01
Jan 01
User Rating:  / 2
PoorBest 


โรคอ้วน เป็นโรคที่เกี่ยวข้องตรงไปตรงมากับปัญหาโภชนาการเกิน เพราะท่านคงจะไม่ปฏิเสธว่า คนเราอ้วนเพราะรับประทานอาหารเข้าไปในร่างกายมากกว่าที่ร่างกายจะใช้หมด การเผาผลาญพลังงานของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน ดังนั้นท่านคงจะเปรียบเทียบไม่ได้ว่า ท่านทานอาหารน้อย ทำไมจึงอ้วน เพื่อนของท่านทานมากกว่าแต่ไม่อ้วน

ปัจจุบัน การจะบอกว่าใครอ้วน เรานิยมใช้การคำนวณดัชนีความหนาของร่างกาย ซึ่งมีค่าเท่ากับน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ถ้าหากค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 20-24 .9 ถือว่าน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าได้มากกว่า 25 ถือว่าเริ่มอ้วน สมมุติว่าท่านมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม สูง 1 เมตร 60 เซ็นติเมตร ให้เอา 60 หารด้วย 1.6 ยกกำลังสอง ค่าดัชนีความหนาของร่างกายที่ได้คือ 23.4 กิโลกรัมต่อตารางเมตร แสดงว่าท่านไม่อ้วน

คนอ้วนจะมีโอกาสเกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายหลายโรคด้วยกัน ได้แก่ โรคโคเลสเตอรอลสูงในเลือด โรคไตรกลีเซอร์ไรด์สูงในเลือด โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง โรคนิ่วในถุงน้ำดี โรคกระดูก และข้อเสื่อมก่อนวัยอันสมควร และที่สำคัญได้มีผู้ศึกษาพบว่า คนที่อ้วนโดยมีดัชนีความหนาของร่างกายเกิน 30 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร มีโอกาสตายก่อนวัยอันสมควรสูงกว่าคนทั่วไปถึง ร้อยละ 30

ท่านได้ทราบพิษภัยของโรคอ้วนแล้ว ถ้าท่านไม่เชื่อท่านลองมองไปรอบๆ ตัวท่าน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงของท่านมีใครอ้วนบ้าง คนเหล่านี้มีปัญหาอะไรบ้าง คนที่เจ็บป่วยบ่อยๆ คนที่ไปพบแพทย์เป็น คนที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล คนเหล่านี้มีคนอ้วนอยู่กี่คน สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะเป็นอุทาหรณ์ ให้ท่านระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคอาหารในชีวิตประจำวัน

สาเหตุของโรคอ้วน

  1. พันธุกรรม ถ้าพ่อแม่เป็นโรคอ้วน ลูกที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคอ้วนสูง
  2. รับประทานอาหารมากเกินไป แล้วไม่มีเวลาออกกำลังกาย กล่าวคือ พลังงานที่ได้รับจากการรับประทานมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในการออกกำลังกาย เช่น ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมัน และแคลอรี่สูง เช่น หนังไก่ทอด มันหมู หมูสามชั้น ขาหมู ครีม เค้ก ฯลฯ แล้วไม่ยอมหาเวลาว่างออกกำลังกายเพื่อให้มีการใช้พลังงานที่ได้รับเข้ามา
  3. พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสมทำให้มีการใช้พลังงานต่ำ และทำให้เสียโอกาสในการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายที่มีประโยชน์ต่อ สุขภาพ เช่น การจราจรติดขัดในกรุงเทพ ทำให้คนส่วนใหญ่ต้องนั่งเฉยบนรถยนต์หลายชั่วโมงต่อวัน ลักษณะงานที่ต้องนั่งทำงานตลอดเวลา พฤติกรรมชอบรับประทานอาหารจุกจิก เป็นต้น
  4. โรคบางชนิด เช่น กลุ่มอาการคุชชิ่ง Cushing's Syndrome ซึ่งจะทำให้ร่างกายของผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้อ้วน โดยสาเหตุของโรคนี้เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมนในร่างกาย จนทำให้อ้วนบริเวณใบหน้า ลำตัว ต้นคอด้านหลัง แต่แขนขาจะเล็ก และไม่มีแรง ในกรณีนี้จะต้องรักษาที่ต้นเหตุคือ ฮอร์โมนที่มีความผิดปกติจึงจะสามารถหายอ้วนได้

ข้อคำนึงเรื่องอาหาร

การควบคุมอาหารในช่วงลดความอ้วนมีข้อพึงปฏิบัติ 3 ประการคือ

  1. จัดสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม คาร์โบไฮเดรตไม่ขัดขาวร้อยละ 50 ผัก (สุก-สด อย่างละครึ่ง ควรมีผักหลากหลายชนิด) ร้อยละ 25 โปรตีนจากพืช และสัตว์บางชนิดเช่น ปลา ไข่ อาหารทะเล ร้อยละ 15 เบ็ดเตล็ด เช่น ผลไม้ ของกินเล่น ร้อยละ 10 ถ้าแต่ละมื้อรับประทานได้ในสัดส่วนเท่านี้ และรับประทานแค่พออิ่ม จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ
  2. อาหารแต่ละกลุ่ม นอกจากมีคุณประโยชน์ทางโภชนาการทั่วไปแล้ว ยังให้พลังงานแก่ร่างกายด้วย ในจำนวน 1 กรัม โปรตีนกับคาร์โบไฮเดรตให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรี ไขมัน 9 กิโลแคลอรี จึงต้องควบคุมอาหารกลุ่มนี้มากเป็นพิเศษ เพราะแคลอรีส่วนเกินก็คือไขมันส่วนเกินนั่นเอง/font>
  3. ควบคุมปริมาณพลังงานที่จะได้รับจากอาหาร ต้องลดปริมาณที่เคยรับประทานมากๆ ให้น้อยลง ถ้าทำได้วันละ 500 กิโลแคลอรี น้ำหนักตัวจะลดสัปดาห์ละราว 0.45 กิโลกรัม

นอกจากนี้ต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และมีความสุขที่จะทำ หลักคิดง่ายๆ คือคำนวณแคลอรีที่ใช้ในการออกกำลังกาย กับแคลอรีที่ได้รับจากการบริโภคอาหาร พยายามให้สมดุลกัน การออกกำลังกายทุกครั้งไม่ควรต่ำกว่า 45 นาที ไม่อย่างนั้นก็เป็นแค่กิจวัตรประจำวัน ไม่ถึงขั้นของการออกกำลังกายที่แท้จริง

การใช้ยาช่วยลดน้ำหนัก

ยาที่ใช้ในการลดน้ำหนักมีอยู่หลายประเภทได้แก่ ยาที่ใช้ลดความอยากอาหาร ยาที่ใช้แทนที่อาหาร ยาที่ชะลอหรือขัดขวางการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ยาที่ลดการสร้างไขมัน และยาที่ช่วยเพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร

Orlistat

เป็นยาที่ยับยั้งเอนไซม์ไลเปสของกระเพาะอาหารและตับอ่อน โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไลเปสจะมีผลทำให้ลดการดูดซึมไขมัน และเพิ่มการขับถ่ายของไตรกลีเซอไรด์ในอุจจาระ ยาจะทำให้ไขมันในอาหารที่รับประทาน เข้าไปไม่ถูกย่อย และไม่สามารถดูดซึมไปใช้ได้จึงเป็นเหตุให้ร่างกายไม่ได้รับพลังงานจากไขมันเหล่านั้น โดยยา Orlistat นี้เป็นยาตัวแรกของยาลดความอ้วนในกลุ่มยับยั้งเอนไซม์ไลเปส

เภสัชจลนศาสตร์

ยาจะออกฤทธิ์ในทางเดินอาหาร ฤทธิ์ของยาจึงไม่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย ในการวิจัยในมนุษย์โดยทดลองในขนาด 360 มิลลิกรัม พบว่า สามารถตรวจสอบปริมาณยาได้เล็กน้อยในเลือดประมาณ 8 ชั่วโมงหลังรับประทานยา ยานี้จะจับกับโปรตีนในเลือดได้ร้อยละ 99 และยาจะถูกทำลายที่ผนังทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่ ยาส่วนมากประมาณร้อยละ 97 ถูกขับออกทางอุจจาระ และร้อยละ 83 ของปริมาณนี้ถูกขับออกในรูปเดิม ยาที่ถูกเปลี่ยนรูปถูกขับออกทางไตน้อยกว่าร้อยละ 2 ของขนาดยาที่ให้ เวลาที่ใช้ขับถ่ายยาอย่างสมบูรณ์เกิดขึ้นภายใน 3-5 วัน การกำจัดยาเหมือนกันทั้งในผู้ที่มีน้ำหนักปกติและในคนอ้วน

ข้อบ่งใช้

ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดรรชนีมวลกายเริ่มต้น >= 30 หรือในผู้ป่วยโรคอ้วนที่มีค่าดรรชนีมวลกาย >= 27 ที่พบปัจจัยเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง โคเลสเตอรอลในเลือดสูงและเบาหวาน ยานี้ใช้สำหรับรักษาโรคอ้วนซึ่งหมายถึง ทั้งการลดน้ำหนัก การควบคุมน้ำหนัก และการป้องกันการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักเมื่อใช้ร่วมกับอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ

ขนาดยาและวิธีใช้

รับประทาน 1 แคปซูลที่มีตัวยาขนาด 120 mg พร้อมอาหารมื้อหลัก ระหว่างอาหาร หรือภายใน 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร ในกรณีที่อาหารมื้อนั้นๆ ไม่มีอาหารไขมันหรือไม่ได้รับประทานอาหารในมื้อนั้นก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา orlistat ในอาหารมื้อนั้น

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหาการดูดซึมอาหารผิดปกติเรื้อรัง และผู้ป่วยที่มีประวัติแพ้ยานี้ สำหรับผู้ป่วยที่อ้วนเนื่องจากสาเหตุแฝงอื่นๆ เช่น ภาวะไทรอยด์ฮอร์โมนต่ำ ควรทำการรักษาที่ต้นเหตุก่อนจึงจะพิจารณาใช้ยานี้

อาการไม่พึงประสงค์

มักเกิดต่อระบบทางเดินอาหารเป็นส่วนใหญ่ เช่น มีหยดน้ำมันกระปริดกระปรอยทางทวารหนัก มีแก๊สในกระเพาะอาหาร และลำไส้ซึ่งออกมากับสิ่งขับถ่าย ปวดอุจจาระฉับพลัน มีไขมัน หรือน้ำมันในอุจจาระ บางรายอาจมีอาการถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้นหรือกลั้นอุจจาระไม่ได้ อาการเหล่านี้เกิดจากการที่ไขมันไม่ย่อยผ่านไปในทางเดินอาหารมีจำนวนมากเกินไปจึงมีการขับออกมาในรูปดังกล่าว แต่อาการเหล่านี้มักไม่รุนแรง และไม่นาน มักเกิดขึ้นในช่วงแรกของการรักษา ประมาณ 3 เดือน

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยับยั้งการดูดซึมสารอาหารบางชนิดที่ละลายในไขมัน เช่น เบต้าแคโรทีน และ วิตามินอี อะซิเตท

 

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที