โรควัวบ้า (Mad Cow Disease) อาจเรียกว่า โรคสมองฝ่อ หรือ โรคสมองพรุน เป็นโรคติดต่อทางระบบประสาทในวัว และทำให้เกิดรอยโรคที่เนื้อสมองเป็นลักษณะรูพรุนคล้ายฟองน้ำ โรคนี้มีความรุนแรงถึงตายในวัวที่โตเต็มวัยโรคนี้พบได้ในวัวทุกเพศ ทุกพันธุ์ นอกจากโรควัวบ้าจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในโคแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านสาธารณสุข เพราะสามารถติดต่อถึงคนได้
จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า โรควัวบ้าก่อให้เกิดโรคสมองพรุนในคน อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มียารักษาและวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคนี้คือ การทำลายโคและผลิตภัณฑ์ที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าเป็นโรค ทำให้ส่งผลกระทบต่อการค้าโคและผลิตภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้โรควัวบ้าเป็นโรคระบาดสัตว์ที่อยู่ในบัญชีขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ จึงทำให้โรควัวบ้าถูกนำมาใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าในเวทีการค้าโลก
ในปี ค.ศ. 1732 คนเลี้ยงแกะในอังกฤษและยุโรปสังเกตพบโรคในแกะที่คล้ายวัวบ้า แกะเริ่มต้นมีอาการอารมณ์ร้าย เดินโซเซ หลังจากนั้น 6 เดือน ก็จะมีอาการชัก อัมพาต ตาบอดแล้วตาย สมัยนั้นเรียกโรคนี้ว่า scrapie
ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 นายแพทย์ Carlieton Gajdusek ซึ่งเป็นกุมารแพทย์และนักไวรัสวิทยา ทำงานภายใต้สถาบันแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ไปศึกษาวิจัยที่ปาปัวนิวกินี โดยตอนนั้นเขาไม่รู้เรื่องโรค scrapie ในแกะเลย เขาได้พบชาวพื้นเมืองเผ่าฟอร์ ซึ่งเป็นเผ่ามนุษย์กินคน คนเผ่านี้มีโรคระบาดทางประสาทอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า kuru ซึ่งมีอาการสั่นเทิ้ม เดิมโซเซ ลิ้นพันกัน หมดสติและตายใน 16 เดือน ชาวพื้นเมืองพวกนี้ติดเชื้อจากการกินซากศพของญาติตัวเอง เมื่อนำเอาสมองของคนตายไปตรวจ จึงพบว่ามีลักษณะเดียวกับของคนไข้ซึ่งเป็นโรคสมองเสื่อมจนตาย รักษาไม่หาย ที่วงการแพทย์รู้จักกันมาแล้ว เขาทดลองพบว่า โรคในแกะและในคนคล้ายกัน เขารู้ด้วยว่าสารที่ทำให้เกิดโรคอยู่ในสมองและสามารถทำให้สัตว์หรือคนอื่นเกิดโรคได้ จึงได้ทำการวิจัยจนทำให้เกิดความรู้แก่วงการแพทย์เกี่ยวกับโรคนี้อย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 ท่านได้รับรางวัลโนเบลทางด้านการแพทย์และสรีรวิทยา
โรควัวบ้ามีรายงานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2529 ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้มีรายงานการตรวจพบในหลายประเทศในทวีปยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชีย รายงานล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย แม้จะได้มีการเฝ้าระวังโรคและสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการ
สาเหตุ
อาการ

การวินิจฉัย
การรักษา
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรควัวบ้า ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการทางระบบประสาท และการดูแลในระยะสุดท้ายของโรค

การป้องกัน
แม้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่าเชื้อโรควัวบ้าจะก่อโรคสมองฝ่อในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะปลอดภัยต่อมนุษย์ ดังนั้นมาตรการควบคุมโรควัวบ้าที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน ได้แก่
อย่างไรก็ดีมาตรการเหล่านี้ก็อาจสายเกินไปเมื่อเกิดความตื่นกลัวของประชากรทั่วโลกที่ทราบข่าว ทำให้มีการงดการบริโภคเนื้อวัวจากอังกฤษจนทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องจำใจฆ่าวัวจำนวนหลายล้านตัว ในประเทศลง ทั้งที่วัวจำนวนมากไม่ได้เป็นโรควัวบ้า ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจใดๆ ที่จะพิสูจน์ว่าวัวตัวนั้นติดเชื้อวัวบ้าเข้าไปแล้วหรือยัง เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคในวัวนานมากถึง 2-8 ปี
ผลจากการห้ามใช้อาหารเลี้ยงวัวที่ประกอบด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา ทำให้อัตราการพบโรควัวบ้าลดลงเรื่อยๆ ทุกปี ปีละประมาณร้อยละ 30-40 ทำให้เป็นการยืนยันข้อสมมุติฐานที่ว่า โรควัวบ้าติดจากอาหารเลี้ยงวัวที่ประกอบด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นการฝืนธรรมชาติ เนื่องจากวัวเป็นสัตว์กินพืช แต่ไปบังคับให้มันกินเนื้อสัตว์จนเกิดโรคร้ายขึ้น ดังนั้นถ้ามีการควบคุมการใช้อาหารสัตว์อย่างเข้มงวด น่าจะกำจัดโรควัวบ้าให้หมดสิ้นไปได้
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที