดเชื้อมาจากชุมชนแล้วแพร่เชื้อต่อไปให้เพื่อนทหารร่วมหน่วย ทำการตรวจเพิ่มเติมพบว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียไมโคพลาสมา (Mycoplasma) ไม่พบเชื้อไข้หวัดใหญ่หรือไข้หวัดนก ในขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์ของโรคได้แล้ว และผู้ป่วยทุกนายอาการดีขึ้นตามลำดับ และพร้อมเปิดรพ.ให้บริการรักษาโรคแก่บุคคลทั่วไปภายในวันที่ 5 มิ.ย. พ.ศ. 2555

“ไมโคพลาสมา (Mycoplasma)” คืออะไร
โรคไมโคพลาสมา เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็ก ชื่อ “Mycoplasma pneumonia”  ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยของการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนและส่วนล่าง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการไข้สูง ไอ หายใจหอบเหนื่อย จากการอักเสบของหลอดลมและปอด กลุ่มอายุที่ติดเชื้อได้บ่อยคือกลุ่มวัยเด็กและเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของ โรคปอดอักเสบที่ติดในชุมชน (Community acquired pneumonia) ซึ่งถ้าปอดอักเสบจากเชื้อชนิดนี้ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง และสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ปอดอักเสบที่เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมานี้จัดอยู่ในกลุ่ม Atypical pneumonia  พบผู้ป่วยโรคนี้ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ.1938 ที่เมืองฟิลาเดเฟีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งขณะนั้นเชื่อว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ต่อมาปี ค.ศ.1961 Eaton ได้ค้นพบว่าโรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียขนาดเล็กในกลุ่มสายพันธุ์ Mycoplasma สำหรับประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อนี้เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2518

เชื้อไมโคพลาสมา ที่ก่อโรคในมนุษย์มีหลายสายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ pneumoniae ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ ส่วนสายพันธุ์ hominis ส่วนใหญ่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลังคลอด ในขณะที่สายพันธุ์ genitalium เป็นสาเหตุของโรคท่อปัสสาวะอักเสบแบบหนองในเทียม

 

เชื้อไมโคพลาสมาจากการถ่ายภาพจากกล้องจุลทรรศอิเล็กตรอนชนิดส่องกราด
ขนาดของเชื้อ 0.2-1.0 ไมโครเมตร มีรูปร่างไม่แน่นอน ไม่มีผนังเซลล์
ที่มาของภาพ : http://www.visualphotos.com/

 

 

 

 


 


 

ระบาดวิทยา (Epidemiology)

เชื้อ Mycoplasma pneumoniae เป็นสาเหตุหนึ่งของโรคปอดอักเสบที่ติดในชุมชน พบได้ทุกช่วงอายุ โดยพบบ่อยในช่วงอายุน้อยกว่า 40 ปี และพบบ่อยมากในเด็กเล็กและวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปี มีโอกาสติดเชื้อได้ใกล้เคียงกันทั้งเพศชายและหญิง พบการติดเชื้อได้ตลอดปีแต่พบบ่อยในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน เชื้อนี้ติดต่อทางการหายใจหรือไอจาม หรือจากการสัมผัสสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจที่มีเชื้อ เช่น น้ำมูกหรือเสมหะ จากระบาดส่วนใหญ่จะพบในชุมชนปิด เช่น ค่ายทหาร โรงเรียน เรือนจำ เมื่อเชื้อไมโคพลาสมาเข้าสู่ร่างกาย จะใช้เวลาฟักตัวประมาณ 2-3 สัปดาห์ (แตกต่างจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือปอดอักเสบจากไวรัสที่ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์) อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ที่ได้รับเชื้อนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ มีเพียงร้อยละ 5 – 10 เท่านั้นที่จะเกิดอาการปอดอักเสบ

 

 

 

ภาพละอองที่กระจายออกมาขณะที่ไอ
ที่มาของภาพ : http://www.superstock.com

 

 

 

อาการที่พบ

  1. ไข้สูง มากกว่า 38 องศาเซลเซียส อาจมีอาการหนาวสั่น
  2. ไอแห้งๆ อาจมีเสมหะขาว อาการค่อยๆเป็นมากขึ้น อาจไอเรื้อรังจนทำให้เจ็บกล้ามเนื้อหน้าอก
  3. ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย
  4. เจ็บคอ คันคอ อาการเจ็บคอจะไม่มาก คอแดงเล็กน้อยไม่มีหนอง
  5. เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าหรือออก (พบได้น้อย)
  6. อาจพบผื่นแดงตามร่างกาย ลักษณะคล้ายไข้ออกผื่น (ส่าไข้)
  7. ถ้าอาการรุนแรงขึ้นจะทำให้หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว แต่ยังคงดำเนินชีวิตประจำวันได้ปกติ

การตรวจวินิฉัย

  1. ส่วนใหญ่วินิจฉัยโรคนี้ได้จากการซักประวัติและการตรวจร่างกาย อาการไอเป็นอาการที่เด่น อาการหอบเหนื่อยจะไม่มากนัก
  2. การถ่ายภาพเอกซเรย์ปอด จะพบรอยผิดปกติเป็นจุดหรือฝ้าขาว
  3. การตรวจเลือดด้วยเทคนิค Polymerase chain reaction (PCR) เพื่อตรวจสารพันธุกรรมเฉพาะต่อเชื้อไมโคพลาสมา ซึ่งเทคนิคนี้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของการติดเชื้อ และผลตรวจมีความน่าเชื่อถือร้อยละ 90 – 100
  4. การตรวจเสมหะย้อมเชื้อมักไม่ได้ผล เนื่องจากเชื้อไมโคพลาสมาไม่มีเยื่อหุ้มเซลล์จึงไม่ติดสีที่ย้อม ส่วนการเพาะเชื้อจะใช้เวลานานประมาณ 7-21 วัน เพราะเป็นเชื้อที่แบ่งตัวช้าและโอกาสตรวจพบมีประมาณร้อยละ 40-90

 

 

 

 

 

ภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ที่เป็นปอดอักเสบติดเชื้อไมโคพลาสมา พบลักษณะรอยฝ้าขาวขอบเขตไม่ชัดที่ปอดซ้ายกลีบล่าง
ที่มาของภาพ : http://www.medscape.com

 

 

 

 

การรักษา

โรคที่เกิดจากเชื้อไมโคพลาสมา สามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะกลุ่ม macrolides หรือ doxycycline ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ถ้ามีอาการหายใจหอบเหนื่อยมากหรือมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง

การพยากรณ์โรค

ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่มาก หากไม่ได้รับการรักษาอาการไข้จะเป็นอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ อาการไอประมาณ 2-4 สัปดาห์ บางรายอาการอาจเป็นนานถึง 6 สัปดาห์ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการจะหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว ยกเว้นรายที่มีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย และการป้องกันการติดเชื้อ

  1. สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่น และป้องกันการรับเชื้อโรคอื่นเพิ่มเติม
  2. ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดจมูกและปากขณะไอหรือจาม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรค
  3. ถ้าต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ต้องรับประทานให้ครบตามแพทย์สั่ง เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
  4. ควรล้างมือบ่อยครั้ง หรือ อย่างน้อยควรล้างมือหลังไอหรือจาม เนื่องจากเชื้อพบในอากาศ น้ำมูกและในเสมหะ อาจพบที่มือของผู้ที่ติดเชื้อแล้วไปจับสิ่งของหรือวัตถุที่ใช้หยิบจับทั่วไป เช่น ลูกบิดประตู หรือ โต๊ะ
  5. ควรใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  6. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในกลุ่มคน ชุมชน หรือชุมชนแออัด
  7. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม
  8. ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้อไมโคพลาสมา

“ภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไมโคพลาสมา

  1. ปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง หรือ ปอดเป็นหนอง เกิดภาวะการหายใจล้มเหลวซึ่งจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อยมากขึ้น ต้องได้รับออกซิเจนเพิ่มเติม
  2. กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ หรือ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ (พบน้อยมาก) ทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอกด้านซ้าย เจ็บหน้าอกเวลาเปลี่ยนท่านอน-นั่ง หรือมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจะพบความผิดปกติ
  3. สมองอักเสบ หรือ เส้นประสาทอักเสบ (พบน้อยมาก) จะมีอาการแขนหรือขาอ่อนแรง หรือมีอาการชักเกร็ง ซึมลง
  4. เม็ดเลือดแดงแตกตัว หรือ ภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ (พบน้อยมาก) จะมีอาการอ่อนเพลีย ผิวหนัง ปาก ลิ้นซีด ปัสสาวะสีเข้ม คล้ายน้ำปลาหรือโค้ก หรือ มีอาการจุดเลือดออกตามร่างกาย ฟกช้ำง่าย เลือดออกแล้วหยุดยาก เป็นต้น

อาการที่ควรไปพบแพทย์

  1. ไข้สูง
  2. อาการไอแห้งๆ บ่อยครั้งและเป็นระยะเวลานาน หรือไอเป็นเลือด
  3. อาการหายใจหอบเหนื่อย หายใจเร็ว
  4. อาการเจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าหรือออก
  5. อาการแน่นหน้าอกด้านซ้าย หรือ รู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาการแขนหรือขาอ่อนแรง หรือชักเกร็ง ซึมลง อาการซีด ปาก ลิ้นสีซีด ปัสสาวะสีเข้ม (สีน้ำปลาหรือสีโค้ก) หรือ มีจุดเลือดออกตามร่างกาย อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะแทรกซ้อนจากเชื้อไมโคพลาสมา
  6. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือรับประทานยากดภูมิคุ้มกัน อาจเกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย

เอกสารอ้างอิง (References)

  1. สำนักพิมพ์มติชน. หนังสือพิมพ์มติชน, ฉบับประจำวันที่ 2 ถึง วันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2555.
  2. สำนักพิมพ์ไทยรัฐ. หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, ฉบับประจำวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2555.
  3. Supcharoen S, Pimolpan V, Panpatana P, et al. Mycoplasma pneumonia in Thailand. J Med Assoc Thai 1980;63:669-77.
  4. Wattanathum A, Chaoprasong C, Nunthapisud P, et al. Community-Acquired Pneumonia in Southeast Asia: The Microbial Differences Between Ambulatory and Hospitalized Patients. Chest 2003;123:1513-7.
  5. McCormack WM. Infections due to Mycoplasmas. In: Kasper DL, Braunwald E, Fauci AS, et al, eds. Harrison's Principles of Internal Medicine. 16th ed. New York: McGraw-Hill; 2005:1008-11, 159.
  6. Wadowsky RM, Castilla EA, Laus S, et al. Evaluation of Chlamydia pneumoniae and Mycoplasma pneumoniae as Etiologic Agents of Persistent Cough in Adolescents and Adults. J Clin Microb 2002;62:637–40.
  7. National Center for Immunization and Respiratory Diseases: Division of Bacterial Diseases. Mycoplasma pneumoniae. Centers for Disease Control and Prevention Website. 2005. Available at: http://www.cdc.gov/ncidod/dbmd/diseaseinfo/mycoplasmapneum_t.htm. Accessed June 4, 2012.
  8. Khan FY, A yassin M. Mycoplasma pneumoniae associated with severe autoimmune hemolytic anemia: case report and literature review. Braz J Infect Dis 2009;13:77-9.
  9. Okoli K, Gupta A, Irani F, Kasmani R. Immune thrombocytopenia associated with Mycoplasma pneumoniae infection: a case report and review of literature. Blood Coagul Fibrinolysis 2009;20:595-8.
  10. Koskiniemi M. CNS manifestations associated with Mycoplasma pneumoniae infections: summary of cases at the University of Helsinki and review. Clin Infect Dis 1993;17 Suppl 1:S52-7.

ที่มา: ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ  เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ   ผู้เรียบเรียงบทความ  นพ.วิรชัช สนั่นศิลป์
                ที่ปรึกษาบทความ  พญ. พรรณพิศ สุวรรณกุล  อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ


Disclaimer
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที