Cialis Provigil and savings and coupon Provigil narcolepsy way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules

29
Oct 10
User Rating:  / 1
PoorBest 

เนื้องอกของสมอง (brain tumor) มีลักษณะของโรคที่แตกต่างจากเนื้องอกของอวัยวะอื่นๆ เนื้องอกสมองทำให้เกิดพยาธิสภาพส่วนใหญ่เป็นการลุกลามเฉพาะที่ เป็นการทำลายเนื้อสมองโดยตรง หรืออาจจะไปเบียดเนื้อสมองที่ปกติและเส้นเลือดซึ่งจะทำให้เกิดอาการ บางครั้งก่อให้เกิดการบวมของเนื้อสมองโดยรอบ เนื้องอกของสมองพบน้อยมากที่จะมีการแพร่กระจายออกนอกสมองและไขสันหลัง ไม่มีการแพร่กระจายทางระบบน้ำเหลือง การแพร่กระจายทางกระแสโลหิต สามารถพบได้แต่ก็น้อยมาก เนื้องอกสมองพบมากใน 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงเด็ก และผู้ใหญ่อายุประมาณ 50 ปี เนื้องอกของสมองถึงแม้ว่าลักษณะทางพยาธิวิทยาจะเป็นแบบเนื้องอกธรรมดา แต่ก็จะมีอันตรายเหมือนกับมะเร็ง ทั้งนี้เพราะมีการเจริญเติบโตไปกดเนื้อสมองส่วนดีและเส้นเลือดทำให้ผู้ป่วยมีอาการและเสียชีวิตได้ เนื้องอกสมองเกิดขึ้นภายในกะโหลกศีรษะ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ เนื้องอกที่มีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในกะโหลกศีรษะ เรียกว่า เนื้องอกสมองชนิดปฐมภูมิ และมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากนอกกะโหลกศีรษะ เรียกว่า เนื้องอกสมองชนิดทุติยภูมิ เนื้องอกสมองทุกชนิดมักทำให้เกิดอาการปวดศีรษะแบบเรื้อรัง ส่วนวิธีการรักษาและผลการรักษาย่อมแตกต่างไปตามชนิด ขนาด และตำแหน่งของเนื้องอก โรคนี้พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ พบได้ในคนทุกวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ ส่วนกลุ่มอายุที่พบบ่อยขึ้นกับเนื้องอกสมองแต่ละชนิด กล่าวโดยรวมโรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มอายุ 40-70 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากที่อื่นหรือเนื้องอกสมองชนิดทุติยภูมิ ส่วนในเด็ก พบมากในกลุ่มอายุ 3-12 ขวบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเนื้องอกสมองชนิดปฐมภูมิ เนื้องอกสมองเป็นเนื้องอกที่พบได้มากที่สุดในบรรดาเนื้องอกที่พบในเด็ก

มะเร็งและเนื้องอกของระบบประสาท แบ่งได้ตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. เนื้องอกสมอง กลุ่มนี้พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 75
  2. เนื้องอกไขสันหลัง พบได้ประมาณร้อยละ 20
  3. เนื้องอกของประสาทส่วนปลาย พบน้อย ประมาณร้อยละ 5

สาเหตุ

  1. สำหรับสาเหตุของเนื้องอกสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็ก ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่พบว่ามีการเจริญแบ่งตัวรวดเร็วผิดปกติของเซลล์อื่นๆในระบบประสาท เช่น เนื้องอกจากเซลล์ประสาทเอง เนื้องอกจากเยื้อหุ้มสมองและไขสันหลัง เนื้องอกจากต่อมต่างๆ ในสมอง เนื้องอกจากเซลล์ปลอกประสาท เป็นต้น
  2. เนื้องอกสมองชนิดปฐมภูมิ มีต้นกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อภายในกะโหลกศีรษะ อาจเป็นที่กะโหลกศีรษะ เยื่อหุ้มสมอง หลอดเลือด เนื้อเยื่อสมอง ต่อมใต้สมอง หรือเนื้อเยื่อส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ อาจเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ไม่มีการลุกลามแพร่กระจายออกไปที่อื่นๆ หรือเนื้องอกชนิดร้าย หรือมะเร็งก็ได้ ในปัจจุบันยังไม่ทราบว่ามีสาเหตุจากอะไร เชื่อว่าอาจเกี่ยวกับปัจจัยทางกรรมพันธุ์ เนื้องอกสมองบางชนิดพบว่าเป็นพร้อมกันหลายคนในครอบครัวเดียวกัน และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น รังสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นโทรศัพท์มือถือ สารเคมี เป็นต้น แต่ตราบเท่าทุกวันนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ชัดเจนว่าเกี่ยวข้องกันหรือไม่ อย่างไร
  3. เนื้องอกสมองชนิดทุติยภูมิ เป็นมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากนอกกะโหลกศีรษะ ที่พบบ่อยก็คือ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปอด นอกจากนี้ ยังอาจแพร่มาจากมะเร็งทางเดินอาหาร ไต ต่อมไทรอยด์ เม็ดเลือดขาว ต่อมน้ำเหลือง เป็นต้น เนื้องอกสมองชนิดนี้มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป บางครั้งผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์ด้วยอาการของเนื้องอกสมองมากกว่าอาการของมะเร็งที่เป็นต้นกำเนิด

อาการ

  1. โรคนี้มักมีอาการปวดศีรษะเป็นสำคัญ พบว่าผู้ที่มีอาการปวดศีรษะ 100,000 คน มีสาเหตุจากเนื้องอกสมองประมาณ 10 คน ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ถ้าหากมีอาการปวดศีรษะตอนเช้าๆ แรงและนานขึ้นทุกวัน นานเป็นสัปดาห์ หรือกินยาแก้ปวดไม่ทุเลา ก็ควรรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและให้การรักษาแต่เนิ่นๆ
  2. อาการของเนื้องอกสมอง ได้แก่ ปวดศีรษะ ตามัว อาเจียน เป็นอัมพาตแขนขา ตาบอด เดินเซ หูหนวก ชักกระตุก ความจำเสื่อม ทั้งนี้แล้วแต่ว่าก้อนเนื้องอกเกิดที่ใดและกดบริเวณส่วนใดของสมอง
  3. อาการของการเพิ่มความดันในสมอง เกิดเนื่องจากก้อนเนื้องอก และการบวมของสมอง ได้แก่ ปวดศีรษะ อาเจียน กระวนกระวาย มีปัญหาด้านการมองเห็น
  4. ผู้ป่วยที่มีอาการชัก โดยเฉพาะถ้าเป็นในผู้ใหญ่ที่ไม่เคยมีประวัติของการชักมาก่อนเลย ให้คิดถึงโรคเนื้องอกสมอง
  5. หากปล่อยไว้ไม่รักษา ก้อนเนื้องอกจะโตขึ้นกดเบียดเนื้อสมองหรือแพร่กระจาย ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอันตรายได้ ส่วนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา ผลการรักษาขึ้นกับชนิด ขนาดและตำแหน่งของเนื้องอก อายุและสภาพของผู้ป่วย ถ้าเป็นเนื้องอกชนิดธรรมดา ขนาดเล็กและอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เป็นอันตราย การรักษาก็มักจะได้ผลดีหรือหายขาด แต่ถ้าเป็นมะเร็งที่ลุกลามเร็ว หรือมะเร็งที่แพร่กระจายมาจากที่อื่น ก็มักจะให้การรักษาแบบประทัง เพื่อลดความทุกข์ทรมาน ซึ่งส่วนใหญ่มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่นาน
  6. ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ อาจมีเลือดออกเฉียบพลันในก้อนเนื้องอกสมอง ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง หมดสติ แขนขาเป็นอัมพาตซีกหนึ่ง ถ้าเป็นเนื้องอกที่อยู่ใกล้โพรงสมอง อาจโตจนอุดกั้นทางเดินน้ำหล่อสมองไขสันหลัง เกิดภาวะความดันในกะโหลกศีรษะสูง ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียน เดินเซ เป็นลม และภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นฉับพลันรุนแรงก็อาจทำให้เสียชีวิตแบบกะทันหันได้
  7. ผู้ป่วยมักมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง โดยมีลักษณะเฉพาะคือ ปวดมากเวลาตื่นนอนตอนเช้า พอสายๆ ค่อยยังชั่วหรืออาจปวดมากเวลาล้มตัวลงนอน หรือเวลาไอ จาม หรือเบ่งอุจจาระ อาการปวดศีรษะจะรุนแรงขึ้นทุกวัน จนผู้ป่วยต้อง สะดุ้งตื่นตอนเช้ามืด เพราะอาการปวดศีรษะ และจะปวดนานขึ้นทุกทีจนในที่สุดจะปวดตลอดเวลาซึ่งกินยาแก้ปวดก็ไม่ทุเลา ระยะต่อมาเมื่อก้อนเนื้องอกโตขึ้น จะมีอาการอาเจียนร่วมกับอาการปวดศีรษะ ซึ่งอาจมีลักษณะอาเจียนพุ่งรุนแรงโดยไม่มีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการตามัวลงเรื่อยๆ ลานสายตาแคบ มองด้านข้างไม่เห็น ทำให้เดินชนโต๊ะหรือเกิดอุบัติเหตุขณะเดินหรือขับรถ เห็นภาพซ้อน หรือตาเหล่ ตากระตุก เห็นบ้านหมุน เดินเซ มือเท้าทำงานไม่ถนัด แขนขาชาหรืออ่อนแรง ชัก (คล้ายโรคลมชัก) ความจำเสื่อม หรือบุคลิกภาพเปลี่ยนไปจากเดิม

การวินิจฉัย

  1. อาการต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดอาจเกิดจากสาเหตุหรือโรคอื่นที่ไม่ใช่เนื้องอกก็ได้ จึงควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด บางครั้งอาจอาศัยวิธีตรวจพิเศษร่วมด้วย เช่น การตรวจเอกซเรย์ การตรวจด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เป็นต้น
  2. การซักถามประวัติอาการ และการตรวจร่างกายทางระบบประสาทอย่างละเอียดถี่ถ้วน จะทำให้สามารถบอกว่าพยาธิสภาพอยู่ที่ส่วนใดของสมองได้ สำหรับการตรวจทางรังสีในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าการใช้เอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นการให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำมาก โดยที่ไม่ทำอันตรายต่อคนไข้
  3. แพทย์จะสงสัยโรคนี้จากอาการแสดงคือ ปวดศีรษะเฉพาะเวลาตื่นนอนตอนเช้าซึ่งแรงขึ้นและนานขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกวัน นานเป็นสัปดาห์ หรือมีอาการอาเจียน เห็นภาพซ้อน ตามัว หูอื้อ แขนขาชาหรืออ่อนแรง หรือชัก ร่วมด้วย หากสงสัย จำเป็นต้องทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์กะโหลกศีรษะถ่ายภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจคลื่นสมอง ตรวจชิ้นเนื้อสมอง เป็นต้น
  4. ระยะแรกเริ่ม ซึ่งมีอาการปวดศีรษะเพียงอย่างเดียว อาจทำให้คิดว่าเป็นเพียงสาเหตุธรรมดา เช่น ปวดศีรษะจากความเครียด ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตื้อ หนักๆ ที่ขมับหรือหน้าผากทั้งสองข้าง หรือทั่วศีรษะ ติดต่อกันนาน 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ โดยอาการปวดจะเป็นอย่าง คงที่ ไม่มีคลื่นไส้อาเจียน อาจเริ่มเป็นตั้งแต่หลังตื่นนอน หรือในช่วงเช้าๆ บางคนอาจปวดตอนบ่ายๆ หรือเย็นๆ หรือหลังจากได้คร่ำเคร่งกับงานมาก หรือขณะมีเรื่องคิดมาก วิตกกังวล ซึมเศร้า นอนไม่หลับ มักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เป็นครั้งคราว
  5. บางครั้งต้องวอนอจฉัยแยกโรคจากไมเกรน ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการปวดตุบๆ ที่ขมับข้างเดียว ส่วนน้อยเป็นพร้อมกัน 2 ข้าง คลื่นไส้ อาเจียน ตาพร่านาน 4-72 ชั่วโมง มักจะเป็นๆ หายๆ เมื่อถูกสิ่งกระตุ้น เช่น แสง เสียง กลิ่น อดนอน หิวข้าว อากาศร้อนหรือเย็นจัด อาหารบางชนิด เป็นต้น
  6. ระยะที่เป็นมาก คือมีอาการปวดรุนแรง อาเจียน เดินเซหรือชัก อาจต้องแยกจากสาเหตุที่ร้ายแรง เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือฝีในสมอง ซึ่งมักมีไข้ร่วมด้วย และเกิดขึ้นฉับพลันภายในไม่กี่วัน เลือดออกในสมอง ผู้ป่วยมักมีประวัติได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะในระยะใกล้ๆ หรือนานเป็นเดือนๆ มาแล้วก็ได้

การรักษา

  1. สำหรับการรักษาอาจต้องอาศัยการผ่าตัด การฉายรังสี และยาเคมีบำบัดร่วมด้วยในบางกรณี แล้วแต่ว่าเป็นมะเร็งของส่วนใดและอยู่ในขั้นไหน โดยอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา เมื่อตรวจพบว่าเป็นเนื้องอกสมอง มักจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกไป ยกเว้นอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สามารถผ่าตัดได้ หรือเป็นมะเร็งที่ลุกลามมากแล้วก็อาจต้องรักษาด้วยวิธีอื่นๆ แทน เช่น การผ่าตัดด้วยรังสีหรือมีดแกมมา ในรายที่เป็นมะเร็ง อาจต้องรักษาด้วยรังสีบำบัด (ฉายรังสี) ซึ่งอาจใช้เดี่ยวๆ หรือร่วมกับการผ่าตัดและบางกรณีอาจต้องใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ในรายที่มีภาวะอุดกั้นของทางเดินน้ำหล่อสมองไขสันหลัง อาจต้องทำการผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำหล่อสมองไขสันหลัง
  2. ในการรักษาโรคเนื้องอกสมองนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาเสมอทั้งในด้านการวินิจฉัยโรค ตลอดจนถึงการรักษาที่ถูกต้อง การรักษาโดยใช้ยา โดยทั่วๆ ไปแล้ว การให้ยาประเภทคอร์ติโคสเตียรอยด์ จะช่วยลดความดันในโพรงกระโหลกศีรษะได้อย่างรวดเร็ว ในระหว่างที่รอผลจากการรักษาอื่น
  3. พิจารณาให้ยากันชักในผู้ป่วยที่มีอาการชัก หรือมีปัจจัยเสี่ยงที่จะชัก เนื่องจากตำแหน่งของเนื้องอกอยู่ที่ผิวของสมอง ก็ต้องให้ยากันชักไว้ด้วย
  4. การผ่าตัด ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ผลข้างเคียงและอัตราการตายจากการผ่าตัดได้ลดลงอย่างมาก เนื่องจากปัจจัยต่างๆ เช่น การวินิจฉัยที่ถูกต้อง และรวดเร็วขึ้น โดยใช้ CT scan หรือ MRI การใช้คอร์ติโคสเตียรอยด์ลดการบวมรอบเนื้องอกก่อนผ่าตัด การให้ยาสลบแก่ผู้ป่วยที่ดีขึ้น ตลอดจนถึงวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดที่ก้าวหน้าขึ้นอย่างมาก
  5. การรักษาเริ่มต้นของเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางเกือบทั้งหมดจะเริ่มต้นด้วยการผ่าตัดเอาก้อนเนื้องอกออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทั้งนี้เอาออกได้มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง และลักษณะการลุกล้ำเข้าไปในเนื้อสมองของเนื้องอกอันนั้น ในบางตำแหน่งที่เป็นส่วนทำหน้าที่ที่สำคัญของสมองก็อาจจะทำได้เพียงแค่ตัดเอาชิ้นเนื้อเล็กๆ ออกมาดูโดยอาจจะใช้เข็มเท่านั้น อย่างน้อยก็เพื่อให้รู้พยาธิสภาพของเนื้องอกนั้น ในบางกรณีที่ไม่สามารถที่จะได้ผลพยาธิสภาพของเนื้องอกนั้น ก็อาจต้องอาศัยลักษณะอย่างอื่นในการที่จะทำนายพยาธิสภาพอันนั้น ตั้งแต่ อายุ เพศ ลักษณะทางรังสีวิทยา ตำแหน่งของเนื้องอก ตลอดจนการตอบสนองของเนื้องอกนั้นด้วยการรักษาด้วยรังสี
  6. รังสีรักษา ถือเป็นการรักษาที่สำคัญมากสำหรับเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางสามารถทำให้หายขาดได้ในเนื้องอกบางชนิดหรือสามารถทำให้ผู้ป่วยสามารถมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีกในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วจะพิจารณาให้รังสีแก่ผู้ป่วยในรายที่เป็นชนิด high grade tumor หรือใน low grade tumor ที่ผ่าตัดออกไม่หมด กรณีเนื้องอกที่อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญไม่สามารถผ่าตัดได้ และในกรณีพบการแพร่กระจาย
  7. การใช้ยาเคมีบำบัด การใช้ยาเคมีบำบัดในเนื้องอกระบบประสาทส่วนกลางยังค่อนข้างจะมีบทบาทน้อยในปัจจุบัน เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยมีไม่มากนักพอที่จะทำการวิจัยที่จะให้ผลอย่างแน่ชัดได้ ยาเคมีบำบัดเข้าไปสู่ตัวเนื้องอกได้น้อย และเนื้องอกส่วนใหญ่มียีนที่ดื้อต่อยาเคมีบำบัด

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที