Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
14
Jul 08
User Rating:  / 0
PoorBest 

โรควัวบ้า (Mad Cow Disease) อาจเรียกว่า โรคสมองฝ่อ หรือ โรคสมองพรุน เป็นโรคติดต่อทางระบบประสาทในวัว และทำให้เกิดรอยโรคที่เนื้อสมองเป็นลักษณะรูพรุนคล้ายฟองน้ำ โรคนี้มีความรุนแรงถึงตายในวัวที่โตเต็มวัยโรคนี้พบได้ในวัวทุกเพศ ทุกพันธุ์ นอกจากโรควัวบ้าจะเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในโคแล้ว ยังมีความสำคัญทางด้านสาธารณสุข เพราะสามารถติดต่อถึงคนได้

จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า โรควัวบ้าก่อให้เกิดโรคสมองพรุนในคน อีกทั้งในปัจจุบันยังไม่มียารักษาและวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโรคนี้คือ การทำลายโคและผลิตภัณฑ์ที่เป็นโรคหรือสงสัยว่าเป็นโรค ทำให้ส่งผลกระทบต่อการค้าโคและผลิตภัณฑ์ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้โรควัวบ้าเป็นโรคระบาดสัตว์ที่อยู่ในบัญชีขององค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ จึงทำให้โรควัวบ้าถูกนำมาใช้เป็นข้อกีดกันทางการค้าในเวทีการค้าโลก

ในปี ค.ศ. 1732 คนเลี้ยงแกะในอังกฤษและยุโรปสังเกตพบโรคในแกะที่คล้ายวัวบ้า แกะเริ่มต้นมีอาการอารมณ์ร้าย เดินโซเซ หลังจากนั้น 6 เดือน ก็จะมีอาการชัก อัมพาต ตาบอดแล้วตาย สมัยนั้นเรียกโรคนี้ว่า scrapie

ต่อมาในปี ค.ศ. 1956 นายแพทย์ Carlieton Gajdusek ซึ่งเป็นกุมารแพทย์และนักไวรัสวิทยา ทำงานภายใต้สถาบันแห่งชาติสหรัฐฯ ได้ไปศึกษาวิจัยที่ปาปัวนิวกินี โดยตอนนั้นเขาไม่รู้เรื่องโรค scrapie ในแกะเลย เขาได้พบชาวพื้นเมืองเผ่าฟอร์ ซึ่งเป็นเผ่ามนุษย์กินคน คนเผ่านี้มีโรคระบาดทางประสาทอยู่อย่างหนึ่งเรียกว่า kuru ซึ่งมีอาการสั่นเทิ้ม เดิมโซเซ ลิ้นพันกัน หมดสติและตายใน 16 เดือน ชาวพื้นเมืองพวกนี้ติดเชื้อจากการกินซากศพของญาติตัวเอง เมื่อนำเอาสมองของคนตายไปตรวจ จึงพบว่ามีลักษณะเดียวกับของคนไข้ซึ่งเป็นโรคสมองเสื่อมจนตาย รักษาไม่หาย ที่วงการแพทย์รู้จักกันมาแล้ว เขาทดลองพบว่า โรคในแกะและในคนคล้ายกัน เขารู้ด้วยว่าสารที่ทำให้เกิดโรคอยู่ในสมองและสามารถทำให้สัตว์หรือคนอื่นเกิดโรคได้ จึงได้ทำการวิจัยจนทำให้เกิดความรู้แก่วงการแพทย์เกี่ยวกับโรคนี้อย่างมาก ต่อมาในปี ค.ศ. 1976 ท่านได้รับรางวัลโนเบลทางด้านการแพทย์และสรีรวิทยา

โรควัวบ้ามีรายงานครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2529 ที่ประเทศอังกฤษ ต่อมาได้มีรายงานการตรวจพบในหลายประเทศในทวีปยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศแรกในเอเชีย รายงานล่าสุดที่สหรัฐอเมริกาเมื่อ พ.ศ.2547 จนถึงปัจจุบันยังไม่พบโรคนี้ในประเทศไทย แม้จะได้มีการเฝ้าระวังโรคและสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการ

สาเหตุ

  1. สาเหตุของโรคเกิดจากโปรตีนที่เรียกว่า Prion Protein (PrP) ค้นพบครั้งแรก โดยนายแพทย์ Stanley Prusiner แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
  2. พรีออนมี 2 รูปแบบ คือ ชนิดละลายน้ำซึ่งพบได้ทั่วไปในเซลล์มนุษย์ เช่น เซลล์สมอง และอยู่ในรูปของพรีออกโครงสร้างบิดเกลียว
  3. เมื่อพรีออนที่ทำให้เกิดโรคเข้าสู่ร่างกายคน จะกระตุ้นให้พรีออนชนิดละลายน้ำได้เปลี่ยนไปเป็นชนิดไม่ละลายน้ำและทนต่อเอนไซม์ ซึ่งลำดับของกรดอะมิโนเป็นตัวกำหนดการม้วนตัว ทำให้สามารถต้านทานต่อการถูกย่อยทำลายด้วยเอนไซม์โปรตีเอส
  4. การสร้างก้อนหรือม้วนของพรีออนเพิ่มขึ้น ก่อให้เกิดการทำลายเนื้อเยื่อสมอง เหมือนกับโปรตีนผิดปกติที่พบในโรคอัลไซเมอร์
  5. พรีออนมีความเป็นอมตะ ไม่สามารถทำลายได้ ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน และผู้ที่ติดเชื้อจะไม่สร้างแอนติบอดีต่อต้านพรีออนอีกด้วย

อาการ

  1. อาการเริ่มแรกจะสังเกตว่าคนใกล้ชิดง่วงนอน เบื่ออาหาร เมื่อยล้า ผู้ป่วยจะแยกตัวออกจากสังคม ไม่สนใจตัวเอง ต่อมามีความจำเสียเช่นจำชื่อญาติสนิทไม่ได้ จำเบอร์โทรไม่ได้ ต่อไปจะซึมเศร้า และสับสนอารมณ์จะหวั่นไหว
  2. ผู้ป่วยจะพูดลำบากมีอาการนอนไม่หลับ ผู้ป่วยจะมีอาการจะบังคับกล้ามเนื้อให้ประสานกันลำบาก มือสั่น ทรงตัวไม่ได้ หกล้มบ่อย และการตัดสินใจผิดไปและมีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น ผู้ป่วยมักจะมีปัญหาเรื่องนอนหลับทั้งวันและมีการกระตุกของแขนขา ไม่สนใจสิ่งแวดล้อม และซึมเศร้า ตลอดการเจ็บป่วยจะไม่มีไข้
  3. ระยะท้ายของโรคขึ้นผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ มีการกระตุกของกล้ามเนื้อ ตาบอด ไม่สามารถพูดได้ โคม่า นอนบนเตียง ไม่สามารถกลืนอาหารและเสียชีวิตบางรายเสียชีวิต
  4. ตั้งแต่เริ่มเกิดอาการจนเสียชีวิตใช้เวลา ปีครึ่ง- สอง ปี

การวินิจฉัย

 

  1. โรคนี้มีปัญหาในการวินิจฉัยยังไม่การทดสอบใดที่สามารถจะวินิจฉัยโรคได้
  2. เมื่อแพทย์สงสัยโรคนี้แพทย์จะตรวจหาโรคที่รักษาได้ เช่น สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  3. ตรวจร่างกายโดยละเอียด
  4. เจาะไขสันหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังมาตรวจ
  5. ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง
  6. ตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง
  7. การวินิจฉัยมักได้หลังจากผู้ป่วยเสียชีวิตโดยการตัดชิ้นเนื้อสมองตรวจ หรือตรวจสมองทั้งอันซึ่งจะมีลักษณะเป็นรูพรุนเหมือนฟองน้ำ

 

 

การรักษา

 

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาโรควัวบ้า ส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการทางระบบประสาท และการดูแลในระยะสุดท้ายของโรค

การป้องกัน

แม้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดว่าเชื้อโรควัวบ้าจะก่อโรคสมองฝ่อในมนุษย์ แต่ก็ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะปลอดภัยต่อมนุษย์ ดังนั้นมาตรการควบคุมโรควัวบ้าที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบัน ได้แก่

  • ฆ่าวัวทุกตัวที่เป็นโรควัวบ้า
  • ห้ามใช้อาหารสัตว์ที่ประกอบด้วยโปรตีนจากสัตว์เช่น จากเนื้อแพะ แกะ วัว หรือกระดูกป่นจากสัตว์อื่น
  • เผาทำลายซากวัวที่เป็นโรค

 

อย่างไรก็ดีมาตรการเหล่านี้ก็อาจสายเกินไปเมื่อเกิดความตื่นกลัวของประชากรทั่วโลกที่ทราบข่าว ทำให้มีการงดการบริโภคเนื้อวัวจากอังกฤษจนทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องจำใจฆ่าวัวจำนวนหลายล้านตัว ในประเทศลง ทั้งที่วัวจำนวนมากไม่ได้เป็นโรควัวบ้า ทั้งนี้เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจใดๆ ที่จะพิสูจน์ว่าวัวตัวนั้นติดเชื้อวัวบ้าเข้าไปแล้วหรือยัง เนื่องจากระยะฟักตัวของโรคในวัวนานมากถึง 2-8 ปี

 

ผลจากการห้ามใช้อาหารเลี้ยงวัวที่ประกอบด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่นตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา ทำให้อัตราการพบโรควัวบ้าลดลงเรื่อยๆ ทุกปี ปีละประมาณร้อยละ 30-40 ทำให้เป็นการยืนยันข้อสมมุติฐานที่ว่า โรควัวบ้าติดจากอาหารเลี้ยงวัวที่ประกอบด้วยโปรตีนจากเนื้อสัตว์อื่น ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นการฝืนธรรมชาติ เนื่องจากวัวเป็นสัตว์กินพืช แต่ไปบังคับให้มันกินเนื้อสัตว์จนเกิดโรคร้ายขึ้น ดังนั้นถ้ามีการควบคุมการใช้อาหารสัตว์อย่างเข้มงวด น่าจะกำจัดโรควัวบ้าให้หมดสิ้นไปได้ 

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที