17
Sep 10
User Rating:  / 8
PoorBest 

ระบบโครงกระดูกของมนุษย์ (skeletal system) มีวิวัฒนาการมาอย่างสลับซับซ้อน แต่หลักฐานจากการศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบ พบว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมดล้วนมีพัฒนาการของระบบโครงกระดูกที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะที่เป็นตัวอ่อนหรือเอ็มบริโอ เมื่อแรกคลอดทารกมีกระดูกทั้งหมดประมาณ 350 ชิ้น หลังจากนั้นจะเริ่มมีการเชื่อมติดกันของกระดูกบางชิ้น จนกระทั่งเมื่อเจริญเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ร่างกายมนุษย์จะมีกระดูกรวมกันทั้งสิ้น 206 ชิ้น ในบรรดากระดูกทั้งหมด 206 ชึ้น พบว่าเป็นส่วนกะโหลกศีรษะ 21 ชิ้น (รวมกระดูกขากรรไกรบนด้วย) กระดูกฆ้อน-ทั่ง-โกลนในหูชั้นกลางสองข้างรวม 6 ชิ้น กระดูกขากรรไกรล่าง 1 ชิ้น กระดูกไฮออยด์อยู่ทางด้านหน้าของคอ 1 ชิ้น กระดูกสันหลังตลอดทั้งแนวรวมทั้งสิ้น 26 ชิ้น กระดูกซี่โครงสองข้างรวมกัน 24 ชิ้น กระดูกอก 1 ชิ้น กระดูกของทั้งสองแขนรวมกัน 64 ชิ้น และกระดูกของทั้งสองขารวมกัน 62 ชิ้น

กระดูกทั้งหมดจัดเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือเป็นกระดูกแกนกลางของร่างกาย เรียกว่า axial joints ได้แก่ กระโหลกศีรษะ กระดูกไฮออยด์ กระดูกอก กระดูกซี่โครง และกระดูกสันหลัง เป็นต้น ส่วนกระดูกแขน-ขา กระดูกของข้อไหล่ และกระดูกเชิงกรานจัดเป็นส่วนรยางค์หรือนิยมเรียกว่า peripheral (appendicular) joints กระดูกต้นขาเป็นกระดูกที่ยาวที่สุดในร่างกาย มีความยาวประมาณหนึ่งในสี่ของความสูงทั้งหมด กระดูกของแขน-ขา เช่น ต้นแขน ต้นขา หน้าแข้ง ท่อนแขน จัดเป็นกระดูกที่มีความยาวมากกว่าความกว้าง เรียกว่ากระดูกชนิดยาวหรือ long bones ส่วนกระดูกข้อมือ-ข้อเท้าเป็นตัวอย่างของกระดูกชนิดสั้นที่เรียกว่า short bones ลักษณะทั่วไปเป็นรูปลูกบาศก์ มือซ้ายและมือขวามีกระดูกชนิดสั้นข้างละ 27 ชิ้น กระดูกที่สั้นที่สุดในร่างกายคือกระดูกรูปโกลนในหูชั้นกลาง กระดูกรูปโกลนเป็นกระดูกชนิดสั้นซึ่งมีความยาวเพียง 1/10 นิ้ว สำหรับกระดูกชิ้นที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายคือกระดูกเชิงกราน กระดูกที่มีรูปร่างลักษณะแบนเรียกว่า flat bones ได้แก่ กระดูกซี่โครง กระดูกข้อไหล่ และกระดูกภายในกระโหลกศีรษะ กระดูกส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นใบหน้ามีทั้งหมด 14 ชิ้น กระดูกสันหลังและกะโหลกศีรษะบางส่วนจัดเป็นชนิดรูปร่างไม่แน่นอน (irregular bones)

กระดูกสันหลังประกอบไปด้วยที่เป็นกระดูกแข็ง ส่วนของหมอนรองกระดูก เส้นประสาท กล้ามเนื้อ ส่วนที่เป็นกระดูกแข็งมีลักษณะคล้ายกระดูกส่วนอื่นของร่างกาย ประกอบไปด้วยแคลเซี่ยมและเนื้อเยื่อกระดูกอื่นๆ ซึ่งก่อให้เกิดโครงร่างของลำตัว กระดูกสันหลังส่วนแข็งของมนุษย์ ประกอบไปด้วยปล้องกระดูกสันหลังทั้งสิ้น 5 ส่วน ส่วนแรกคือกระดูกแข็งส่วนคอ ซึ่งมีด้วยกันทั้งสิ้น 7 ข้อ กระดูกสันหลังส่วนหน้าอกมีด้วยกันทั้งสิ้น 12 ข้อ กระดูกสันหลังส่วนเอวมีด้วยกันทั้งสิ้น 5 ข้อ กระดูกล่างสุดคือกระดูกก้นกบ กระดูกแข็งที่ประกอบเป็นกระดูกสันหลังของร่างกายจึงมีทั้งสิ้น 26 ชิ้นในคนปกติ

กระดูกซี่โครงมี 12 คู่ กระดูกซี่โครงทุกๆซี่จะไปต่อด้านข้างของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอก โดยปลายอีกด้านหนึ่งเชื่อมกับกระดูกหน้าอก ยกเว้นกระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ 12 จะเป็นซี่สั้นๆไม่เชื่อมต่อกับกระดูกหน้าอกเรียกว่าซี่โครงลอย กระดูกซี่โครงมีหน้าที่ป้องกันอันตรายให้อวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด และยังช่วยในการหายใจโดยกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัวทำให้กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น มีผลให้ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น อากาศจึงเคลื่อนที่เข้าสู่อกได้ ทำให้เกิดการหายใจเข้า และถ้ากลไกการทำงานของกล้ามเนื้อยึดซี่โครงและกระดูกซี่โครงในทิศทางตรงข้ามกับที่กล่าวมา จะทำให้เกิดการหายใจออก

ระบบโครงกระดูกประกอบด้วยกระดูก กระดูกอ่อน ข้อต่อ และเอ็นยึดระหว่างกระดูก โดยกระดูกเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น พังผืดต่างๆ อวัยวะที่สำคัญ ๆ ของร่างกายล้วนอยู่ภายในโครงกระดูกทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันภยันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่ออวัยวะสำคัญเหล่านั้น ตัวอย่างเช่น กะโหลกศีรษะเป็นเหมือนหมวกเหล็กครอบเนื้อสมอง กระดูกสันหลังล้อมรอบไขสันหลังซึ่งเป็นศูนย์รวมประสาทส่วนกลางที่สำคัญ ส่วนกระดูกอกและกระดูกซี่โครงเปรียบเสมือนกรงเหล็กป้องกันอันตรายต่อหัวใจและปอดซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญและจัดได้ว่าค่อนข้างเปราะบาง

ในแง่ของส่วนประกอบพื้นฐาน พบว่าโครงสร้างภายในของกระดูกทั้งหมดในร่างกายแตกต่างกันได้สองชนิด กระดูกที่มีลักษณะเนื้อแน่นเรียกว่า compact bone หรือ dense bone ส่วนกระดูกที่มีลักษณะพรุนเรียกว่า spongy bone หรือ cancellous bone ในกระดูกชิ้นเดียวกันอาจมีทั้งสองส่วนประกอบก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นกระดูกต้นแขน บริเวณหัวของกระดูกต้นแขนจัดเป็น spongy bone ในขณะที่ส่วนกลางของกระดูกต้นแขนจัดเป็น compact bone กระดูกส่วนใหญ่จะมีโครงสร้างภายในทั้งสองชนิดในเนื้อกระดูกชิ้นเดียวกัน โดยส่วนของเซลล์กระดูกที่มีแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสจะเป็นส่วนเสริมความแข็งแรงของเนื้อกระดูก และในส่วนเซลล์ที่เป็นเส้นใยคอลลาเจนจะทำหน้าที่ช่วยเสริมให้เนื้อกระดูกเกิดความยืดหยุ่นตามสมควร เยื่อหุ้มกระดูกประกอบเซลล์กระดูกและเส้นเลือด ทำหน้าที่นำเลือดมาหล่อเลี้ยงเซลล์กระดูกและช่วยให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดกับกระดูก เมื่อเกิดกระดูกหัก เยื่อหุ้มกระดูกสามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาเชื่อมกระดูกได้ เนื้อกระดูกประกอบด้วยกลุ่มของเซลล์กระดูกเรียงตัวซ้อนกันเป็นวงรอบๆท่อ ภายในมีเส้นเลือดและเส้นประสาทที่หล่อเลี้ยงและควบคุมการทำงานของเซลล์กระดูก ส่วนโพรงกระดูกนั้นพบที่ส่วนปลายของกระดูกยาว ภายในโพรงกระดูกของกระดูกต้นแขน กระดูกต้นขา และกระดูกอก มีไขกระดูกโดยทำหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดชนิดต่างๆ

โครงกระดูกมีหน้าที่สำคัญในการค้ำจุน และรักษารูปร่างให้ทรงตัวอยู่ได้ ช่วยป้องกันอวัยวะภายในร่างกาย เช่น กระดูกซี่โครงป้องกันหัวใจ ปอด และตับกะโหลกศีรษะป้องกันเนื้อเยื่อสมอง เป็นต้น กระดูกยังเป็นที่ยึดเกาะของเนื้อเยื่อและกล้ามเนื้อเยื่อช่วยในการเคลื่อนที่ ไขกระดูกที่อยู่ภายในกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว นอกจากนั้นยังเป็นแหล่งสะสมสำคัญของธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส กระดูกภายในร่างกายแบ่งตามลักษณะรูปร่างออกเป็น 4 ชนิด กระดูกแบน ทำหน้าที่เป็นเกาะป้องกันอันตรายและยึดกล้ามเนื้อ เช่น กระดูกซี่โครง กระดูกสั้น เป็นกระดูกที่มีลักษณะเป็นก้อนซึ่งมีความกว้างและยาวเกือบเท่ากัน เช่นกระดูกข้อมือ และกระดูกข้อเท้า กระดูกรูปทรงไม่เป็นระเบียบ หมายถึงกระดูกที่มีรูปร่างซับซ้อน ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มกระดูกชนิดอื่นได้ เช่นกระดูกสันหลัง กระดูกยาว เป็นกระดูกที่มีความยาวมากกว่าความกว้าง มักจะโค้งเล็กน้อย เพื่อความแข็งแรง ตัวอย่างเช่น กระดูกนิ้ว

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที