20
Jan 08
User Rating:  / 8
PoorBest 

การรักษาโรคตับอักเสบเรื้อรัง ที่เกิดจากไวรัสซี ต้องกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายให้หมด และต้องตรวจไม่พบเชื้อไวรัสซีในเลือดเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือนภายหลังการรักษา จึงจะถือว่าการรักษาได้ผล นอกจากนี้ ยังมุ่งหวังที่จะหยุดยั้งการทำลายเซลล์ตับ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด ปัจจุบันมีการนำยาใหม่ มาใช้รักษาโรคตับอักเสบเรื้อรังที่เกิดจากไวรัสซี ได้แก่ อินเตอร์เฟอรอน (interferon) และไรบาวิริน (ribavirin) ซึ่งมีวิธีการใช้ยาได้หลายรูปแบบ ขึ้นกับลักษณะอาการ และเชื้อไวรัสของผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกันไป

image

โรคตับอักเสบเรื้อรัง ภาษาอังกฤษเรียกว่า chronic hepatitis ถือว่าเป็นโรคที่อันตรายชนิดหนึ่ง โดยมีโอกาสที่จะกลายเป็นตับแข็ง และมะเร็งตับได้ ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมากถึง 170 ล้านคน ในประเทศอียิปต์มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก คิดเป็น 22% ของประชากรในประเทศนั้น จากการสำรวจอย่างละเอียดทั่วโลกพบว่า ผู้ติดเชื้อสามในสี่คน จะมีไวรัสอยู่ในกระแสเลือดตลอดเวลา และสามารถแพร่เชื้อติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์ ไวรัสซีทำให้เกิดตับอักเสบมากถึง 20% ของผู้ป่วยทั้งหมด ไวรัสซีเป็นสาเหตุของตับอักเสบเรื้อรังอันดับหนึ่ง มากกว่าไวรัสบี และมากกว่าที่เกิดจากเหล้า ที่สำคัญหนึ่งในห้าคนที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง จะกลายเป็นโรคตับแข็ง และร้อยละ 4 ของผู้ป่วยโรคตับแข็งจะกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด

image

อินเตอร์เฟอรอน (interferon) คืออะไร อินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง ที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อไวรัส ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้นสำหรับเอาไว้ต่อสู้กับการติดเชื้อที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย การรักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน จึงเป็นการเพิ่มปริมาณของสารนี้ในร่างกายให้เพิ่มมากขึ้น และมากพอที่จะต่อสู้กับเชื้อไวรัส เนื่องจากอินเตอร์เฟอรอนเป็นโปรตีน ผลิตเพื่อใช้สำหรับฉีดเท่านั้น ยังไม่มีรูปแบบของยากิน ปัจจุบันมีสองชนิด เรียกง่ายๆว่า "ชนิดเก่า" หรือ standard interferon และ "ชนิดใหม่" หรือ pegylated interferon ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้ออกฤทธิ์ได้นานขึ้น ชนิดเก่าใช้ฉีดสัปดาห์ละสามครั้ง ส่วนชนิดใหม่ใช้ฉีดสัปดาห์ละครั้ง

สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาก่อนเริ่มการรักษาด้วยอินเตอร์เฟอรอน ที่สำคัญมีสองประการ ประการแรก คือ ปริมาณของไวรัสในเลือด หรือที่เรียกว่า viral load ถ้าปริมาณไวรัสมาก ผลการรักษาจะไม่ดีถ้าปริมาณไวรัสน้อย จะมีโอกาสได้ผลมากขึ้น อีกประการหนึ่งที่สำคัญ คือชนิดของไวรัสที่จำแนกตามลักษณะทางพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า "จีโนทัยป์" (genotype) ไวรัสตับอักเสบชนิดซี เป็นอาร์เอ็นเอไวรัสที่มีสายเดี่ยว รูปร่างทรงกลม มีเปลือกหุ้ม อยู่ในแฟมิลี่ฟลาวิไวรัส เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดจี ไวรัสเดงกี่ที่ก่อโรคไข้เลือดออก และไวรัสไข้เหลืองในต่างประเทศ ลักษณะของไวรัสตับอักเสบชนิดซี ได้รับการศึกษาวิจัยอย่างละเอียดในช่วงปี 2000-2001 พบว่า เชื้อมีความสามารถในการกลายพันธุ์สูงมาก ทำให้เกิดมีหลายพันธุ์ในคนเดียวกันได้ อัตราการเพิ่มจำนวนวันละพันล้านตัว ตัวไวรัสเองมีความสามารถพิเศษ ในการจับกับเซลล์ตับและเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดบี-ลิมโฟซัยท์

image

ปัจจุบันเราแบ่งไวรัสตับอักเสบชนิดซี ออกเป็น 6 จีโนทัยป์ แต่ละชนิดแตกต่างกันค่อนข้างมาก กล่าวคือ ประมาณ 20-30% ของนิวคลีโอทัยด์ ชนิดที่พบมากที่สุด คือ genotype 1 คิดเป็น 40-80% ของทั้งหมด ในประเทศไทยพบ genotype 3 เป็นส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับที่พบในประเทศออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศแถบมหาสมุทรอินเดีย ส่วนประเทศอาเซียนอื่นๆ พบ genotype 6 มากที่สุด เช่นเดียวกับเวียดนามและฮ่องกง ในแง่ผลการรักษา จากรายงานการศึกษาวิจัยจำนวนมาก สรุปได้ว่า HCV genotype 1 รักษาไม่ค่อยได้ผล ส่วน genotype 2 และ 3 การรักษาได้ผลดีกว่ามาก และที่สำคัญ genotype 1 ยังทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรง มีโอกาสเกิดเป็นมะเร็งสูง นับว่าโชคดีที่ในเมืองไทยส่วนใหญ่เป็น genotype 3

ไรบาวิริน (ribavirin) คืออะไร ไรบาวิรินเป็นยาต้านไวรัส ออกฤทธิ์โดยการกำจัดเชื้อไวรัส เป็นยาชนิดรับประทาน ลักษณะเป็นแคปซูล หรือเป็นยาเม็ด ตัวยาไรบาวิรินเอง ถ้าใช้โดดๆ จะไม่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซ๊ ต้องนำมาใช้ร่วมกับยาฉีดอินเตอร์เฟอรอน เมื่อใช้ร่วมกันจึงจะได้ผล จากรายงานการศึกษาล่าสุด พบว่าเมื่อใช้ร่วมกัน พบว่าได้ผลประมาณ 30-50% ถือเป็นการรักษามาตราฐานใหม่ สำหรับไวรัสตับอักเสบชนิดซีในขณะนี้ ผู้ป่วยร้อยละ 30-50 สามารถกำจัดเชื้อไวรัสให้หมดไปจากกระแสเลือดได้ สำหรับอินเตอร์เฟอรอนจะเลือกใช้ชนิดเก่าหรือใหม่ ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน บางรายงานพบว่าผู้ป่วยได้ผลจากชนิดใหม่ มากกว่าชนิดเดิม บางรายงานก็ได้ผลไม่แตกต่างกัน ประการสุดท้าย แพทย์ติดตามผลการรักษาโดยตรวจไวรัส ในกระแสเลือด ก่อนเริ่มรักษา ระหว่างการรักษา และภายหลังรักษา จึงจะบอกได้ว่าได้ผลหรือไม่ ในกรณีที่เป็น "complete responder" หมายถึง การรักษาได้ผลดี และเมื่อหยุดยาก็จะยังได้ผลอยู่ ตรงกันข้าม "non-responder" หมายถึง การรักษาไม่ได้ผล ซึ่งแบ่งออกเป็น Transient response หมายถึงเมื่อใช้ยาได้ผล พอหยุดยาแล้วไวรัสกลับคืนมา Breakthrough response หมายถึงแรกๆ ดูเหมือนจะได้ผล ต่อมาตรวจเลือดจึงทราบว่าไม่ได้ผล Partial response หมายถึง การรักษาได้ผลน้อยมากและเพียงบางส่วนเท่านั้น ผลข้างเคียงจากยาทั้งสองชนิด แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย มีทั้งที่ชนิดไม่รุนแรง และค่อนข้างรุนแรง บางกรณีอาจพบผลเลือดผิดปกติ โดยผู้ป่วยไม่มีอาการอะไรเลยก็ได้ ดังนั้น หากเกิดผลข้างเคียงหรืออาการผิดปกติใดๆ ควรแจ้งให้แพทย์ทราบทันที เพื่อประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาต่อไป

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที