20
Jan 01
User Rating:  / 48
PoorBest 

imageท้องเสีย (diarrhea)เป็นอาการขับถ่ายอุจจาระออกมามีลักษณะเหลวปนนํ้า หรือถ่ายเป็นนํ้า และมักจะถ่ายบ่อยครั้ง เด็กที่ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำมากกว่า 6 – 8 ครั้งต่อวันนั้นแสดงว่าท้องเสีย แต่บางครั้งอาจเป็นการยากที่จะบอกว่าเด็กท้องเสียหรือไม่ เนื่องจากอุจจาระของเด็กตามปกติจะมีลักษณะเหลว ดังนั้นถ้าเด็กขับถ่ายบ่อยมากครั้งกว่าปกติ และอุจจาระมีลักษณะเหลวเป็นน้ำ ให้สงสัยว่าอาจมีอาการท้องเสียตามนิยาม และความหมายขององค์การอนามัยโลก โรคท้องเสีย หรือโรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน หมายถึง การถ่ายอุจจาระเหลวหรือมีน้ำมากกว่าปกติ 3 ครั้ง หรือถ่ายเป็นน้ำ 1 ครั้ง หรือถ่ายมีมูกเลือด 1 ครั้ง ในเวลา 1 วัน กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นโรคท้องเสีย ซึ่งจะต้องทำการรักษาให้ถูกวิธี อย่างไรก็ตามความหมายของท้องเสียที่ระบุโดยจำนวนครั้งของการถ่ายอาจแตกต่างไปจากนี้ในผู้ป่วยบางราย โดยขึ้นอยู่กับลักษณะและความถี่ของการขับถ่ายในสภาวะปกติของแต่ละคน สำหรับเด็กเล็กที่ดื่มนมแม่อาจถ่ายอุจจาระเหลวๆ บ่อยครั้งได้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าถ่ายเป็นน้ำจำนวนมากและบ่อยครั้งกว่าที่เคยเป็นแสดงว่าเกิดอาการท้องเสียโดยคำจำกัดความนั้น 'ท้องเสีย' คือการที่ร่างกายมีการถ่ายอุจจาระบ่อยกว่าปกติ โดยที่ลักษณะอุจจาระนั้น จะมีปริมาณมากและมีส่วนประกอบเป็นน้ำมากกว่าปรกติ ดังนั้นสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดเมื่อเกิดอาการท้องเสียคือ การที่ร่างกายเกิดสภาวะขาดน้ำและเกลือแร่

image

สาเหตุ
  1. ท้องเสียแบ่งออกเป็น 3 ประเภท
    • ประเภทแรก คือ อาการท้องเสียเนื่องจากได้รับสารพิษจากเชื้อ
    • ประเภทที่สอง คือ อาการท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อ
    • ส่วนอาการท้องเสียประเภทสุดท้าย ได้แก่ ท้องเสียธรรมดาซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อ อาการท้องเสียทั้งสามประเภทนี้จะมีลักษณะอาการ วิธีการรักษา และการปฏิบัติตนที่แตกต่างกันซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรจะทราบเนื่องจากถ้าปฏิบัติตนไม่ถูกต้องแล้วอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
    • ถ้าเป็นการท้องเสียจากการได้รับสารพิษจากเชื้อ มักจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษที่มาจากเชื้อโรคเข้าไป ผู้ป่วยมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและถ่ายเหลวหลังจากรับประทานอาหารประมาณ 2-4 ชั่วโมงเรียกว่ากินเข้าไปไม่นานก็มีอาการแล้ว แต่มักจะไม่มีไข้สำหรับการท้องเสียเนื่องจากการติดเชื้อนั้นผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีไข้ร่วมกับการถ่ายเหลวซึ่งลักษณะของอุจจาระจะแปลกไปจากท้องเสียทั่วไป เช่น ถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือด บางรายอุจจาระจะคล้ายน้ำซาวข้าวและถ่ายพุ่ง หรือบางรายอาจถ่ายออกมามีกลิ่นเหม็นผิดปกติ เช่น เหม็นเหมือนหัวกุ้งเน่า เป็นต้น แต่ถ้ามีอาการท้องเสียเพียงแค่ถ่ายเป็นน้ำ ไม่มีอาการดังที่กล่าวไว้ในการท้องเสียสองประเภทแรกก็จะเป็นการท้องเสียธรรมดา
    • เกิดจากการติดเชื้อบิดมีตัว หรือเชื้ออะมีบา ซึ่งเป็นเชื้อบิดที่รู้จักกันดี มักจะทำให้มีไข้สูง ปวดท้องมาก ถ่ายเป็นน้ำมากและบ่อย อาจเห็นอุจจาระมีเลือดปน ตรวจอุจจาระจะพบตัวเชื้อซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว หรือตรวจพบไข่ของมัน ร่วมกับพบเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว
    • โรคบิดไม่มีตัว เกิดจากเชื้อชิเกลลาซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง มักจะมีอาการไข้สูงมาก ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำปริมาณมาก กลิ่นอุจจาระจะมีกลิ่นเหมือนหัวกุ้งเน่า บิดชนิดนี้อาจทำให้มีอาการชักได้ง่ายเพราะเกิดได้รวดเร็วมากจนร่างกายปรับตัวไม่ทัน
    • imageท้องเสียในเด็กทารก และเด็กโตอาจมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสโรตา (Rotavirus) ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดท้องเสียในเด็ก อาการท้องเสียที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาจเกิดจากเชื้อที่ทำให้เป็นไข้หวัด ต่อมาเคลื่อนลงกระเพาะลำไส้ ก็กลายเป็นหวัดในกระเพาะลำไส้ ซึ่งทำให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารผิดไปจากปกติ ไม่สามารถย่อยอาหารได้ เกิดอาการอาเจียนและท้องเสีย
    • กลุ่มที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อาหารเป็นพิษ เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย อาเจียน อย่างเฉียบพลันและมักรุนแรง มักเกิดภายหลังรับประทานอาหารได้สัก 1-2 ชั่วโมง
    • ท้องเสียเนื่องจากร่างกายขาดน้ำย่อยบางชนิด ดังเช่นในคนเอเซียจำนวนไม่น้อย ที่เกิดมาขาดสารเอนซัยม์ที่จะต้องใช้ย่อยน้ำตาลในนมวัว รับประทานนมวัวทีไรก็ท้องเสียทุกที หรือเด็กที่หายจากอาการท้องเสียใหม่ๆ ร่างกายยังไม่ฟื้นพอที่จะสร้างเอนซัยม์ตัวนี้ เด็กก็จะท้องเสียหากรับประทานนมวัวเข้าไป ทั้งๆที่เมื่อก่อนรับประทานได้
    • แพ้อาหาร ต้องแยกจากพวกที่เกิดมาไม่มีน้ำย่อยสำหรับอาหารบางชนิดให้ดี เพราะอาการเหมือนกันมาก แต่พวกนี้มักมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เป็นผื่น หรือหายใจหอบ หรือมีลักษณะขาดอาหารก็เป็นได้ พวกนี้ไม่ได้ขาดน้ำย่อย แต่ร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสารนั้นๆ แต่ละคนก็จะแพ้อาหารแตกต่างกันไป บางคนแพ้อาหารที่ทำจากนมวัว บางคนแพ้อาหารที่ทำจากเนื้อปู หรือบางคนแพ้ส้ม เป็นต้น
    • สาเหตุของโรคท้องเสียส่วนใหญ่ เกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคปนเข้าไป หรือคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมผสม แล้วผสมนมไม่ถูกส่วนหรือล้างภาชนะไม่สะอาด อาหารไม่สะอาด นอกจากนี้ เด็กที่ชอบดูดนิ้วหรืออมมือ และชอบหยิบของหล่นจากพื้นเข้าปากก็อาจท้องเสียจากการติดเชื้อได้ง่าย
    • การติดเชื้ออื่นๆ เช่น ไทฟอยด์ อหิวาตกโรค อาหารเป็นพิษ เป็นต้น
    • โรคของระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคกระเพาะอาหารบางชนิด โรคลำไส้เล็กหรือลำไส้ใหญ่อาจทำให้มีการหลั่งนํ้าออกมามากกว่าปกติ จนเกิดท้องเดินได้ ท้องเสียบางครั้งเกิดมาจากลำไส้อักเสบ อาหารจึงไม่สามารถดูดซึมที่ลำไส้ได้ตามปกติ อุจจาระก็จะเหลวเป็นน้ำ
    • เกิดจากการได้รับสารพิษ เช่น สารบอแรกซ์ หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาปฏิชีวนะ ก็อาจเป็นสาเหตุให้ถ่ายเหลวได้เช่นกันอาการนอกจากอาการท้องเสียแล้ว ผู้ป่วยอาจจะมีอาการปวดท้อง ปวดถ่วงขณะถ่าย ท้องอืดเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน และอ่อนเพลียร่วมด้วย ถ้ามีอาการรุนแรง ร่างกายจะขาดน้ำและสารเกลือแร่ อาจทำให้เกิดอาการกระสับกระส่าย ตรวจพบว่าชีพจรเต้นเบา และหายใจหอบเหนื่อย ลักษณะอาการเริ่มต้นของอาการขาดน้ำ ได้แก่ มีอาการซึม ปัสสาวะน้อยลง(ใช้ผ้าอ้อมน้อยกว่า 6 ผืนต่อวัน) ปากแห้ง น้ำตาไม่ค่อยมีเวลาร้องไห้ ในเด็กทารกหรือเด็กวัยหัดเดินจะเห็นมีรอยบุ๋มที่ศีรษะอาการขาดน้ำขั้นรุนแรง ได้แก่ เด็กมีอาการกระสับกระส่ายมากขึ้น เด็กอ่อนเพลียมากและนอนมากขึ้น ขอบตาหมองคล้ำ ตัวเย็น สีผิวของมือและเท้าผิดปกติ ผิวหนังเหี่ยวย่น ไม่มีการปัสสาวะมานานแล้วหลายชั่วโมง

      image

      การวินิจฉัย จะเห็นได้ว่า โรคต่างๆที่กล่าวมาแล้วล้วนทำให้ท้องเสียทั้งสิ้น เราไม่สามารถวินิจฉัยว่า อาการท้องเสียเกิดจากอะไร หากเราไม่ได้ทำการตรวจอุจจาระทางห้องทดลอง เมื่อเราไม่รู้สาเหตุ การรักษาก็จะได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร เพราะการรักษาแต่ละโรคนั้น จะต้องมีการให้ยาตามสาเหตุของโรคท้องเสียอาจใช้เวลา 3 – 7 วัน กว่าอาการท้องเสียจะหายขาดแล้วเป็นปกติตามเดิม ช่วงที่เด็กถ่ายอุจจาระมากไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวเท่าไหร่ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือ เด็กต้องได้รับน้ำอย่างเพียงพอเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาดน้ำขั้นรุนแรงอันตรายจากท้องเสีย
      1. อันตรายจากท้องเสียที่สำคัญที่สุด คือ การที่ร่างกายเสียสารน้ำและเกลือแร่ ซึ่งมีระดับความรุนแรงที่แตกต่างกัน ในกรณีที่การเสียสารน้ำและเกลือแร่อยู่ในขั้นรุนแรงจะเป็นอันตรายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าได้รับการแก้ไขไม่ทันท่วงที
      2. ถ้ายังมีอาการท้องเสียไม่หยุด มีอาการไข้ร่วมด้วย และเด็กอายุน้อยกว่า 2 เดือน ควรไปพบแพทย์ทันที
      3. ถ้าเด็กอายุมากกว่า 2 เดือน มีไข้ และท้องร่วงมากกว่า 1 วัน ให้วัดอุณหภูมิร่างกาย และตรวจปริมาณของปัสสาวะ จากนั้นให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อรับคำแนะนำ
      4. สำหรับเด็กทุกช่วงอายุ ถ้าท้องเสียแล้วพบว่ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยดังแสดงข้างล่างนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
        • มีเลือดปนมา มีมูกเลือดปนมา ถ่ายอุจจาระเป็นน้ำ
        • มีอาการขาดน้ำ
        • มีไข้นานมากกว่า 24–48 ชั่วโมง
        • อาเจียนติดต่อกันนานมากกว่า 12–24 ชั่วโมง
        • อาเจียนเป็นสีเขียว มีเลือดปน และอาจพบว่ามีกากเหมือนกาแฟ
        • ช่องท้องบวม หรือ ร้องปวดท้องหลายครั้ง
        • ปฏิเสธที่จะรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำ
        • มีผื่นขึ้นตามร่างกาย
        • ตัวเหลืองและตาเหลือง

          image

          การรักษา
          1. ถ้าเริ่มมีอาการใน 4-6 ชั่วโมงแรก อาจซื้อผงเกลือแร่สำเร็จรูปจากร้านขายยามาลองรับประทานดูก่อน หรืออาจจะเตรียมเองที่บ้านก็ได้ โดยใช้น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เกลือป่น 12 ช้อนชา เติมน้ำสะอาด 1 ขวดกลม การรักษาที่สำคัญ และจำเป็นที่สุดคือการได้รับน้ำ และเกลือแร่ทดแทน
          2. ในช่วงที่มีอาการท้องเสียควรรับประทานอาหารอ่อนหรืออาหารเหลว เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ไม่ควรงดรับประทานอาหารเพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีแรง
          3. ถ้าเป็นไม่มาก หลังดื่มน้ำเกลือแร่แล้วผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น แต่ถ้าดื่มน้ำเกลือแร่ไม่ได้ ยังคงอาเจียน มีไข้สูง กระหม่อมหนาบุ๋ม เด็กมีในตาลึกโหล หายใจหอบ ปัสสาวะน้อยลง เพราะขาดน้ำอย่างรุนแรง ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพราะผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อค และเสียชีวิตได้
          4. สำหรับยาที่ช่วยให้หยุดถ่ายหรือที่มักจะเรียกกันว่ายาแก้ท้องเสีย เช่น diphenoxylate, loperamide สามารถใช้ได้เฉพาะผู้ที่ท้องเสียธรรมดาเท่านั้น ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่สงสัยว่าเกิดอาการท้องเสียเนื่องจากติดเชื้อ หรือได้รับสารพิษจากเชื้อ เนื่องจากยาที่ทำให้หยุดถ่ายจะทำให้ลำไส้บีบตัวได้น้อยลงทำให้ความถี่ของการถ่ายลดลง และผู้ป่วยอาจคิดว่าอาการดีขึ้น แต่ความจริงแล้วเชื้อหรือสารพิษจากเชื้อจะอยู่ในร่างกายได้นานขึ้นจึงทำให้หายจากอาการท้องเสียได้ช้าลง ดังนั้นหากสงสัยว่าท้องเสียแบบติดเชื้อหรือได้รับสารพิษจากเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อจะได้รับยาฆ่าเชื้อหรือยาดูดซับสารพิษที่เหมาะสม
          5. หากเด็กเล็กๆหรือผู้สูงอายุเกิดอาการท้องเสียและได้ทำการรักษาเบื้องต้นไปแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น ควรนำส่งแพทย์โดยเร็วและถ้าผู้ป่วยยังรู้สึกตัวและรับประทานได้ควรให้ดื่มน้ำเกลือแร่ในระหว่างทางด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดน้ำอย่างรุนแรง และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
          6. ควรงดให้น้ำดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มที่มีความหวาน เพราะว่าจะทำให้อาการท้องเสียแย่ลงกว่าเดิม
          7. อาหารที่แนะนำให้บริโภคควรจะมีส่วนผสมของถั่ว เนื้อ ปลา ไข่ ผักต้มสุก กล้วย หรือธัญพืชต้มสุก แนะนำให้เด็กบริโภคอาหารมื้อย่อยๆดีกว่าเป็นมื้อหลักใหญ่

            image

            การป้องกัน
            1. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังจากเข้าส้วมทุกครั้ง ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงอาหารและรับประทานอาหารทุกครั้ง รักษาสุขอนามัย ล้างมือทุกครั้งหลังจากออกจากห้องน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม และก่อนเตรียมอาหาร
            2. รับประทานอาหารที่สุก และสะอาด รับประทานอาหารและดื่มน้ำที่สะอาด
            3. เมื่อเกิดท้องเสีย ให้ดื่มนํ้าอุ่น รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย และพักผ่อนมากๆ
            4. รับประทานผงนํ้าตาลเกลือแร่ ห้ามเด็กดื่มน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ในปริมาณมากเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจเป็นสาเหตุให้ถ่ายอุจจาระมาก
            5. ห้ามดื่มนมที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อโรค หรือรับประทานอาหารไม่สะอาด ไม่ถูกสุขลักษณะที่อาจมีเชื้อโรคเจือปน
            6. ดูแลสิ่งแวดล้อมบริเวณบ้านไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลงวัน
            7. การป้องกันโรคท้องเสียในเด็ก ทำได้โดยการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
              ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

              สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ที่นี่

 

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที