Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
30
Nov 05
User Rating:  / 0
PoorBest 

imageโรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบมากในประเทศทางแถบเอเชีย โดยมีอัตราการพบโรคที่ 150 – 220 / 100,000 คน ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง สำหรับในประเทศไทยโรคมะเร็งตับ มีการตรวจพบเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งปอด ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่ตรวจพบ จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 40–60 ปี

อาการของโรคมะเร็งตับ

  1. ไม่แสดงอาการผิดปกติทางร่างกาย แต่จะตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด
  2. มีอาการปวดแน่นท้อง
  3. น้ำหนักลด มีอาการอ่อนเพลีย และมีไข้
  4. เบื่ออาหาร
  5. มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และขาบวม
  6. มีอาการเลือดออกง่าย อาเจียนเป็นเลือด
  7. มีอาการซึมและสับสน

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ

อัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งตับ เฉลี่ยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ 4.6 : 1 คือพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้คือ

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี จะพบในอัตรา 0.4–0.6 % ของผู้ป่วยดังกล่าว
  2. ผู้ป่วยที่เป็นโรค ไวรัสตับอักเสบซี
  3. ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส จากการใช้ยา จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จากธาตุเหล็กและแคลเซี่ยม
  4. ผู้ป่วยที่ได้รับสารอะฟลาทอกซิน
  5. ผู้ป่วยที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือโรคไวรัสตับอักเสบบี

ความสำคัญในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับจะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 6–20 เดือน หลังจากการตรวจพบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจพบในระยะสุดท้ายของโรค ดังนั้นผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดดรค จึงควรได้รับการตรวจหามะเร็งตับ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น

อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยได้รับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี

  1. การที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่
  2. มีการลุกลามของมะเร็งเข้าเส้นเลือด
  3. มีการลุกลามของมะเร็งเข้าต่อมน้ำเหลือง
  4. สุขภาพของผู้ป่วย ไม่ดีมาก่อนเป็นโรคมะเร็งตับ

ผลการตรวจหามะเร็งตับนั้น หากพบเหตุพยากรร์ดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยจะอยู่ในขั้นรุนแรงมาก

วิธีการตรวจหามะเร็งตับ

ตรวจหาสารอัลฟลาฟีโตโปรตีน : เป็นสารที่เป็นตัวบ่งชี้ เพื่อการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ หากตรวจพบสารอัลฟลาฟีโตโปรตีนในเลือดมีระดับสูงมากก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับประมาณ 60 % จะตรวจพบสารนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก

การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ : มีอยู่หลายวิธี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้กำหนด การตรวจว่าจะใช้วิธีใด หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค คือ

  1. การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อหาความผิดปกติของตับ
  2. เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  3. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แพทย์จะใช้ผลการตรวจด้วยภาพประกอบกับผลการตรวจระดับ อัลฟ่าฟีโตโปรตีน ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ

การตรวจคัดกรอง : เป็นการตรวจโดยอาศัยปัจจัยอื่นโดยรอบเข้ามาประกอบการวินิจฉัยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ

  1. ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง จากทุกสาเหตุ
  2. ผู้ป่วยที่มีที่อาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ ซี
  3. ผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงควรปฏิบัติดังนี้

  1. ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจค่าบ่งชี้การเป็นมะเร็งตับ ทุก 3–6 เดือน
  2. ตรวจอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน

การป้องกันโรคมะเร็งตับ

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงและป้องกันการเป็นโรคมะเร็งตับ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. ควรรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  2. ไม่รับเลือดนอกจากกรณีจำเป็น
  3. ลด งด หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น ถั่วลิสงคั่วที่มีสารอะฟลาทอกซิน
  5. งดการฉีดยาเข้าเส้น งดการเสพยาเสพติดโดยการฉีด
  6. ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น
  7. ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสบี และซี ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

ที่มา : ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที