Cialis Provigil and savings and coupon Provigil narcolepsy way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules

10
Mar 09
User Rating:  / 0
PoorBest 

โรคลมชักสามารถหายได้ ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรกอย่างถูกต้อง

การรักษาโรคลมชัก มี 2 วิธี คือ

  1. การรับประทานยากันชัก เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลาย
  2. การผ่าตัดสมอง ใช้ในรายที่ไม่สามารถควบคุมการชักด้วยยา หรือมีเนื้องอกในสมอง

เมื่อใดที่ต้องทานยากันชัก

  1. การชักเพียง 1 ครั้ง ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องได้รับยากันชัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีสาเหตุในสมอง เช่น เนื้องอกสมอง โรคหลอดเลือดสมอง ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าสมองผิดปกติ ต้องขับรถเป็นเวลานาน อาชีพที่อาจมีอันตรายถ้าชักขณะทำงาน เช่น ทำงานกับเครื่องจักร ทำงานในที่สูงหรือขับรถ
  2. การชัก 2 ครั้ง หรือมากกว่า ผู้ป่วยมีโอกาสชักซ้ำประมาณร้อยละ 80-90 ดังนั้นผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องได้รับยากันชัก ยกเว้น ผู้ป่วยที่มีอาการชักเฉพาะส่วนที่มีสาเหตุจากน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อลดระดับน้ำตาลอาการชักก็จะหายไปและผู้ป่วยที่มีอาการชักแต่ละครั้งห่างกันมากๆ เช่น 1-2 ปีต่อครั้ง และการชักนั้นไม่มีอันตราย หรือชักเฉพาะตอนนอนหลับ
  3. ควรทานยากันชักชนิดใด การพิจารณาชนิดของยากันชัก ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการชัก สาเหตุและข้อห้ามของการใช้ยาชนิดนั้น ดังนั้นจึงควรให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับแพทย์มากที่สุด เพื่อประโยชน์ในการเลือกชนิดของยากันชัก ซึ่งจะเริ่มจากการใช้ยาชนิดเดียวก่อน และขนาดยาน้อยที่สุดเท่าที่ควบคุมการชักได้
  4. ต้องใช้ยากันชักนานเท่าใด ส่วนใหญ่ผู้ป่วยต้องได้ยากันชักนานประมาณ 2 ปี หรือมากกว่า หลังจากควบคุมอาการชักได้เพื่อลดโอกาสในการชักซ้ำ โดยแพทย์จะพิจารณาปัจัยต่างๆของผู้ป่วยแต่ละคน เช่น สาเหตุของการชัก ความผิดปกติของระบบประสาท อายุที่เริ่มเป็น ชนิดของการชัก ความผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าสมอง ระยะเวลาที่เป็น และความถี่ของการชักก่อนการรักษา เมื่อจะหยุดยากันชักจะต้องค่อยๆหยุดยาโดยใช้เวลาลดยาวนานประมาณ 6-12 เดือน

จุดมุ่งหมายของการรักษา มิใช่ต้องการให้ผู้ป่วยไม่มีอาการชักเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไม่มีผลแทรกซ้อนของยา และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นๆในสังคมได้อย่างปกติ ถึงแม้อาจจะมีอาการชักบ้างก็ตาม ซึ่งจะทำให้มีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้ป่วยที่ไม่มีอาการชักเลย แต่มีผลแทรกซ้อนจากยา การรักษาประกอบด้วยการกำจัดสาเหตุ และปัจจัยกระตุ้นที่ก่อให้เกิดผลเสียหลายด้านถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม เช่น เสียชีวิตจากอุบัติเหตุขณะชัก ผลต่อสมองในกรณีชักบ่อยๆและนาน ผลต่อการดำรงชีวิต เช่น หลีกเลี่ยงการทำงานกับเครื่องจักรกล ทำงานในที่สูงงดการขับรถ แต่ข้อเสียของการรักษาก็มี เช่น การแพ้ยากันชัก ผลของยาต่อความจำและพฤติกรรม ความรู้สึกที่ว่าตัวเองป่วยและต้องทานยาตลอด แพทย์ ผู้ป่วย และครอบครัวจึงต้องพิจารณร่วมกัน ถึงข้อดีและข้อเสียของการทานยาและไม่ทานยาในการรักษาอย่างรอบคอบ

การรักษาโรคลมชักด้วยการผ่าตัด

สาเหตุของโรคลมชักมีหลายสาเหตุ 
ปัจจุบันการรักษาด้วยยาสามารถระงับอาการชักได้เกือบทุกราย จะมีเพียงบางรายเท่านั้นที่ไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ด้วยยากันชัก หรือ ให้ผลการรักษาไม่เป็นที่น่าพอใจซึ่งการผ่าตัดอาจได้ผล

  1. ข้อบ่งชี้ในการพิจารณาเลือกใช้วิธีการผ่าตัดอยู่แล้ว เช่น เนื้องอกในสมอง ถุงน้ำในสมอง เส้นเลือดฝอยผิดปกติ
  2. มีลักษณะของเนื้อสมองบางส่วนผิดปกติ เช่น เนื้อสมองส่วนขมับฝ่อลีบหรือผิวเนื้อสมองบางส่วนเจริญผิดปกติ และเป็นจุดกำเนิดของอาการชัก และการรักษาด้วยยาไม่ได้ผล หรือมีข้อห้ามในการใช้ยา เช่น แพ้ยา
  3. พยาธิสภาพนั้นๆ ต้องไม่ใช่ตำแหน่งของสมองในส่วนที่ผ่าตัดออกแล้วจะเป็นอัมพาต

การเตรียมการรักษาด้วยการผ่าตัด

  1. การซักประวัติและการตรวจร่างกายผู้ป่วยเพื่อพิจารณาว่าอาการชักเริ่มจากส่วนใดของสมอง
  2. การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อตรวจหาจุดต้นกำเนิดของอาการชัก
  3. การตรวจสนามแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง (MRI) เพื่อตรวจหาความผิดปกติของเนื้อสมองและจุดกำเนิดของการชัก

เมื่อการตรวจ 3 อย่างนี้ได้ผลตรงกันว่าจุดใดในสมองทำให้เกิดอาการชัก จึงมาพิจารณาการรักษา

กลุ่มศึกษาวิจัยโรคลมชัก
คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

 

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที