Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
19
Jan 11
User Rating:  / 2
PoorBest 

ปกติเม็ดเลือดแดงในกระแสเลือดของคนเราจะมีสารโปรตีนที่เรียกว่า ฮีโมโกลบิน เป็นตัวจับออกซิเจน ที่เราหายใจเข้าไปทางปอด และจะนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย สำหรับภาวะโลหิตจาง หมายถึง การที่คนเรามีโปรตีนที่เรียกว่าฮีโมโกลบินต่ำกว่าปกติ หรืออาจหมายถึงการที่คนเรามีเม็ดเลือดแดงปริมาณน้อยกว่าเกณฑ์ปกติ ทำให้การลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ได้ไม่ดี ก่อให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ง่าย หน้าตาซีด ใจสั่นง่าย และเป็นลม ภาวะโลหิตจางหรือซีด หรือที่หลายๆ คนเรียกว่า เลือดน้อย ซึ่งก็หมายถึงการที่ร่างกายมีเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ ทางการแพทย์จะหมายถึงการที่ระดับค่าฮีโมโกลบินในเลือดต่ำกว่า 13 กรัมต่อเดซิลิตรในผู้ชายหรือ 12 กรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง ถ้าคิดเป็นค่าฮีมาโตคริตคือความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงต่ำกว่า 39 และ 36 เปอร์เซ็นต์ในผู้ชายและผู้หญิงตามลำดับ

ภาวะโลหิตจางส่วนใหญ่ไม่มีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง นอกจากทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ทำงานได้ไม่เต็มที่ ลดความสามารถในการเรียนรู้ พบว่าเด็กที่มีภาวะขาดธาตุเหล็ก จะเรียนได้คะแนนไม่ดี และเมื่อให้ยาบำรุงโลหิตเสริม คะแนนการเรียนดีขึ้น นอกจากนี้อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เฉื่อยชา ภูมิต้านทานโรคต่ำ ติดเชื้อง่าย ถ้าเกิดการเจ็บป่วยหรือมีบาดแผล ก็มักจะฟื้นหายได้ช้า ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจอยู่เดิม ถ้ามีภาวะโลหิตจางรุนแรง อาจทำให้โรคหัวใจกำเริบ หรือภาวะหัวใจวายได้ สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในบ้านเราก็คือภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอันหนึ่งสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงของร่างกาย ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการกินอาหารที่ถูกต้อง และการเสริมบำรุงด้วยยาที่เข้าธาตุเหล็ก หรือยาบำรุงโลหิต

โลหิตจางจากการสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง

  1. การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง อาจจะเกิดจากการขาดสารอาหารที่จำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น ขาดธาตุเหล็ก โฟเลต วิตามินบี 12 อาจเกิดจากโรคไขกระดูกฝ่อ โรคที่มีเซลล์มะเร็งในไขกระดูก เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น
  2. ในต่างจังหวัด สาเหตุของภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากโรคติดเชื้อหนอนพยาธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาธิปากขอ หรือเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรือวิตามินไม่เพียงพอ ก็ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้
  3. สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-45 ปี ที่มีภาวะซีดเนื่องจากการเสียธาตุเหล็กออกไปทางเลือดประจำเดือน ควรให้กินยาบำรุงโลหิตวันละ 2-3 เม็ดในช่วงมีประจำเดือน นานประมาณ 1 สัปดาห์ เป็นประจำทุกเดือน

โลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น

  1. การที่เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น โรคที่ร่างกายต่อต้านเม็ดเลือดแดงของตนเอง โรคโลหิตจางกรรมพันธุ์บางชนิด เช่น โรคขาดเอ็นซัยม์ของเม็ดเลือดแดง และโรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น
  2. ภาวะขาดอาหารหรือโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบร่วมกับธาตุเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดง นอกจากภาวะซีดแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการขาดอาหาร เช่น ผอมแห้ง เท้าบวม ผมแดง เป็นต้น ผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคโลหิตจางเนื่องจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติ แตกสลายง่าย จึงมีอาการซีดเหลืองอย่างเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก มีหน้าตาแปลก ม้ามโต คลำได้ก้อนที่บริเวณใต้ชายโครงซ้าย พบมากในคนอีสานและคนเหนือ
  3. โลหิตจางจากภาวะไขกระดูกฝ่อหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยมักมีอาการซีดร่วมกับไข้ มีจุดแดงจ้ำเขียวตามผิวหนัง มีเลือดออกตามที่ต่างๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ผู้ป่วยมักมีอาการซีด อ่อนเพลียร่วมกับคลื่นไส้ เท้าบวม มักมีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคไตมาก่อน

โลหิตจางจากการสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด

  1. ซีดจากการสูญเสียเลือด บางครั้งมีเลือดออกจากทางเดินอาหาร ซึ่งจะเห็นเป็นถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำแต่ถ้าออกครั้งละน้อยๆ แต่ออกบ่อยอาจไม่เห็นว่าถ่ายอุจจาระมีเลือดปนหรือถ่ายดำ แต่จะมีโลหิตจางได้ โรคที่ทำให้ถ่ายมีเลือดปนที่พบบ่อยได้แก่ โรคกระเพาะอาหาร โรคริดสีดวงทวาร โรคหลอดเลือดโป่งพอง โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ เป็นต้น
  2. การสูญเสียเม็ดเลือดแดงจากกระแสเลือด ได้แก่ การเสียเลือดทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง
  3. สาเหตุที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การรับประทานยาแก้ปวดแก้เมื่อยเป็นประจำ แล้วยาระคายกระเพาะอาหารทำให้อักเสบ มีแผล เกิดเลือดออกได้
  4. เสียเลือดจากมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ถ้าถึงวัยหมดประจำเดือนแล้วมีเลือดออกทางช่องคลอด ต้องรีบไปตรวจทันทีเนื่องจากอาจเกิดจากโรคมะเร็งได้
  5. ภาวะโลหิตจางอาจเกิดจากการเสียเลือดมากในบางโอกาส เช่น เวลาผู้หญิงมีประจำเดือน โรคริดสีดวงทวาร หรือโรคแผลในกระเพาะอาหาร

ซีดจากโรคเรื้อรัง

นอกเหนือจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น ภาวะโลหิตจางอาจเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ตับอักเสบ และวัณโรค ผู้ป่วยที่ซีดจากโรคเรื้อรัง เช่น ไตวาย โรคตับ ข้ออักเสบ เกิดจากการที่ร่างกายสร้างเม็ดเลือดได้น้อยกว่าปกติ ผู้ป่วยโรคอื่นๆ มีอาการซีดได้เช่นกัน เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคไขกระดูกเสื่อม เป็นต้น

ซีดจากการขาดสารอาหาร

ผู้สูงอายุบางรายอาจรับประทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เบื่ออาหาร มีโรคประจำตัวบางอย่าง บางคนก็เลือกรับประทานอาหาร หรือในกรณีปัญหารายได้ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้โลหิตจางได้

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในเด็กไทย

ภาวะขาดสารอาหารที่จำเป็นหรือขาดธาตุเหล็ก ซึ่งการดูแลเลี้ยงเด็กที่ถูกต้อง ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ให้ทานยาบำรุงเลือดที่เหมาะสม ขจัดสาเหตุที่ทำให้เด็กเสียเลือดเรื้อรัง เช่น โรคพยาธิ สามารถรักษาโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กให้หายได้ โรคโลหิตจางที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อยในคนไทย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ คือ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นโรคทางกรรมพันธุ์

โรคธาลัสซีเมีย

โรคนี้สามารถถ่ายทอดได้จากบิดามารดาที่เป็นพาหะหรือภาวะแฝงมาสู่บุตร ทำให้บุตรป่วยได้โดยที่บิดามารดาไม่จำเป็นต้องมีอาการผิดปกติเลย จึงเป็นเรื่องน่าแปลกใจหรือน่าตกใจ สำหรับบิดามารดาหรือผู้ปกครองที่เพิ่งเคยทราบเป็นครั้งแรกว่าบุตรหลานของตนป่วยเป็นโรคนี้ อันที่จริงประเทศไทยเรามีประชาชน ที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียชนิดต่างๆ รวมกัน ประมาณร้อยละ 20-30 ของประชากรทั้งหมด และคู่สมรสที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียประเภทเดียวกัน เมื่อให้กำเนิดบุตรแต่ละคน จะมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียหลายประเภท ที่สำคัญในเมืองไทยคือ กลุ่มแอลฟ่าธาลัสซีเมียและกลุ่มเบต้าธาลัสซีเมีย กลุ่มแอลฟ่าธาลัสซีเมียนั้น ถ้าเป็นแบบรุนแรง จะทำให้เด็กตายคลอดหรือเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาได้ ถ้าเป็นแบบรุนแรงปานกลาง ผู้ป่วยเด็กจะมีอาการซีดเรื้อรัง ตับม้ามโต ต้องได้รับเลือดทดแทนเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะเวลาที่มีไข้หรือเจ็บป่วยไม่สบาย เด็กจะซีดลงเร็วมากเนื่องจากเม็ดเลือดแดงจะแตกทำลายเร็วขึ้นอย่างมาก สำหรับกลุ่มเบต้าธาลัสซีเมีย พวกนี้อาจมีความผิดปกติชนิดฮีโมโกลบินอี ร่วมด้วยแบบที่มีอาการรุนแรงคือโฮโมซัยกัสเบต้าธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยเด็กจะมีอาการซีดมากตั้งแต่อายุ 6 เดือน ถึง 1 ปี ตัวเหลือง ท้องป่อง ตับโตม้ามโตมาก ร่างกายเจริญเติบโตช้า ตัวเตี้ยแคระแกรน โครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนแปลงผิดปกติ มีโรคเจ็บป่วยอื่นแทรกซ้อนง่าย ผู้ป่วยต้องได้รับเลือดทดแทนอย่างสม่ำเสมอ ทุก 2 - 4 สัปดาห์ จึงจะดำรงชีวิตอยู่ได้ มิฉะนั้น สุขภาพจะทรุดโทรมอย่างมาก ซีดมากจนหัวใจวาย และมีอายุขัยสั้น โรคเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบินอี ก็เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในเด็กไทย อาการอาจจะรุนแรงมากหรือค่อนข้างรุนแรงก็ได้

อาการ

  1. ผู้ป่วยโรคโลหิตจางอาจถูกคนอื่นทักว่าเหลือง ซีด มีอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย มึนงงศีรษะ หน้ามืด บางคนที่โลหิตจางมากอาจเป็นลม หมดสติ หกล้ม หัวใจทำงานหนักจนวายได้
  2. อาการอ่อนเพลียและเหนื่อยง่ายที่พบในภาวะโลหิตจางอาจจะเกิดจากสาเหตุอื่นที่ไม่ใช่ภาวะโลหิตจาง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด เป็นต้น
  3. ในระยะที่มีภาวะโลหิตจางเล็กน้อย มักไม่มีอาการแสดงชัดเจน หรือผู้ป่วยที่มีโลหิตจางแบบค่อยเป็นค่อยไปทีละน้อย ผู้ป่วยก็อาจไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอาการผิดปกติใดๆ ก็ได้ ในรายที่มีภาวะโลหิตจางมาก หรือเกิดขึ้นฉับพลัน เช่น ตกเลือด ก็มักจะมีอาการอ่อนเพลีย ทำอะไรรู้สึกเหนื่อยง่าย หน้ามืด มึนงง เวียนศีรษะ เบื่ออาหาร ถ้าเป็นมากอาจมีอาการใจหวิว ใจสั่นร่วมด้วย ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางชัดเจน มักพบว่ามีอาการหน้าตาซีดเซียว ฝ่ามือซีด เล็บซีด เยื่อบุเปลือกตา ริมฝีปาก และลิ้นซีดขาวกว่าปกติ

การวินิจฉัย

แพทย์สามารถวินิจฉัยภาวะโลหิตจางได้โดยการตรวจวัดสัดส่วนของเม็ดเลือดแดงในเลือด หรือวัดความเข้มข้นของฮีโมโกลบินในเลือด หลังจากนั้นแพทย์จะต้องตรวจหาโรคที่เป็นสาเหตุของภาวะโลหิตจางนั้น ๆ เพื่อให้การรักษาได้ตรงตามสาเหตุต่อไป บางครั้งเด็กมีสุขภาพอ่อนแอ เจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ดูซีดๆ เหลืองๆ อ่อนเพลียง่ายเลี้ยงไม่โต อาการต่างๆ เหล่านี้ อาจบ่งบอกถึงว่าเด็กป่วยเป็นโรคโลหิตจางได้ ถ้าสงสัยว่ามีภาวะโลหิตจาง ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อให้การวินิจฉัยที่ถูกต้องว่าเป็นภาวะโลหิตจางชนิดใดเพื่อที่จะให้การรักษาที่ถูกต้องต่อไป ในรายที่ไม่แน่ใจหรือสงสัยว่ามีโรคอื่นๆ แพทย์อาจทำการตรวจเลือด ซึ่งมักพบว่ามีระดับความเข้มข้นของเลือดต่ำกว่า 12 กรัม/เดซิลิตร นอกจากนี้อาจทำการตรวจพิเศษอื่นๆ เช่น ตรวจอุจจาระ ปัสสาวะ เอกซเรย์ เจาะไขกระดูก ใช้กล้องส่องตรวจกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

การรักษา

  1. เมื่อตรวจพบว่าเป็นโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก แพทย์จะให้ยาบำรุงโลหิต (เช่น เฟอร์รัสฟูมาเรต) ถ้าหากพบว่ามีโรคหรือภาวะที่เป็นสาเหตุของโลหิตจางร่วมด้วย ก็จะให้การรักษาควบคู่กันไป เช่น ให้ยาถ่ายพยาธิปากขอ ให้ยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ให้ยารักษาโรคริดสีดวงทวาร วัณโรค หรือโรคเอดส์ เป็นต้น
  2. ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
    • มีไข้ ตาเหลืองตัวเหลือง จุดแดงจ้ำเขียว หรือเท้าบวม
    • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต เป็นต้น
    • มีอาการผิดปกติ เช่น ไอเรื้อรัง ท้องเดินเรื้อรัง น้ำหนักลด จุกแน่นหรือแสบท้อง ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ถ่ายเป็นเลือดสด ใจหวิวใจสั่น เป็นต้น
    • มีอาการซีดเหลืองเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก หรือมีประวัติเป็นโรคธาลัสซีเมีย
    • กินยาบำรุงโลหิต 7-10 วันแล้วยังไม่ทุเลา

การป้องกัน

  1. ไม่รับประทานยาชุด แก้ปวดเมื่อย แก้อักเสบ ยาหม้อ ยาลูกกลอนเอง เนื่องจากมักมียาที่ระคายกระเพาะอาหาร ทำให้มีอาการปวดเสียดท้อง ท้องอืด เลือดออกในกระเพาะอาหารหรือกระเพาะอาหารทะลุได้
  2. รับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีนและอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ไข่ ตับ ไต เนื้อสัตว์ เมล็ดธัญพืช เช่น ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง ลูกเดือย เป็นต้น
  3. หากมีอาการปวดเสียดแน่นท้อง ขับถ่ายอุจจาระผิดปกติไปจากเดิม ถ่ายดำหรือมีเลือดปน เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาออกเรื้อรัง จ้ำเลือดออกตามตัว ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรักษา
  4. ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าเป็นโรคโลหิตจาง ควรไปตรวจยืนยันและแพทย์ต้องตรวจหาสาเหตุเสมอว่าทำไมถึงโลหิตจาง หลังจากนั้นจึงรักษาสาเหตุ แพทย์อาจให้ยาบำรุงเลือดมารับประทาน รับประทานแล้วอาจมีถ่ายอุจจาระดำได้จากสีของยา

เม็ดเลือดแดงนาโน

  1. เม็ดเลือดแดงนาโน หรือที่เรียกว่า 'respirocyte' จัดเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุด ในบรรดาสิ่งประดิษฐ์นาโนเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และดูเหมือนว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในอนาคตอันใกล้ หลังจากที่เริ่มเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และขยายวงกว้างมากขึ้นในระยะเวลาไม่นานที่ผ่านมา ทั้งกระแสตอบรับและกระแสคัดค้านแนวความคิดดังกล่าว
  2. สิ่งประดิษฐ์นี้เกิดขึ้นได้ด้วยเทคนิคการผลิตระดับโมเลกุล ที่ได้นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการวิศวกรรมอุตสาหกรรมการผลิตนาโนเทค เม็ดเลือดแดงนาโนเป็นผลงานการประดิษฐ์คิดค้นชิ้นโบว์แดงของ Robert Freitas บิดาแห่ง nanomedicine ซึ่งได้นำเสนอสู่สาธารณะตั้งแต่ปี 1996 ในชื่อของ 'artificial mechanical red blood cell' และได้จดทะเบียนลิขสิทธิ์ไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมที่จะนำมาสู่การนำมาใช้จริงเมื่อผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา
  3. เม็ดเลือดแดงนาโนมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่ากับ 1 ไมครอน เมื่อล่องลอยอยู่ในกระแสเลือดจะมีรูปร่างทรงกลมที่มีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับเม็ดเลือดแดงปกติส่วนประกอบหลักของเม็ดเลือดแดงนาโนประกอบไปด้วยคาร์บอนอะตอมรวมทั้งสิ้น 18 พันล้านอะตอม จัดเรียงตัวกันอยู่ในรูปเหลี่ยมเพชร ประสานเป็นเส้นใยจำนวนมากที่มีรูเปิด และทั้งหมดถูกหุ้มห่ออยู่ภายในส่วนที่เป็นเปลือก
  4. ความสามารถในการนำออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อปลายทางที่มากกว่าเม็ดเลือดแดงปกติถึง 236 เท่า และสามารถปรับสมดุลออกซิเจน/คาร์บอนไดออกไซด์ รวมทั้งภาวะกรด-ด่างของเซลล์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากระบบถูกควบคุมด้วยความดันที่ระดับ 1000 บรรยากาศ กลไกการแลกเปลี่ยนก๊าซของเม็ดเลือดแดงนาโนถูกออกแบบให้ควบคุมด้วยหัวปั๊ม หัวปั๊มดังกล่าวถูกควบคุมให้เข้าสู่ภาวะสมดุลได้อย่างง่ายดายโดยใช้ระดับของกลูโคสในเลือดของร่างกายเป็นมาตรบ่งชี้ ถือว่าเป็นปั๊มทางชีวภาพระดับเซลล์ที่ทรงพลังมากที่สุดที่เคยมีมาในทางวิทยาศาสตร์
  5. ตัวระบบของเม็ดเลือดแดงนาโนถูกควบคุมแบบกึ่งอัตโนมัติด้วยคอมพิวเตอร์ขนาดจิ๋วที่เรียกว่านาโนคอมพิวเตอร์ และยังสามารถควบคุมผ่านทางระบบสารเคมีและเครื่องรับความดันที่สามารถปรับแต่งได้จากภายนอกร่างกาย ผ่านทางสัญญาณอะคูสติกที่มีความแม่นยำสูง จุดประสงค์หลักของสิ่งประดิษฐ์ชนิดนี้ ก็เพื่อนำมาใช้ทดแทนการให้เลือดในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภาวะขาดแคลนเลือดที่รับบริจาค หรือปัญหาโรคติดเชื้อที่เกิดจากการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด ซึ่งนับวันจะพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ และทำให้ค่าใช้จ่ายในการตรวจกรองเลือดที่รับบริจาคเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ที่มา: นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที