โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบมากในประเทศทางแถบเอเชีย โดยมีอัตราการพบโรคที่ 150 – 220 / 100,000 คน ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง สำหรับในประเทศไทยโรคมะเร็งตับ มีการตรวจพบเป็นอันดับที่ 2 รองจากมะเร็งปอด ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่ตรวจพบ จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 40–60 ปี
อาการของโรคมะเร็งตับ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ
อัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งตับ เฉลี่ยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ 4.6 : 1 คือพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้คือ
ความสำคัญในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น
ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับจะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 6–20 เดือน หลังจากการตรวจพบ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจพบในระยะสุดท้ายของโรค ดังนั้นผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดดรค จึงควรได้รับการตรวจหามะเร็งตับ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น
อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยได้รับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี
ผลการตรวจหามะเร็งตับนั้น หากพบเหตุพยากรร์ดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยจะอยู่ในขั้นรุนแรงมาก
วิธีการตรวจหามะเร็งตับ
ตรวจหาสารอัลฟลาฟีโตโปรตีน : เป็นสารที่เป็นตัวบ่งชี้ เพื่อการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งตับ หากตรวจพบสารอัลฟลาฟีโตโปรตีนในเลือดมีระดับสูงมากก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับประมาณ 60 % จะตรวจพบสารนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก
การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ : มีอยู่หลายวิธี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้กำหนด การตรวจว่าจะใช้วิธีใด หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค คือ
การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
การตรวจคัดกรอง : เป็นการตรวจโดยอาศัยปัจจัยอื่นโดยรอบเข้ามาประกอบการวินิจฉัยปัจจัยเสี่ยงต่างๆ คือ
สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงควรปฏิบัติดังนี้
การป้องกันโรคมะเร็งตับ
เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงและป้องกันการเป็นโรคมะเร็งตับ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
ที่มา : ศูนย์โรคทางเดินอาหารและตับกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
การสงวนสิทธิ์
รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที