22
Apr 09
User Rating:  / 6
PoorBest 

ช่องท้อง ช่องท้อง (abdominal cavity) เป็นช่องลำตัวในร่างกายมนุษย์ และสัตว์อื่นๆ ซึ่งบรรจุอวัยวะภายใน ตั้งอยู่ใต้ช่องอก และเหนือช่องเชิงกราน อวัยวะที่อยู่ในช่องท้อง เช่น กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ตับ ตับอ่อน ถุงน้ำดี ม้าม กระเพาะปัสสาวะ ไตเป็นอวัยวะที่ไม่ได้อยู่ในช่องท้อง แต่อยู่หลังช่องท้อง เรียกว่าเป็นอวัยวะหลังเยื่อบุช่องท้อง ช่องท้องถูกบุด้วยเยื่อแผ่นที่เรียกว่าเยื่อบุช่องท้อง และอวัยวะภายในก็ถูกคลุมด้านหน้าด้วยแผ่นไขมันที่เรียกว่าโอเมนตัม

กระเพาะอาหาร

  1. กระเพาะอาหารเป็นอวัยวะของระบบทางเดินอาหารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการย่อยอาหารที่ผ่านการเคี้ยวภายในช่องปากมาแล้ว กระเพาะอาหารยังเป็นอวัยวะที่มีสภาพแวดล้อมเป็นกรด โดยมักจะมีค่าพีเอชอยู่ที่ประมาณ 1-4 โดยขึ้นกับอาหารที่รับประทาน และปัจจัยอื่นๆ ในกระเพาะอาหารมีการสร้างเอนไซม์เพื่อช่วยในการย่อยอาหารอีกด้วย
  2. หน้าที่หลักของกระเพาะอาหาร คือการย่อยสลายสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงโดยอาศัยการทำงานของกรดเกลือเพื่อให้ง่ายต่อการดูดซึมที่ลำไส้เล็ก นอกจากนี้กระเพาะอาหารยังมีหน้าที่ผลิตเอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยโปรตีนคือเอนไซม์เพพซิน โดยในช่วงแรก เอนไซม์นี้จะถูกผลิตออกมาในรูปของเพพซิโนเจนที่ยังไม่สามารถทำงานได้ แต่จะถูกเปลี่ยนเป็นเพพซินเมื่ออยู่ในสภาวะที่เป็นกรดภายในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารยังทำหน้าที่ในการดูดซึมน้ำ อิออนต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอลล์ แอสไพริน และคาเฟอีน ทั้งยังผลิตสารอินทรินซิคแฟคเตอร์ ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นในการดูดซึมวิตามินบี12
  3. กระเพาะอาหารวางตัวอยู่ทางด้านซ้ายของช่องท้อง โดยอยู่ระหว่างหลอดอาหาร และลำไส้เล็กตอนต้น และมีบางส่วนที่สัมผัสกับกระบังลม และมีตับอ่อนวางอยู่ใต้กระเพาะอาหารด้วย ที่ส่วนโค้งใหญ่ของกระเพาะอาหารยังมีเยื่อโอเมนตัมใหญ่ห้อยลงมาคลุมอวัยวะอื่นๆ ในช่องท้องอีกด้วย ที่บริเวณติดต่อกับหลอดอาหาร และลำไส้เล็กตอนต้น จะมีกล้ามเนื้อหูรูดที่ควบคุมการเข้าออกของสารภายในกระเพาะอาหาร ซึ่งได้แก่กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหาร ซึ่งแบ่งระหว่างหลอดอาหารกับกระเพาะอาหาร และกล้ามเนื้อหูรูดไพลอริค ซึ่งแบ่งระหว่างกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กตอนต้น
  4. กระเพาะอาหารจะถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งจะมีโครงสร้างในระดับเนื้อเยื่อที่แตกต่างกัน ได้แก่ส่วนบนสุดที่เป็นปากกระเพาะ หรือส่วนคาดิแอค (cardiac) เป็นส่วนที่ติดต่อกับหลอดอาหาร ส่วนบนที่เป็นกระพุ้งของกระเพาะอาหาร หรือส่วนฟันดัส (fundus) ส่วนกลาง (body) ส่วนท้าย หรือส่วนไพลอรัส (pylorus) มีกระเพาะส่วนปลายและหูรูดกระเพาะส่วนปลาย เชื่อมติดต่อกับลำไส้เล็กตอนต้น

ลำไส้เล็ก

  1. ลำไส้เปรียบได้กับโรงงานที่ทำหน้าที่เปลี่ยนรูปอาหารให้เป็นส่วนที่เล็กลงจนร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ เช่น เปลี่ยนไขมันในหมูสามชั้นให้เป็นกรดต่างๆ ที่ประกอบด้วยไขมัน และให้กลายเป็นสารที่เรียกว่ากลีเซอรอล และจะเปลี่ยนโปรตีนในเนื้อวัวให้กลายเป็นกรดอะมิโน นอกจากนี้ยังเปลี่ยนแปลงข้าวสวยให้เป็นน้ำตาลกลูโคส ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้จำเป็นต้องอาศัยการทำงานของลำไส้
  2. ลำไส้เล็กยาว 25 ฟุต (7.5 เมตร) ลำไส้ใหญ่ยาว 5 ฟุต (1.5 เมตร) แม้ว่าลำไส้ใหญ่จะสั้นกว่า แต่ก็มีความกว้างกว่าลำไส้เล็กถึง 3 เท่า โดยวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางได้ 2.5 นิ้ว (7 เซนติเมตร) แต่ทั้งนี้ในเวลาที่ลำไส้กำลังทำงานจะเกิดการหดตัว ทำให้ความยาวของลำไส้สั้นกว่าเวลาปกติ
  3. ส่วนประกอบภายในของลำไส้เล็กนั้น โครงสร้างโดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายผ้ากำมะหยี่ ซึ่งเมื่อแผ่พื้นที่ของลำไส้เล็กทั้งหมดออกมาแล้วจะมีพื้นที่มากกว่าความยาวของมันเสียด้วยซ้ำ คิดรวมเบ็ดเสร็จสรรพแล้วประมาณ 30 ตารางหลา (250 ตารางเมตร) หรือเท่ากับสนามเทนนิส 2 สนามรวมกัน การที่ลำไส้เล็กมีเนื้อที่กว้างขวางขนาดนี้ก็เพราะความจำเป็นในการที่ต้องทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายรับเข้ามาไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
  4. การที่มีพื้นที่มากบรรจุอยู่ในที่แคบๆ ได้ก็ต้องอาศัยการพับไปพับมา และยังมีส่วนยื่นออกมาคล้ายชั้นวางของมากมาย ในแต่ละชั้นก็มีส่วนยื่นคล้ายนิ้วมือ ที่เรียกว่าวิลไลออกมาอีก ทำให้เพิ่มพื้นที่ขึ้นไปได้อีกมาก และในวิลไลก็ยังมีไมโครวิลไลด้วย เหล่านี้เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวทั้งสิ้น

ไส้ติ่ง

  1. ไส้ติ่งมีส่วนช่วยดักจับเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาในบริเวณลำไส้ ทำหน้าที่คล้ายกับต่อมทอนซิล และต่อมอะดีนอยด์ ที่มีต่อมน้ำเหลืองไว้คอยดักจับเชื้อโรค
  2. ขนาดของไส้ติ่งยาวประมาณ 10 เซนติเมตร กว้าง 1.5 เซนติเมตร ตำแหน่งไส้ติ่งอยู่ตรงลำไส้ใหญ่ส่วนต้นบริเวณท้องน้อยข้างขวา มีลักษณะคล้ายหาง ปลายปิด ส่วนอีกด้านหนึ่งต่อกับปลายลำไส้ใหญ่
  3. ไส้ติ่งอยู่บริเวณท้องน้อยข้างขวา หากมีอาการปวดหรือกดเจ็บบริเวณท้องน้อยข้างขวา จึงควรนึกถึงไส้ติ่งอักเสบไว้ก่อน แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์

ลำไส้ใหญ่

  1. ลำไส้ใหญ่มีลักษณะเป็นกระพุ้ง และเป็นปล้องๆ มีความยาวประมาณ 150 ซม. ลำไส้ใหญ่ตั้งต้นจากลำไส้เล็กส่วนปลายไปจนถึงทวารหนักแบ่งออกเป็น 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น หรือกระพุ้งลำไส้ใหญ่ (cecum) ลำไส้ใหญ่ส่วนกลาง ลำไส้ใหญ่ส่วนตรง หรือไส้ตรง (rectum) และช่องทวารหนัก
  2. ลำไส้ใหญ่ส่วนต้นหรือกระพุ้งลำไส้ใหญ่เป็นกระพุ้งใหญ่ และส่วนปลายของกระพุ้งมีไส้เล็กๆ ปลายตันที่เรียกว่าไส้ติ่ง หรือไส้ตัน มีความยาวประมาณ 1 นิ้วครึ่ง ถึง 2 นิ้ว ระหว่างส่วนลำไส้เล็กส่วนปลายกับลำไส้ใหญ่ส่วนต้นนี้จะมีลิ้นป้องกันไม่ให้อาหารย้อนกลับไปยังลำไส้เล็ก
  3. ลำไส้ใหญ่ส่วนกลาง แบ่งออกได้เป็น ลำไส้ใหญ่ส่วนขึ้นเป็นส่วนต่อจากกระพุ้งลำไส้ใหญ่ ทอดขึ้นทางขวาของช่องท้องไปถึงใต้ตับโค้งไปทางซ้าย ลำไส้ใหญ่ส่วนขวางเป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนขึ้น ทอดขวางไปตามช่องท้องจากทางด้านขวาไปทางด้านซ้าย แล้ววกใต้ม้ามลงข้างล่าง ลำไส้ใหญ่ส่วนลงเป็นส่วนต่อจากส่วนโค้งของลำไส้ใหญ่ส่วนขวาง ทอดลงมาข้างล่างทางซ้ายของช่องท้อง และลำไส้ใหญ่ส่วนคดเป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนลง มีลักษณะคล้ายตัว s
  4. ลำไส้ใหญ่ส่วนตรงหรือไส้ตรง เป็นส่วนที่ต่อจากลำไส้ใหญ่ส่วนคด เป็นลำไส้ที่ตรงลงมา ในผู้ชายอยู่ส่วนหลังกระเพาะปัสสาวะ ส่วนผู้หญิงอยู่หลังมดลูก ส่วนล่างของลำไส้ใหญ่ ส่วนตรงนี้เป็นที่พักของอุจจาระ
  5. ลำไส้ใหญ่ส่วนสุดท้ายเรียกว่าช่องทวารหนัก เป็นส่วนสุดท้ายของลำไส้ใหญ่ ส่วนเปิดสู่ภายนอกเรียกว่าทวารหนัก ที่ทวารหนักมีกล้ามเนื้อหูรูดที่เปิดออกเวลาถ่ายอุจจาระ หลังจากกินอาหารแล้ว อาหารจะผ่านไปถึงลำไส้ใหญ่ในเวลากว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง
  6. ลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อยอาหาร เป็นส่วนที่สะสมกากอาหาร และช่วยดูดซึมน้ำจากกากอาหารที่เหลือจากการดูดซึมของลำไส้เล็ก กากอาหารที่ดูดซึมแล้วจึงมีลักษณะค่อนข้างเหนียวข้น และในที่สุดจะแข็งหากไม่อุจจาระหลายๆ วัน การที่อุจจาระแข็งจะทำให้ถ่ายลำบากต้องออกแรงเบ่ง ทำให้เป็นริดสีดวงทวารได้ ภายในลำไส้ใหญ่จะมีแบคทีเรียอยู่มากมาย แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เหล่านี้โดยปกติจะมีคุณมากกว่าโทษ โดยช่วยทำลายเชื้อโรคที่เป็นอันตราย ช่วยย่อยกากอาหารให้สลายตัวมากขึ้น สารบางอย่างเมื่อสลายตัวจะทำให้เกิดแก๊สขึ้นมาได้ ทำให้เกิดอาการผายลม

ตับ

  1. ตับเป็นอวัยวะที่พบในสัตว์ชนิดต่างๆ และมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเมตะบอลิสซึม รวมทั้งมีหน้าที่หลายประการในร่างกาย เช่น การสะสมไกลโคเจน การสังเคราะห์โปรตีนในพลาสมา การกำจัดพิษของยา และปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆ มากมาย
  2. ตับจัดเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย โดยตับจะผลิตน้ำดี ซึ่งมีความสำคัญในกระบวนการย่อยอาหาร
  3. ตับของผู้ใหญ่ปกติจะมีน้ำหนักราว 1.3 ถึง 3.0 กิโลกรัม และมีจะลักษณะนุ่ม มีสีชมพูอมน้ำตาล ตับเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่มากที่สุด และเป็นต่อมที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ตับจะวางตัวอยู่ทางด้านขวาบนของช่องท้อง และอยู่ใต้กะบังลม นอกจากนี้บางส่วนของตับยังวางอยู่บนกระเพาะอาหาร ปลายทางด้านซ้ายสุดของตับจะชี้ไปทางม้าม และบนพื้นผิวด้านหน้าของตับยังมีถุงน้ำดีวางตัวอยู่อีกด้วย
  4. พื้นผิวของตับเกือบทั้งหมดจะถูกคลุมด้วยเยื่อบุช่องท้อง ซึ่งเป็นเยื่อบุสองชั้นที่คลุมอยู่บนอวัยวะต่างๆ ทางด้านหน้าของช่องท้องเพื่อลดการเสียดสีระหว่างอวัยวะ ที่บริเวณตับ จะมีการพับของเยื่อบุช่องท้องเข้ามาภายในตับ และแบ่งตัวออกเป็นสองกลีบใหญ่ๆ
  5. โดยเมื่อมองตับจากทางด้านหน้า จะเห็นว่าตับถูกแบ่งออกเป็นกลีบซ้าย และกลีบขวา หากมองตับจากทางด้านหลัง จะพบว่ามีอีกสองกลีบอยู่ทางด้านล่าง
  6. ตับจะได้รับเลือดที่มีออกซิเจนสูงมาทางหลอดเลือดแดงเฮปาติก นอกจากนี้ยังมีเลือดที่นำมาจากลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และตับอ่อนผ่านทางหลอดเลือดดำซุพีเรียมีเซนเทอริค และเลือดจากม้ามผ่านทางหลอดเลือดดำสพลีนิก ซึ่งหลอดเลือดดำทั้งสองจะรวมกันเป็นหลอดเลือดดำพอร์ทัล แล้วเข้าสู่ตับเพื่อนำสารอาหาร และสารเคมีอื่นๆ ที่ได้จากการดูดซึมจากทางเดินอาหาร และผลผลิตจากการทำลายเม็ดเลือดแดงจากม้าม เข้าสู่กระบวนการต่างๆ ภายในเซลล์ตับต่อไป สำหรับหลอดเลือดดำที่นำเลือดออกจากตับ คือหลอดเลือดดำเฮปาติก ซึ่งจะเทเลือดเข้าสู่หลอดเลือดดำอินฟีเรียร์ เวนาคาวา ต่อไป
  7. น้ำดีจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์ตับแต่ละเซลล์ และส่งออกมาจากท่อน้ำดีย่อย ซึ่งจากนั้นท่อน้ำดีย่อยแต่ละท่อจะรวมกันเป็นท่อน้ำดีตับ ซึ่งมีทั้งซ้าย และขวา แล้วจึงรวมกันเป็นท่อน้ำดีใหญ่ในตับ ก่อนจะส่งไปทางท่อน้ำดีใหญ่ ซึ่งน้ำดีอาจถูกปล่อยออกสู่ลำไส้เล็กตอนต้น หรือเก็บสะสมไว้ในถุงน้ำดี

ตับอ่อน

  1. ตับอ่อนเป็นอวัยวะภายในช่องท้องที่สำคัญมากพอๆ กับตับ ซ่อนอยู่ทางด้านหลังของกระเพาะอาหาร มีสีเหลืองอ่อน ยาวประมาณ 6 นิ้ว แบ่งออกได้เป็นส่วนหัว ส่วนกลาง และส่วนหาง
  2. ตับอ่อนประกอบด้วยต่อม 2 ต่อมที่รวมอยู่ในต่อมเดียวกัน ต่อมที่ช่วยในการย่อยเรียกว่า “ต่อมมีท่อ” ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มเซลล์อะซินัสที่สร้างสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างส่งเข้าไปในลำไส้เพื่อต้านฤทธิ์ของกรดในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังสร้างน้ำย่อย ได้แก่ เอนไซม์ทริปซินสำหรับย่อยโปรตีน เอนไซม์อะมีเลสสำหรับย่อยแป้ง และเอนไซม์ไลเปสสำหรับย่อยไขมัน ส่วนต่อมอีกต่อมหนึ่งที่มีความสำคัญในการช่วยเผาผลาญสารอาหารเรียกว่า “ต่อมไร้ท่อ” ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ไอส์เลต ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนโรงงานในการผลิตฮอร์โมนอินซูลินส่งเข้าไปในเลือดเพื่อเผาผลาญ และควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกาย ถ้าโรงงานพวกนี้เกิดขัดข้องเนื่องจากกรรมพันธุ์ การกินอาหารหวานมากๆ การกินยาบางอย่าง เป็นโรคบางชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มะเร็งตับอ่อน คอพอกเป็นพิษ ก็จะทำให้เป็นโรคเบาหวาน เนื่องจากน้ำตาลไม่ได้ถูกนำไปใช้คั่งอยู่ในเลือด และอวัยวะต่างๆ และถูกขับออกมาพร้อมกับปัสสาวะ
  3. ตับอ่อนมีหน้าที่สร้างน้ำย่อยที่เรียกว่า “น้ำย่อยของตับอ่อน” ประกอบด้วยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งมีหน้าที่ช่วยในการย่อยอาหาร จำพวกแป้ง โปรตีน ไขมัน ให้มีขนาดเล็กลง จนสามารถซึมผ่านผนังของลำไส้เข้าสู่ร่างกายได้ ส่วนที่ทำหน้าที่เป็นต่อมไร้ท่อ สร้างฮอร์โมนหลายชนิด ซึ่งจะส่งเข้ากระแสเลือดโดยตรง ฮอร์โมนที่สำคัญได้แก่ “อินซูลิน”
  4. โรคที่เกี่ยวกับตับอ่อนพบได้ค่อนข้างน้อย ที่เป็นได้ก็มีโรคตับอ่อนอักเสบ กับมะเร็งของตับอ่อน ตับอ่อนอักเสบ จะพบมากในคนที่ดื่มเหล้าจัด คนที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี จะมีอาการไข้ อาเจียน ปวดท้อง และปวดหลังรุนแรง บางคนถึงกับหน้ามืดเป็นลม มือเท้าเย็น ส่วนมะเร็งของตับอ่อน จะพบในคนสูงอายุ มีอาการปวดท้อง ท้องอืด ปวดหลัง ดีซ่าน ตาเหลืองขึ้นเรื่อยๆ เบื่ออาหาร และซูบผอมลงเรื่อยๆ

ม้าม

  1. ม้ามเป็นอวัยวะที่มีอยู่อันเดียว ทางด้านหลังข้างซ้ายของช่องท้อง ตำแหน่งชายโครงซ้ายใต้กระบังลมเล็กน้อย
  2. ตำแหน่งที่อยู่ของม้ามเป็นตำแหน่งที่อาจได้รับการกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุได้ง่าย
  3. ม้ามมีหน้าที่ในการควบคุมปริมาณของเลือดในร่างกายให้คงที่ ม้ามของเด็กทารกในครรภ์มีหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง แต่ในผู้ใหญ่ ม้ามมีหน้าที่ทำลายเม็ดเลือดแดงที่หมดสภาพแล้ว
  4. ม้ามเป็นอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับเลือด จึงมีเส้นเลือดอยู่ภายในมาก ทำให้ม้ามมีลักษณะเป็นสีแดง บาง และเปราะมาก หากมีอุบัติเหตุมากระทบถูกม้ามทางด้านหลัง ม้ามก็จะแตกได้ เมื่อม้ามแตกจะทำให้เลือดตกใน มีเลือดออกในช่องท้องปริมาณมาก ซึ่งอาจจะทำให้เสียเลือดมากจนถึงชีวิต
  5. ม้ามยังช่วยในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมโดยเฉพาะเชื้อโรค เมื่อม้ามต้องทำงานมากขึ้น ม้ามอาจจะโตขึ้น เช่น ในโรคโลหิตเป็นพิษ โรคมาลาเรีย
  6. หากม้ามแตกหรือพิการ อาจจะตัดทิ้งได้ ไม่จำเป็นต้องปลูกถ่ายม้ามใหม่

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที