Energy is accessible on Verizon Wireless and facilitates Sildenafil uk Sildenafil way and Raspberry ketone diet 60 vcap by Raspberry ketone dietary supplement 60 capsules
14
Aug 12
User Rating:  / 7

 

การยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยเทคนิคการร้อยไหมเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในปัจจุบัน เทคนิคนี้เป็นการทำให้ใบหน้ามีความตึงกระชับ ไม่หย่อนคล้อย มีรูปหน้าเรียวงาม และที่สำคัญคือทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกกระชับนี้ยังถูกประยุกต์ใช้กับส่วนอื่นของร่างกาย เช่น การทำให้ท้องแขนไม่หย่อนคล้อย การทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องยกกระชับ เป็นต้น การร้อยไหมนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเนื่องจากใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดดึงหน้า และผลที่ได้ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่าการฉีดโบท็อกซ์ ดังนั้นศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจึงขอเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบรายละเอียดของเทคนิคการร้อยไหม รวมถึงผลลัพธ์และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย

โครงสร้างผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นผิวหนัง 2 ชั้นหลักๆ คือ

1.ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis layer) เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ด้านบนสุดและมีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ 0.4 ถึง 1.5 มิลลิเมตร ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังชื่อ “เคอราติโนไซต์” (keratinocyte) ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวออกมาด้านบนเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้เกิดเป็นชั้นผิวหนังย่อยๆ  อีก 5 ชั้นย่อย โดยชั้นบนสุดเป็นเคอราติโนไซต์ที่ตายแล้วและจะหลุดลอกออกไปกลายเป็นขี้ไคล  นอกจากนี้ภายในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์อีกจำพวกหนึ่งชื่อ “เมลาโนไซต์” (melanocyte) ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกัน 

2.ชั้นหนังแท้ (Dermis layer) เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ข้างล่างต่อลงมาจากชั้นหนังกำพร้า เซลล์ส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในชั้นหนังแท้คือ “ไฟโบรบลาส”  (fibroblast) ทำหน้าที่สร้างสารโปรตีนหลายชนิดเช่น คอลลาเจน (collagen) และ อิลาสติน (elastin) โดยคอลลาเจนทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวหนัง ส่วนอิลาสตินช่วยทำให้ผิวหนังเกิดความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีสารที่ชื่อว่าไกลโคอะมิโนไกลแคน (glycosaminoglycans) ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง โครงสร้างภายในชั้นหนังแท้ยังแบ่งย่อยได้อีก 2 ชั้นได้แก่ชั้น papillary dermis ซึ่งอยู่ด้านบน และชั้น reticular dermis ซึ่งอยู่ด้านล่าง โดยภายในชั้น papillary dermis ประกอบด้วยคอลลาเจนและอิลาสตินขนาดเล็กและมีหลอดเลือดฝอย ในขณะที่ภายในชั้น reticular dermis จะมีคอลลาเจนและอิลาสตินขนาดใหญ่กว่า และมีหลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขนกระจายอยู่ทั่วไป โดยด้านล่างของชั้น reticular dermis จะอยู่ติดกับชั้น hypodermis ที่อุดมไปด้วยเซลล์ไขมัน (adipocyte) สร้างเป็นชั้นเนื้อเยื่อไขมัน

ในช่วงวัยเยาว์นั้นชั้นหนังแท้จะมีโปรตีน คอลลาเจน อิลาสติน และไกลโคอะมิโนไกลแคนปริมาณมาก ทำให้ผิวหนังของเรามีความแข็งแร็งและยืดหยุ่น เมื่อเวลาผ่านไปพอเราอายุมากขึ้นโครงสร้างเหล่านี้ก็มีการเสื่อมสภาพและมีปริมาณลดน้อยลงอันเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การดื่มสุรา เป็นต้น ทำให้ชั้นผิวหนังเกิดการยุบตัวต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ชั้นหนังแท้จนถึงชั้นหนังกำพร้า จนสามารถเห็นเป็นร่องริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวหนังของเราดูมีอายุมากขึ้นและดูหย่อนคล้อยไม่สวยงาม

หลักการของการร้อยไหมเพื่อการยกกระชับ  

สาเหตุหลักของการที่ผิวหน้าเกิดการหย่อนคล้อยเกิดจากการที่ผิวสูญเสียคอลลาเจนซึ่งเป็นสารที่ช่วยค้ำจุนให้ผิวตึงกระชับ ดังนั้นทางการแพทย์จึงได้พยายามคิดค้นและหาวิธีเพื่อช่วยให้ผิวหน้ากลับมาตึงกระชับเหมือนวัยหนุ่มสาวกันอีกครั้ง ซึ่งวิธีการที่ทำให้หน้าดูอ่อนวัยขึ้นนั้นมีหลายวิธี เช่น  การใช้คลื่นวิทยุความถี่เสียง (Radiofrequency หรือ RF) การฉีดโบท็อกซ์ การฉีดฟิลเลอร์ การทำเมโสเธอราปี การผ่าตัดดึงหน้า รวมทั้งการร้อยไหมยกกระชับ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นมีจุดเด่น จุดด้อย และราคาที่แตกต่างกันไป สำหรับการร้อยไหมยกกระชับนั้นถูกพัฒนามาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2533 โดยเริ่มคิดค้นจากเทคนิคการดึงหน้าโดยใช้ไหมชนิดถาวรแบบมีหนามคล้ายฟันเป็นซี่ๆเย็บเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังบริเวณใบหน้าส่วนแก้ม ขากรรไกร หรือลำคอ เพื่อดึงยกกระชับให้ส่วนที่หย่อนคล้อยตึงขึ้นมา วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลากหลายประเทศ  ต่อมามีการดัดแปลงเทคนิคและวัสดุที่ใช้เป็นไหมที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปโดยยังยึดหลักการแบบเดียวกัน ทำให้เกิดชื่อเรียกเทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกกระชับมากมาย และสามารถแบ่งชนิดของการร้อยไหมออกได้เป็น

1.การร้อยไหมถาวร โดยใช้วัสดุไหมชนิดไม่ละลาย ส่วนใหญ่เป็นไหมชนิด Aptos (รูปที่ 1) นอกจากนี้ยังมีการใช้ไหมทองคำ ตัวอย่างชื่อทางการค้าของไหมถาวรของแต่ละบริษัท เช่น Contour Threads™ และ  FeatherLift™

 

 รูปที่ 1 แสดงภาพของวัดสุไหมถาวร Aptos

2.การร้อยไหมละลาย ซึ่งปัจจุบันใช้วัสดุไหมชนิดโพลีไดอ๊อกซาโนน (polydioxanone หรือ PDO) (รูปที่ 2) ไหมชนิดละลายชนิดนี้เคยเป็นไหมที่ใช้สำหรับเย็บเส้นเลือดหัวใจ มีข้อดีคือมีความแข็งแรง ยืดหยุ่น ผ่านผิวหนังได้ง่าย ไม่ค่อยเกิดอาการแพ้ ไม่ต้องผ่าตัดดึงไหมออกภายหลังเนื่องจากไหมละลายไปได้เอง  ผลอยู่ได้นานประมาณ 6-8 เดือนซึ่งนานกว่าไหมละลายรุ่นเก่า ตัวอย่างชื่อทางการค้าของไหมละลายของแต่ละบริษัท เช่น Ancorage®  Happy Lift™   Miracu™ สำหรับเทคนิคการร้อยไหมที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยปัจจุบันคือเทคนิค Fine Thread Lifting หรือ Ultra V Lift ซึ่ง เป็นเทคนิคที่คิดค้นโดยแพทย์ชาวเกาหลีใต้ ปัจจุบันไหมละลายชนิด PDO ได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทยแล้ว จึงมีใช้อย่างแพร่หลายทั้งในคลินิกเสริมความงามและโรงพยาบาลต่างๆ  

 

รูปที่ 2 แสดงภาพตัวอย่างวัสดุไหมละลายชนิด PDO

ไหมละลายที่ถูกร้อยจะเข้าไปอยู่ในชั้นหนังแท้และชั้นไขมัน โดยไหมจะไปกระตุ้นให้ชั้นผิวหนังเกิดการอักเสบเพื่อให้มีการสร้างคอลลาเจนมายึดและเรียงตัวไปรอบแนวแกนไหม ไหมที่แพทย์ได้วางแนวไว้และสอดเข้าไปจนทำให้สามารถดึงยกกระชับผิวหนังในส่วนที่หย่อนคล้อยได้ แม้ว่าไหมจะละลายไปภายหลัง 6 เดือนแต่คอลลาเจนที่ผิวหนังสร้างขึ้นมายังอยู่ต่อได้อีกประมาณ 2 ปี นอกจากนี้กระบวนการอักเสบยังทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ขนาดเล็กมาหล่อเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหนังได้รับเลือดและสารอาหารมาเลี้ยงมากขึ้นผิวพรรณจึงดูเปล่งปลั่ง สดใส ดูมีสุขภาพดี สำหรับผู้ที่มีฝ้าหรือกระ รอยเหล่านั้นก็จะดูจางลง

ข้อบ่งชี้ในการรักษาด้วยวิธีการร้อยไหม

1.ยกกระชับใบหน้า ทำให้ใบหน้าดูเรียวขึ้น

2.ยกกระชับผิวหนังบริเวณลำคอ แก้ไขคางห้อย

3.ยกหัวคิ้วหรือหางคิ้วให้ยกขึ้น 

4.แก้ไขรอยย่นบริเวณหน้าผาก และรอยตีนกา

5.ยกปลายจมูกให้เชิดขึ้น

6.แก้ไขริ้วรอยร่องลึกบริเวณแก้ม

7.ยกกระชับบริเวณอื่นๆ ที่หย่อนคล้อย เช่น ต้นแขน หน้าท้อง ต้นขา สะโพก บั้นท้าย

ประสิทธิผลของการยกกระชับด้วยการร้อยไหม

เมื่อทราบถึงหลักการยกกระชับด้วยการร้อยไหมแล้ว สิ่งต่อไปที่ต้องพิจารณาต่อไปก็คือผลของการรักษาจะออกมาเป็นอย่างไร ผลอยู่ได้นานแค่ไหน มีความเสี่ยงหรือผลข้างเคียงอะไรบ้าง รวมถึงราคาค่าใช้จ่ายก็ต้องนำมาพิจารณาก่อนตัดสินใจอีกด้วย เพราะถึงแม้ว่าการร้อยไหมนั้นจะเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมและมีข้อดีหลายอย่าง แต่ราคาของการรักษาด้วยวิธีนี้ก็นับว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงขึ้นกับเทคนิคและวัสดุในการร้อยไหมที่เลือกใช้

ข้อมูลการศึกษาวิจัยเรื่องการร้อยไหมเพื่อการยกกระชับใบหน้าซึ่งถูกนำเสนอครั้งแรกโดย Dr.  De Fatta และคณะ เมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2551 ในการประชุมประจำปีของ American Academy of Facial Plastic and Reconstructive  Surgery โดยการศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของผลการรักษาด้วยการร้อยไหมเพื่อยกกระชับในระยะยาว โดยใช้ไหมแบบถาวรและใช้เทคนิคแบบ Contour Threadslift  ร้อยไหมบริเวณเหนือคิ้ว แก้ม และคอ แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็นสามกลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ที่ได้เข้ารับการรักษาด้วยการร้อยไหมเพียงอย่างเดียวจำนวน 10 คน  กลุ่มที่สองคือผู้ที่ได้รับการร้อยไหมร่วมกับการรักษาวิธีอื่นดังตารางที่ 1 จำนวน 23 คน และกลุ่มสุดท้ายคือผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยการร้อยไหมแต่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆดังตารางที่ 1  (เรียกว่ากลุ่มควบคุม) จำนวน 10 คน  การประเมินผลในการยกกระชับใบหน้าของทั้งสามกลุ่มจะถูกประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ 4 ท่าน คะแนนที่ให้ประกอบด้วย

คะแนน 0 หมายถึง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหลังจากรักษา      
คะแนน 1 หมายถึง ได้ผลการรักษาดีขึ้นเล็กน้อย
คะแนน 2 หมายถึง ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นปานกลาง                             
คะแนน 3 หมายถึง ได้ผลการรักษาที่ดีขึ้นมาก

จากนั้นนำคะแนนที่ได้จากผู้ประเมินทุกท่านมาคำนวณเป็นคะแนนเฉลี่ย และใช้ระยะเวลาติดตามการรักษาโดยเฉลี่ยนาน 21 เดือน ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่สอง (ผู้ที่รับการรักษาด้วยการร้อยไหมร่วมกับการรักษาวิธีอื่นๆ) และกลุ่มที่สาม (ผู้ที่ไม่ได้รับการรักษาด้วยการร้อยไหมแต่ได้รับการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ดังตารางที่ 1) มีคะแนนเฉลี่ยที่สูงกว่ากลุ่มที่หนึ่ง (ผู้ที่รับการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  จึงสรุปได้ว่าการรักษาร่วมกับวิธีอื่นๆให้ผลการรักษาที่ดีกว่าการร้อยไหมเพียงอย่างเดียว

ตารางที่ 1 แสดงรายชื่อการรักษาอื่นที่ใช้เพื่อยกกระชับใบหน้าของผู้ทำการศึกษาจำนวน 23 ราย

 

ตารางที่ 2 แสดงผลคะแนนประเมินจากผู้ทำการประเมิน 4 ท่านสำหรับกลุ่มที่ทำการศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม

อาการไม่พึงประสงค์จากการรักษาด้วยการร้อยไหมเพื่อยกกระชับใบหน้าที่พบส่วนใหญ่คือผิวหนังเป็นรอยบุ๋มลงไปหรือมองเห็นรอยปมไหมที่อยู่ในชั้นใต้ผิวหนัง เมื่อติดตามผลการรักษาในระยะยาวพบว่ามีผู้เข้ารับรักษา 3 คนที่ต้องมาผ่าตัดนำไหมออกเพราะมองเห็นปมไหมที่ด้านปลาย ผู้เข้ารับการรักษาด้วยการร้อยไหมจำนวน 1 คนกลับมาผ่าตัดดึงไหมออกเนื่องจากไม่พอใจผลการรักษา นอกจากนี้ยังมีผู้เข้ารับการร้อยไหมอีกหลายคนที่ต้องรับการฉีดไขมันเสริมเนื่องจากการร้อยไหมเพียงอย่างเดียวให้ผลการรักษาไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้  ซึ่งอาการไม่พึงประสงค์เหล่านี้อาจเป็นสาเหตุให้คะแนนในกลุ่มที่สามซึ่งไม่ได้มีการร้อยไหมนั้นมีค่ามากกว่ากลุ่มที่สองซึ่งมีการร้อยไหมร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของการยกกระชับใบหน้าด้วยไหมละลาย  

1. ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • อาการบวมแดงหรือรอยฟกช้ำ เกิดจากการสอดไหมเข้าไปในชั้นเนื้อเยื่อทำให้ผิวหนังอักเสบ หรือทำให้เส้นเลือดฝอยบริเวณนั้นแตก ซึ่งอาการเหล่านี้มักหายได้เองในระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์หลังการรักษา
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยที่สุด ซึ่งเกิดจากความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้หรือจากเทคนิคการรักษาของแพทย์ รวมถึงการดูแลความสะอาดแผลภายหลังการรักษาของผู้เข้ารับการรักษาเอง อย่างไรก็ตามการติดเชื้อจากการร้อยไหมนี้ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อชั้นผิวหนังระดับตื้นจึงรักษาหายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
  • ใบหน้าทั้งสองข้างไม่เท่ากัน สาเหตุนี้เกิดจากตำแหน่งของการร้อยไหมที่ไม่เท่ากันในแต่ละข้าง หรือผู้เข้ารับการรักษาอาจมีใบหน้าที่ไม่สมมาตรกันอยู่แล้วตั้งแต่แรกเริ่มก่อนรักษา
  • อาการ “เสียวไหม” เกิดจากไหมละลายไปกระตุ้นโดนเส้นประสาทขนาดเล็กบริเวณผิวหนัง ซึ่งเกิดจากการถอนเข็มก่อนที่ไหมละลายจะลงไปสุดในชั้นผิวหนัง ทำให้ปลายไหมโผล่พ้นผิวหนัง หรือเกิดจากการไปกระตุ้นบริเวณผิวหน้าในช่วงแรกหลังการรักษา เช่น นวดหน้า ล้างหน้า

2. ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้น้อย  ได้แก่

  • การคลำได้ก้อน หรือความรู้สึกตึงในตำแหน่งที่ทำการร้อยไหม เนื่องจากไหมที่ฝังตัวในชั้นผิวหนังจับหรือพันตัวเป็นก้อน
  • ภาวะเลือดออกหรือเกิดก้อนเลือดคั่งใต้ผิวหนัง เกิดจากเส้นเลือดขนาดใหญ่ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้เข้ารับการรักษารับประทานยาหรือสารบางประเภทที่มีผลทำให้เลือดออกง่ายแต่หยุดยาก เช่น ยาแก้ปวดกลุ่มแอสไพริน วิตามินอี ใบแปะก๊วย หรือมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
  • เกิดฝีหนองหรือติดเชื้อรุนแรงบริเวณที่ทำการร้อยไหม
  • เกิดรอยแผลเป็นจากรอยแผลผ่าตัดขนาดเล็ก หรืออาจเกิดจากผู้เข้ารับการรักษาดูแลบาดแผลไม่สะอาด
  • เกิดอาการชาหรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อบนใบหน้า เนื่องจากเส้นประสาทและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าได้รับบาดเจ็บจากการร้อยไหม
  • แพ้สารเคมีภายในเส้นไหม

ข้อปฏิบัติตัวก่อนเข้ารับการร้อยไหม

หยุดใช้ยาและสารที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือดอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์

ข้อปฏิบัติตัวภายหลังการร้อยไหม

  1. ยังคงต้องงดการใช้ยาและสารที่ผลต่อการแข็งตัวของเลือดต่อไปอีกประมาณ 2 สัปดาห์
  2. หลีกเลี่ยงการทำทรีทเมนท์ผิวหน้าทุกชนิดเป็นเวลาประมาณ 2 สัปดาห์
  3. งดทายาหรือครีมที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือกรดวิตามินเอประมาณ 2 สัปดาห์
  4. หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ร้อนอบอ้าว

บทสรุปและบทวิเคราะห์การร้อยไหมเพื่อการยกกระชับใบหน้า

จากผลการศึกษาวิจัยและรายงานหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการร้อยไหมเพื่อการยกกระชับใบหน้าทำให้เราทราบถึงวิวัฒนาการของการคิดค้นเทคนิคการรักษาใบหน้าเพื่อให้ดูอ่อนกว่าวัย ลดร่องริ้วรอยความหย่อนคล้อยที่เกิดจากโครงสร้างชั้นผิวหนังที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ โดยพยายามหาวิธีกระตุ้นผิวหนังให้สร้างสารคอลลาเจนและสารอื่นๆ ที่ช่วยค้ำจุนชั้นผิวหนังให้มีปริมาณมากขึ้น เทคนิคการร้อยไหมจึงเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่ถูกคิดค้นขึ้น โดยอาศัยหลักการคือการใช้แกนไหมเป็นโครงสร้างที่ช่วยดึงผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้กลับมาตึงกระชับคล้ายลักษณะการเย็บแผล นอกจากนี้เส้นไหมที่เข้าไปฝังอยู่ในชั้นผิวหนังและชั้นไขมันใต้ผิวหนังยังกระตุ้นให้เกิดกระบวนการอักเสบเพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินให้มีปริมาณมากขึ้นในที่สุด นอกจากนี้สารดังกล่าวยังเรียงตัวไปตามแกนเส้นไหมที่ต้องการให้เกิดการยกกระชับ อีกทั้งยังทำให้เกิดเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงเพื่อให้ผิวหนังได้รับสารอาหารหล่อเลี้ยงมากขึ้นจนผิวมีสุขภาพดี 

วัสดุที่ใช้ทำเป็นเส้นไหมมีทั้งแบบไหมถาวรและไหมละลาย ส่วนเทคนิคในการร้อยไหมนั้นมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไป ข้อดีของการร้อยไหมคือเป็นเทคนิคที่ใช้เวลาน้อย ทำง่ายกว่าการผ่าตัดดึงหน้า ฟื้นตัวหลังการรักษาได้เร็ว เห็นผลการรักษาได้เร็วพอสมควรในช่วงแรกๆ สำหรับข้อด้อยของการรักษาด้วยวิธีนี้คือผลการรักษาอาจคงอยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะเมื่อติดตามผลในระยะยาวประมาณ 1-2 ปีแล้วยังให้ผลได้ไม่ดีเท่าที่ควร แต่เมื่อรักษาร่วมกับวิธีอื่นๆ น่าจะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้นและคงอยู่ได้นานกว่า

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก่อนตัดสินใจเลือกรักษาด้วยวิธีนี้คือ ต้องพิจารณาภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งภาวะแทรกซ้อนจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการทำ วัสดุที่ใช้  การเตรียมตัวก่อนมารับการรักษา การปฏิบัติตัวหลังการรักษา ตลอดจนแพทย์ผู้ทำการรักษาต้องแจ้งผู้รับการรักษาให้ทราบถึงผลดี ผลเสีย ของการรักษาด้วยวิธีนี้ นอกจากนี้แพทย์จะต้องมีหลักเกณฑ์ในเลือกผู้ที่เหมาะสมที่ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวคือ 1. ผู้ที่จะเข้ารับการรักษาควรมีอายุอยู่ในช่วง 35 – 55 ปี เพราะเป็นช่วงอายุที่เริ่มมีคอลลาเจนลดลงแต่เซลล์ผิวหนังยังคงมีศักยภาพพอที่จะสร้างคอลลาเจนขึ้นมาทดแทนได้จากการร้อยไหม 2. ผู้ที่จะเข้ารับการรักษาควรจะต้องไม่มีโรคประจำตัวหรือเป็นโรคที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ภาวการณ์แข็งตัวของเลือดผิดปกติ ภาวะลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดที่ขา ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายเช่นรับประทานยาที่กดภูมิคุ้มกัน หรือเคยมีประวัติแพ้วัสดุเส้นไหมที่ใช้ในการร้อยไหม

ในอนาคต ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพคาดว่าในวงการร้อยไหมจะมีการพัฒนาเทคนิคและวัสดุที่ใช้ให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยสังเกตได้จากการที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการร้อยไหมทั่วโลกต่างได้พยายามคิดค้นเทคนิคการร้อยไหมแบบใหม่ออกมาเรื่อยๆ และได้มีการคิดค้นเส้นไหมที่มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น เช่นไหม PDO ซึ่งนอกจากจะทำลายชั้นผิวหนังน้อยแล้ว ยังช่วยค้ำจุนผิวหนังอย่างแข็งแรง ทำให้ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจมากขึ้น ลดผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนจากการร้อยไหม การนำเทคนิคการร้อยไหมมาใช้เพื่อความสวยความงามนั้นอาจต้องมีการใช้การรักษาวิธีอื่นร่วมกันด้วยเพื่อทำให้ผลการรักษาคงอยู่ได้นานขึ้น เนื่องจากวิทยาการทางการแพทย์ในปัจจุบันสามารถช่วยผิวหน้าดูอ่อนกว่าวัยนั้นมีหลากหลายวิธีให้เลือกใช้มากขึ้น อย่างไรก็ตามแต่ละวิธีมีจุดเด่นและจุดด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นจึงควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่ดีที่สุดให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

ปัจจุบันนี้มีการแข่งขันด้านธุรกิจเสริมความงามกันอย่างดุเดือด มีการโฆษณาชวนเชื่อที่อาจเกินความจริงไป ดังนั้นบทความของศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพเรื่องนี้ได้นำเสนอข้อเท็จจริงและความรู้ทางวิชาการจากผลการศึกษาเรื่องการร้อยไหม ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการตัดสินใจที่จะเลือกหรือไม่เลือกการรักษาด้วยวิธีนี้

เอกสารอ้างอิง

  1. Leonhardt H, Histologie, Zytologie und Mikroanatomie des Menschen, Volume 3, 8th Edition,
    Stuttgart:Thieme,1990:5-20.
  2. Eppley B, Anatomy of the Skin - The Basis for Understanding Aging Lines and Wrinkles.
    : Health and Fitness Skin Care Article EzineArticles.com, 2008. (Accessed June 4, 2012, at http://ezinearticles.com/?Anatomy-of-the-Skin---The-Basis-for-Understanding-Aging-Lines-and-Wrinkles&id=1010021%20)
  3. Bio Innovation Holdings Limited, Revolutionary Approach to Revive Origin of Cell Life.
    Hong Kong: BIO STEM CM PRODUCTS, 2008. (Accessed June 4, 2012, at http://www.bih-international.com/Fine_Thread_Contour.pdf )
  4. PRWEB,  The 'Frame Thread Lift 100% Non-Incision Cosmetic Surgery' Debuts, Las Vegas: American Academy Of Anti-Aging Medicine In Las Vegas, 2008 (Accessed June 5, 2012, at   http://www.prweb.com/releases/2008/12/prweb1708194.htm )
  5. Cosmetic Surgery Today,  Threadlift, 2012  (Accessed June 5, 2012, at http://www.cosmeticsurgerytoday.com/threadlift/ )
  6. Rima F.Abraham, MD; Robert J. DeFatta, MD, PhD; Edwin F. Williams III MD, et al. Thread-lift for Facial Rejuvenation: Assessment of Long-term Results. 2009;11(3):178-83 .
  7. David J. Widmann, Thread Lifts: a new tool for skin tightening, Toronto: New You Show Guide, Ont.: Apr. 2003.
  8. Kalra R. Use of barbed threads in facial rejuvenation. Indian J Plast Surg 2008;41:93-100.
  9. Martha C. Gold Thread Lift: 24K Facelift , Facelift-pedia, 2010 (Accessed June 5, 2012, at http://www.facelift-pedia.com/facelift-blog/gold-thread-lift/ )
  10. Miracu (Embedding Therapy Needle), MEDICA PERSADA, 2012 (Accessed June 5, 2012, at http://www.medicapersada.com/?p=49 )


ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ : ที่ปรึกษาบทความ  นายแพทย์จตุรงค์   นิลนัครา  ศัลยแพทย์



 

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที