21
Aug 09
User Rating:  / 10
PoorBest 

ยาจุดกันยุง ในปัจจุบันในแต่ละครัวเรือน มักจะมีการนำผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบมาใช้ เพื่อทำความสะอาดข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้าน เพื่อกำจัดยุง แมลง หรือสัตว์เลี้ยงต่างๆ ที่มักชอบบุกรุกเข้ามาภายในบ้าน เช่น ปลวก มด หรือแมลงสาบ เป็นต้น การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ตลอดจนการใช้ด้วยวิธีที่ถูกต้องเหมาะสมจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ควรจะทราบ

ขั้นตอนการผลิตยาจุดกันยุง

ยาจุดกันยุงเป็นผลิตภัณฑ์กำจัดแมลงในบ้านเรือนที่ใช้กันมากที่สุด เนื่องจากหาซื้อได้ง่าย ราคาไม่สูงมาก และมีประสิทธิภาพดีพอสมควร แต่ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง จะออกมาวางขายในท้องตลาดได้ จะต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ คือ ในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ผู้ประกอบการต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการขออนุญาตเป็นผู้ผลิต ตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ต้องเชิญเจ้าหน้าที่ สมอ. ไปตรวจสอบสถานที่ผลิต พร้อมเก็บตัวอย่างยาจุดกันยุง เพื่อส่งทดสอบประสิทธิภาพ และมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น น้ำหนักสุทธิ รอยแตกหักหรือร้าวเป็นวงแหวนเมื่อทดสอบความแข็ง อัตราการเผาไหม้ และความชื้น เป็นต้น เมื่อผลทดสอบผ่านเกณฑ์แล้ว สมอ. จะออกใบอนุญาตในการเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม โดยมีข้อกำหนดให้ต้องใส่เครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ลงบนกล่อง

สำหรับผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง ใช้ มอก. 309-2525 เนื่องจากผลิตภัณฑ์ป้องกัน และกำจัดแมลงในบ้านเรือน เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีองค์ประกอบของสารเคมีกำจัดแมลง ที่จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือ 3 ตามบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ. 2538 ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ดังนั้นผู้ซึ่งประสงค์จะผลิตหรือนำเข้า จะต้องยื่นคำขอขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายที่ใช้ในทางสาธารณสุข ต่อกองควบคุมวัตถุมีพิษ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาก่อน ในการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่กองควบคุมวัตถุมีพิษ ผู้ประกอบการต้องส่งตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง มาทดสอบประสิทธิภาพทางชีววิเคราะห์ ที่ฝ่ายศึกษาควบคุมแมลงโดยใช้สารเคมี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หากผลทดสอบประสิทธิภาพผ่านตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ผู้ประกอบการจะสามารถดำเนินการขอขึ้นทะเบียน กับกองควบคุมวัตถุมีพิษต่อไป เมื่อได้ใบสำคัญการขึ้นทะเบียนแล้ว ผู้ประกอบการจึงจะสามารถดำเนินการขออนุญาตผลิตได้ สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะออกวางจำหน่ายในท้องตลาด ทางกองควบคุมวัตถุมีพิษได้กำหนดให้ใส่หมายเลขทะเบียนวัตถุอันตรายที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว ลงบนกล่องผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง เพื่อให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์นี้ได้รับการควบคุมจากกระทรวงสาธารณสุขปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค (อย. วอส. + หมายเลขทะเบียน)

การตรวจวิเคราะห์คุณภาพยาจุดกันยุง

นอกจากฝ่ายศึกษาควบคุมแมลงโดยใช้สารเคมี จะมีบริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพยาจุดกันยุงที่ส่งตรวจโดยผู้ประกอบการ เพื่อการขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์แล้ว ทางฝ่ายฯ ยังได้ตรวจวิเคราะห์ประสิทธิภาพยาจุดกันยุง ซึ่งส่งมาจากทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หลังจำหน่าย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ด้วยวิธีการที่ใช้วิเคราะห์คุณภาพยาจุดกันยุง เป็นวิธีมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจาก สมอ. ซึ่งกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านเกณฑ์การทดสอบ ต้องสามารถทำให้ยุงลายหงายท้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 ในเวลา 20 นาที

ผลจากการทดสอบประสิทธิภาพทางชีววิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง ที่ส่งตรวจทั้งหมด 6 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541-2546 จำนวนตัวอย่างรวมทั้งสิ้น 318 ตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างที่ผ่านเกณฑ์ทดสอบมี 299 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 94 ตัวอย่างที่ไม่ผ่านเกณฑ์การทดสอบ คือทำให้ยุงลาย knock down ร้อยละ 90 (KT90) ใช้เวลามากกว่า 20 นาที มี 19 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 5.97 (จากจำนวนทั้งสิ้น 309 ตัวอย่าง ซึ่งเมื่อนำค่าเฉลี่ยของค่า KT90 มาเรียงจากน้อยไปมากพร้อมจัดกลุ่มทุกช่วง 2 นาที พบตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.9 มีค่า KT90 อยู่ระหว่าง 6-8 นาที)

สารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุง

  1. สารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุงได้แก่ Allethrin และไอโซเมอร์ทั้ง 5 (Allethrin, d-Allethrin, Bioallethrin, Esbiothrin, S-Bioallethrin โดยสารเคมีที่ใช้เป็นองค์ประกอบในยาจุดกันยุงมากที่สุดคือ d-Allethrin), Metofluthrin, Prallethrin และ Transfluthrin
  2. ยาจุดกันยุงที่เป็นสูตรผสมระหว่าง d-Allethrin และสมุนไพร
  3. ยาจุดกันยุงที่ทำจากสมุนไพรล้วนๆ ได้แก่ ตะไคร้หอม ตะไคร้หอมผสมผงมะกรูด และใบเสม็ดขาว

ความเป็นพิษ

แม้ว่าสารที่นิยมใช้เป็นส่วนผสมสำหรับไล่ หรือฆ่ายุงในยาจุดกันยุงจะเป็นสารเคมีกำจัดแมลงประเภทไพรีธรอยด์ เนื่องจากมีคุณสมบัติที่ทำให้ยุง knock down และสลายตัวได้ง่าย รวมทั้งมีความเป็นพิษน้อยกว่าประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม สารประเภทไพรีทรอยด์ก็สามารถทำให้เกิดพิษได้ โดยเฉพาะในรายที่เกิดอาการแพ้จะทำให้ผิวหนังอักเสบ บวม แดง เยื่อจมูกอักเสบ และมีอาการเหมือนแพ้เกสรดอกไม้ คือ จาม ไอ น้ำมูกไหล หายใจขัด เป็นต้น แม้จะไม่ค่อยพบอันตรายรุนแรงที่เกิดจากยาจุดกันยุง แต่ผู้ใช้ก็ควรระมัดระวังในการใช้ เพราะอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพและทรัพย์สินได้

คำเตือนสำหรับการใช้และการเก็บรักษา

  1. อย่าจุดยากันยุงในห้องที่มีเด็กอ่อนหรือผู้ป่วย หรือในที่อับไม่มีอากาศถ่ายเท ควรใช้ยาจุดกันยุงในห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี
  2. อย่าให้ยากันยุงสัมผัสหรือรมถูกอาหาร
  3. อย่าจุดยากันยุงใกล้วัสดุที่ติดไฟง่าย ขาตั้งและสิ่งรองยาจุดกันยุง ต้องทำด้วยวัสดุโลหะหรือวัตถุอื่นที่ไม่ติดไฟ ขณะใช้ วางให้ห่างจากของไวไฟหรือของที่เป็นเชื้อไฟได้ และเมื่อเลิกใช้แล้วควรตรวจดูให้แน่ใจว่าไฟดับเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไฟไหม้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากประมาท
  4. ล้างมือทุกครั้งหลังการหยิบใช้หรือสัมผัส
  5. ควรเก็บยาจุดกันยุงไว้ในที่แห้ง อย่าให้ถูกแสงแดด และให้ห่างจากเด็ก อาหาร และสัตว์เลี้ยง
  6. หากเกิดพิษจากการสุดดมให้รีบนำผู้ป่วยออกจากบริเวณที่จุดยากันยุง ไปยังบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก
  7. หากกลืนกินยาจุดกันยุงเข้าไปต้องรีบทำให้อาเจียน โดยการดื่มน้ำสะอาด 2 แก้วแล้วทำการล้วงคอให้อาเจียน หากมีอาการรุนแรง ให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมภาชนะบรรจุ รวมทั้งฉลากหรือใบแทรกของผลิตภัณฑ์ยาจุดกันยุงนั้นๆ ด้วย

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที