23
Nov 10
User Rating:  / 64
PoorBest 

ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุหนึ่งที่มีความจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง คนที่ขาดเหล็กจึงเกิดภาวะซีดได้ เหล็กมีความจำเป็นกับคนทุกวัย โดยเฉพาะวัยที่มีการเจริญเติบโตสูง เช่น ทารก เด็กวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ เป็นต้น ในหญิงวัยเจริญพันธุ์มีการสูญเสียเหล็กไปกับประจำเดือน ถึงแม้เป็นปริมาณไม่มาก แต่ควรได้รับมากกว่าผู้ชายในวัยเดียวกัน คนปกติมีธาตุเหล็กประมาณ 3-5 กรัม ร้อยละ 70 ของเหล็กอยู่ในเม็ดเลือดแดงหรือฮีโมโกลบิน ที่เหลืออยู่ในตับ ม้าม ไขกระดูก และกล้ามเนื้อ ในเลือด 100 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีธาตุเหล็กประมาณ 40-50 มิลลิกรัม ในส่วนที่เป็นน้ำเลือด เหล็กมักรวมอยู่กับโปรตีนโกลบูลิน หรืออยู่ในเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการใช้ออกซิเจน เช่น cytochrome, peroxidase และ catalase แหล่งที่พบเหล็ก ได้แก่ ตับทุกชนิด เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเมล็ดแห้ง ฯลฯ น้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลทรายแดง มี เหล็กมากกว่าน้ำตาลทรายขาว อาหารที่หุงต้มด้วยกระทะ ไม่ควรทำให้เนื้อหรือผักเป็นชิ้นเล็กแล้วนำไปล้างน้ำ จะทำให้เสียธาตุเหล็กมาก

ธาตุเหล็กมีความสำคัญในปฎิกิริยาเคมีในร่างกายหลายชนิด เหล็กในร่างกายอยู่ในเม็ดเลือดแดงโดยเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน และเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ต่างๆ โดยที่เหล็กจะรวมอยู่ในสารประกอบที่สำคัญคือ porphyrin และ heme ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีนที่ทำหน้าที่สำคัญหลายๆ ชนิด รวมถึงฮีโมโกลบินในเลือด มัยโอโกลบินในกล้ามเนื้อ และเอนไซม์ cytochrome p-450 เหล็กยังเป็นส่วนประกอบของเอนไซม์อื่นๆ อีก เช่น catalase peroxidase ซึ่งทำหน้าที่ขนถ่ายหรือแลกเปลี่ยนออกซิเจนในร่างกาย ธาตุเหล็กในรูปแบบที่เป็นอนินทรีย์สารจะเป็นพิษต่อร่างกาย ดังนั้นร่างกายจึงมีขบวนการพิเศษในการดูดซึม ขนถ่าย และเก็บสะสมเหล็กเอาไว้ใช้ในร่างกาย ในสภาวะปรกติร่างกายจะรักษาภาวะสมดุลของธาตุเหล็กเอาไว้ได้ แต่ในบางกรณีอาจจะมีปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดภาวะพร่องหรือเกินได้

ปริมาณเหล็กที่อยู่ในร่างกายประมาณ 3 -5 กรัม ขึ้นอยู่กับ อายุ เพศ ขนาด ภาวะโภชนาการ สุขภาพ ประมาณร้อยละ 70 ของเหล็กทั้งหมดอยู่ในเลือดคือในเม็ดเลือดแดง โดยเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบิน ซึ่งทำหน้าที่พาออกซิเจนไปใช้ในการหายใจในเซลล์ ในส่วนน้ำเลือดก็จะมีธาตุเหล็กอยู่เล็กน้อย ประมาณ 3 มิลลิกรัม เหล็กร้อยละ 26 จะเก็บในรูปของเฟอร์ริทิน หรือฮีโมซิเดอริน โดยตับ ม้ามและไขกระดูก เพื่อไว้สำหรับสร้างฮีโมโกลบินในยามต้องการใช้ เหล็กร้อยละ 3 อยู่ในกล้ามเนื้อ เป็นองค์ประกอบของสารที่เรียกว่ามัยโอโกลบิน ส่วนที่เหลืออยู่ในน้ำย่อยหลายชนิดที่มีอยู่ในเซลล์ เหล็กที่พบในเลือดเป็นเหล็กในสภาพขนส่ง ที่เรียกว่า ทรานส์เฟอร์ริน ที่จะส่ง เหล็กจากเนื้อเยื่อหนึ่งไปยังอีกเนื้อเยื่อหนึ่ง

ความต้องการธาตุเหล็ก

คนเราต้องการธาตุเหล็กจากอาหาร เพื่อทดแทนการสูญเสียธาตุเหล็กที่เกิดขึ้นในแต่ละวันทางผิวหนังและเหงื่อ และการสูญเสียเวลามีประจำเดือน รวมทั้งความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นจากการเจริญเติบโตหรือการตั้งครรภ์ โดยทั่วไปปริมาณธาตุเหล็กที่อยู่ในน้ำนมแม่จะมีมากพอสำหรับทารกตั้งแต่แรกเกิดถึง ุ6 เดือน เนื่องจากมีเหล็กสะสมในร่างกายตั้งแต่ระยะที่อยู่ในครรภ์มารดา ธาตุเหล็กที่อยู่ในน้ำนมแม่สามารถดูดซึมได้ดีกว่าน้ำนมวัว เด็กทารกที่ไม่ได้ดื่มนมแม่จำเป็นที่จะต้องใช้นมผงที่มีการเสริมธาตุเหล็กด้วย เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนแล้ว ธาตุเหล็กที่สะสมในเด็กจะถูกใช้หมดไป จึงจำเป็นต้องได้รับอาหารเสริมอื่นที่มีเหล็กสูง เช่น ไข่แดง ตับ เพิ่มขึ้นจากนมแม่ด้วย ความต้องการธาตุเหล็กจะมีมากในช่วง 2 ขวบปีแรก และระยะวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพศหญิงจะมีความต้องการธาตุเหล็กมากกว่าเพศชาย เนื่องจากมีการสูญเสียเลือดขณะมีประจำเดือน หญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับธาตุเหล็กจากอาหารเพียงอย่างเดียว มักจะไม่เพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก จึงต้องกินยาเม็ดธาตุเหล็กเสริมด้วย

ธาตุเหล็กมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง หน้าที่หลักคือรวมกับโปรตีนและทองแดง เพื่อสร้างฮีโมโกลบินซึ่งเป็นสารที่ให้สีของเม็ดเลือดแดง จะเป็นตัวส่งออกซิเจนในเลือดจากปอดไปยังอวัยวะต่างๆ

  • เป็นส่วนประกอบของโปรตีนและน้ำย่อยหลายชนิด โปรตีนที่มี เหล็ก เช่น ฮีโมโกลบิน น้ำย่อยที่มีเหล็ก เช่น คะทาเลส มีบทบาทสำคัญในการเจริญเติบโตและกระบวนการหายใจของเซลล์
  • เหล็กมีความจำเป็นในการผลิตมัยโอโกลบิน ซึ่งจะพบเฉพาะในกล้ามเนื้อเท่านั้น
  • ช่วยกำจัดสารแคดเมียมออกจากร่างกาย
  • มีหน้าที่สำคัญในการนำวิตามินบีทุกชนิดไปใช้ให้ถูกต้อง
  • รักษาและป้องกันโลหิตจางที่เกิดจากการขาดธาตุ เหล็ก
  • ช่วยให้มีกำลังวังชา กระฉับกระเฉงว่องไว และเพิ่มภูมิต้านทานโรค

แหล่งที่พบ

  1. ปริมาณเหล็กในอาหารที่ได้จากพืชเป็นชนิดที่ไม่อยุ่ในรูปของฮีม ซึ่งดุดซึมได้ยากกว่าเหล็กในรูปของฮีม โดยจะอยู่ในรูปของเหล็กเฟอริค
  2. อาหารที่มีใยอาหารมาก จะมีปริมาณเหล็กที่ถูกดูดซึมได้น้อยกว่าอาหารที่มีใยอาหารน้อย และชนิดของใยอาหารที่ต่างกันก็มีผลด้วย
  3. แทนนิน มีมากในใบเมี่ยง ใบชะพลู ใบชา จะลดการดูดซึมธาตุเหล็กในอาหาร ดังนั้นควรหลีกเลื่ยงการดื่มชา
  4. ไฟเตต มีมากในธัญพืช พืชตระกูลถั่ว และพืชผักทั่วไป เกลือไฟเตตจะไม่สูญเสียไปในอาหารเมื่อแช่น้ำหรือต้มให้สุก
  5. พืชที่มีธาตุเหล็กสูงสุด 10 อันดับแรก จากรายงานของสถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่
    • ผักกูด 36.3 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • ถั่วฝักยาว 26 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • ผักแว่น 25.2 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • เห็ดวัว (เห็ดฟาง) 22.2 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • พริกหวาน 17.2 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • ใบแมงลัก 17.2 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • ใบกะเพรา 15.1 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • ผักเม็ก 11.6 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • มะกอก (ยอด) 9.9 มิลลิกรัม/100 กรัม
    • กระถิน (ยอดอ่อน) 9.2 มิลลิกรัม/100 กรัม

ธาตุเหล็กในรูปแบบสารประกอบฮีม พบมากในแหล่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ เช่น เลือด ตับ เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยเฉพาะเนื้อแดง ร่างกายจะสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ดี สามารถดูดซึมได้ถึงประมาณร้อยละ 20-30 คนที่มีความต้องการธาตุเหล็กสูงควรกินอาหารประเภทนี้เป็นประจำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สารประกอบธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีม พบได้ในอาหารประเภท ธัญพืช แป้ง ไข่ ผักใบเขียวเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง รวมทั้งถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ แต่ธาตุเหล็กที่ไม่ใช้ฮีม ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้ได้น้อยกว่าประเภทฮีมมาก กล่าวคือสามารถดูดซึมได้เพียงร้อยละ 3-5 เท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากอาหารประเภทนี้ต้องอาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหาร เพื่อช่วยทำให้ธาตุเหล็กออกมาจากอาหารก่อน จากนั้นร่างกายจึงสามารถดูดซึมที่เยื่อบุผิวของลำไส้เล็กได้ อย่างไรก็ตาม การดูดซึมสารประกอบธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีมนี้จะดียิ่งขึ้นถ้ากินร่วมกับเนื้อสัตว์ หรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง จำพวก ฝรั่ง มะละกอ ส้ม เป็นต้น

ในทางตรงกันข้ามสารไฟเตต (phytate) พบในข้าวที่ไม่ได้ขัดสี พืชใบสีเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดแห้ง เช่น ถั่วเหลือง และสารแทนนิน ที่พบในน้ำชา กาแฟ จะขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก ดังนั้น ผู้ที่ไม่นิยมกินอาหารเนื้อสัตว์ การรู้จักจัดองค์ประกอบของอาหารที่กินอย่างเหมาะสมจะทำให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีมไปใช้ได้ดีขึ้น การกินอาหารประเภทข้าวและผักที่เรากินอยู่เป็นประจำนั้น ถ้าเราไม่ได้กินเนื้อสัตว์เลย หรือกินเนื้อสัตว์น้อยกว่า 2 ช้อนใน 1 วัน การดูดซึมธาตุเหล็กที่มีอยู่ในอาหารนั้นจะมีเพียงร้อยละ 3-10 เท่านั้น แต่ถ้าเรากินเนื้อสัตว์เพิ่มเป็น 4-6 ช้อนใน 1 วัน หรือได้วิตามินซีจากผลไม้ 25-75 มิลลิกรัม เช่น กินฝรั่งประมาณครึ่งลูก การดูดซึมของธาตุเหล็กที่มีอยู่ในข้าวและผักนั้นจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 10-12 ยิ่งถ้าเรากินเนื้อสัตว์มากกว่า 6 ช้อนกินข้าวใน 1 วัน หรือได้วิตามินซีมากกว่า 75 มิลลิกรัมต่อวัน ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมไปใช้ได้สูงถึงประมาณร้อยละ 15 การกินอาหารที่มีเนื้อสัตว์ไปพร้อมๆ กับผักและผลไม้สด กินตับสัตว์และเลือดสัตว์ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นแนวทางเบื้องต้นที่ช่วยให้ร่างกายได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่ายจากการขาดธาตุเหล็ก

ปริมาณที่แนะนำในแต่ละวัน

  • ทารก
    • 3 - 5เดือน 6 มิลลิกรัม
  • เด็ก
    • 1 - 8 เดือน 7 มิลลิกรัม
    • 9 -11 เดือน 8 มิลลิกรัม
    • 1 - 9 ปี 10 มิลลิกรัม
  • ผู้ชาย
    • 1 - 9 ปี 12 มิลลิกรัม
    • 10 - 15 ปี 10 มิลลิกรัม
  • ผู้หญิง
    • 10 -49 ปี 15 มิลลิกรัม
    • 50 ปีขึ้นไป 10 มิลลิกรัม
  • หญิงมีครรภ์ 40 มิลลิกรัม
  • หญิงให้นมบุตร 15 มิลลิกรัม
  1. ผลของการขาดธาตุเหล็กจะแสดงอาการออกช้าๆ ทีละเล็กน้อย อาการที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการของเลือดจางเรื้อรัง โดยจะมีอาการเหน็ดเหนื่อย อ่อนเพลียง่าย ปวดศีรษะ เบื่ออาหารบ้าง กินมากเป็นพัก ๆ จุกเสียดยอดอก ใจสั่น หายใจอึดอัดลำบาก เยื่อบุนัยน์ตาซีดขาว เล็บซีด ลิ้นซีด บวมตามข้อ เท้าและมือชา รุ้สึกเสียวตามมือตามเท้า
  2. หากขาดธาตุ เหล็กไปมากๆ เลือดจางมากขึ้น อาการก็จะมีมากขึ้น เล็บแบนและงอนขึ้น มีอาการซีดมากขึ้น เม็ดเลือดแดงมีสีซีดกว่าปกติ
  3. สาเหตุของการขาดส่วนใหญ่เกิดจากการสูญเสียเลือดเป็นระยะเวลานาน การดูดซึมเหล็กเข้าไปไม่เพียงพอ การที่ร่างกายไม่สามารถนำเหล็กที่ถูกดูดซึมแล้วไปใช้ได้ ภาวะที่ร่างกายต้องการเหล็กมากขึ้น การสะสมเหล็กมีน้อยแต่กำเนิด ได้รับอาหารที่มีเหล็กไม่เพียงพอ หลังผ่าตัดกระเพาะอาหารทำให้การดูดซึมไม่ดี
  4. ผลเสียของการที่ร่างกายขาดธาตุเหล็ก ในหญิงตั้งครรภ์พบว่าอัตราการตายของแม่และลูกในครรภ์เพิ่มขึ้นในการคลอด ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง ประสิทธิภาพการเรียนรู้ต่ำกว่าปกติในเด็กที่ขาด เหล็ก นอกจากนี้มีอาการซึมไม่กระตือรือร้น ภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง คนที่ขาด เหล็กจะพบการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจส่วนต้น มีความต้านทานต่ออากาศหนาวน้อยลง กล้ามเนื้อทำงานไม่ได้ตามปกติ
  5. ผลของการได้รับมากไป ถ้าร่างกายมีการสะสมเหล็กมากๆ เนื่องจากความผิดปกติบางอย่าง เหล็กจะถูกสะสมไว้ในรูปฮีโมซิเดอริน ซึ่งเป็นผลึกที่ละลายได้ยาก ทำให้มีการเกาะของ เหล็กแต่ละแห่งมาก โดยเฉพาะในตับและม้าม อาการตามมาคือตับแข็ง

การดูดซึม

ร่างกายสามารถใช้เหล็กในรูปของ เหล็กเฟอริค (ferric iron) หรือ เหล็กเฟอรัส (ferrous iron) ได้ แต่เท่าที่ปรากฎพบว่าตามธรรมชาติ เหล็กในรูปของเหล็กเฟอรัสจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และเหล็กส่วนมากก่อนที่จะถูกดูดซึม จะถูกเปลี่ยนไปเป็นเหล็กเฟอรัส การดูดซึมจะเกิดขึ้นบริเวณส่วนต้นของลำไส้เล็กหลังจากบริโภคแล้วภายใน 4 ชั่วโมง

ปัจจัยที่ส่งเสริมการดูดซึมธาตุเหล็ก

  • ความต้องการ เหล็ก ของร่างกาย ในภาวะที่ร่างกายต้องการ เหล็ก เพิ่ม
  • สภาพที่เป็นอยู่ในลำไส้ ในสภาพที่เป็นกรดในกระเพาะและลำไส้เล็กตอนลบน เหล็ก เฟอริคจะถูกเปลี่ยนเป็นเหล็กเฟอรัส ซึ่งเป็นรูปที่ละลายได้ง่าย
  • ส่วนผสมของอาหารที่บริโภค เหล็ก มีอยู่ในอาหารจากสัตว์ดูดซึมได้ดีกว่า เหล็ก ที่มีอยู่ในพืช

ปัจจัยขัดขวางการดูดซึม

  • แกสโตรเฟอริน เป็นโปรตีนที่จับกับ เหล็กในน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร เมื่อจับกับ เหล็กแล้วจะทำให้เหล็กไม่ถูกดูดซึม
  • ฟอสเฟตและไฟเตตจะไปรวมกับเหล็ก ทำให้เหล็กไม่ละลาย
  • ความเป็นด่างภายในลำไส้ ถ้าความเป็นกรดเป็นด่างสูง เหล็กจะละลายได้ยากขึ้น

อาหารหรือสารเสริมฤทธิ์

  • วิตามินบี 12 ทำหน้าที่ช่วยการปฎิบัติหน้าที่ของเหล็ก
  • กรดโฟลิค ช่วยให้เหล็กเคลื่อนย้ายฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้น
  • วิตามิน ซี ช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในสารประกอบที่มิใช่ฮีม ในการรับประทานอาหารแต่ละมื้อ ควรรับประทานผักสดหรือผลไม้ที่มีวิตามินซีด้วยทุกครั้ง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้มากขึ้น
  • โปรตีนจากเนื้อสัตว์ต่าง ๆ นอกจากมีธาตุเหล็กสูงแล้ว ยังมีผลทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารอื่นดีขึ้นด้วย แต่ถ้ารับประทานไข่โดยเฉพาะไข่แดงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีร่วมด้วย จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กในไข่แดงได้มากขึ้น
  • คาร์โบไฮเดรท น้ำตาลในนม (lactose) ช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีกว่าคาร์โบไฮเดรทชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะนมแม่ ช่วยดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีที่สุด ดีกว่าน้ำตาลซูโคส และดีกว่าอาหารจำพวกแป้ง
  • ไขมัน มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กในรูปของเฟอรัสซัลเฟตได้ดีขึ้น
  • โคบอลต์ เป็นสิ่งจำเป็นต่อการดูดซึมเหล็กเข้าร่างกายดังนั้นเพื่อจะได้เหล็กเพียงพอ จะต้องมีเกลือแร่ดังกล่าวเพียงพอด้วย
  • แมงกานีส
  • ทองแดง
  • กรดไฮโดรคลอริกช่วยในการใช้เหล็กให้เป็นประโยชน์อย่างเต็มที่ ปกติร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารหรือยาที่รับประทานได้ประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น โดยธาตุเหล็กดูดซึมที่ลำไส้เล็กในส่วนของดูโอดีนัมและเจจูนัมส่วนต้น เมื่อรับประทานอาหารและอาหารตกถึงกระเพาะแล้ว กรดเกลือในกระเพาะอาหารจะช่วยให้ธาตุเหล็กออกมาจากอาหาร ทำให้เมื่อธาตุเหล็กมาถึงลำไส้เล็ก จะดูดซึมได้ดีขึ้น แต่ถ้าธาตุเหล็กอยู่ในสารประกอบฮีม จะดูดซึมได้เลย โดยไม่ต้องอาศัยกรดเกลือในกระเพาะอาหาร

อาหารหรือสารต้านฤทธิ์

  • แคลเซียม อาหารที่แคลเซี่ยมฟอสเฟตสูงจะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลงได้
  • ฟอสฟอรัส
  • สารอื่น ๆ ในอาหาร เช่น แทนนิน (tannin) ในน้ำชา กาแฟ และใบเมี่ยง จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารลดลงมาก ฉะนั้นไม่ควรดื่มน้ำชา กาแฟ หรือ เคี้ยวใบเมี่ยง พร้อมอาหาร หรือหลังรับประทานอาหาร
  • ยาลดกรด
  • ยาแอสไพริน ลดไข้ และแก้ปวด
  • สารถนอมอาหาร
  • วิตามิน อี
  • พืชผักที่มีกากมากหรือมีไฟเตท (phytate) สูง จะทำให้การดูดซึมธาตุเหล็กลดลงด้วย

โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก

โรคเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็ก เรียกกันทั่วไปว่าโรคเลือดน้อยหรือโรคซีด ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขในประเทศไทยอยู่ทุกยุคทุกสมัย โรคนี้มีสาเหตุมาจากการได้รับธาตุเหล็กจากอาหารไม่เพียงพอ หรือมีการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง เช่น การเป็นโรคพยาธิปากขอโดยไม่รู้ตัว และเกิดขึ้นกับหญิงที่คลอดลูกถี่หรือมีลูกมากเกินไป สำหรับเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่อยู่ระหว่างการให้นมบุตร ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่ร่างกายมีความต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเลือดจางได้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นด้วย ร่างกายได้รับเหล็กไม่เพียงพอกับความต้องการจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ภาวะพร่องหรือขาดเหล็กแบ่งได้เป็น ๓ ระดับ

  • ระดับเล็กน้อย เหล็กที่สะสมในร่างกายพร่องลงหรือขาดไปบ้าง
  • ระดับปานกลาง เหล็กที่สะสมในร่างกายหมดไปจนขาดธาตุเหล็กในการสร้างเม็ดเลือดแดง ทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย มีอารมณ์ฉุนเฉียวง่าย สมาธิในการทำงานจะน้อยลง ระบบภูมิคุ้มกันลดลง ทำให้เป็นหวัดและติดเชื้อง่าย
  • การขาดเหล็กระดับรุนแรง ร่างกายจะดึงธาตุเหล็กตามอวัยวะต่างๆ ออกมาใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง เช่น นำธาตุเหล็กจากบริเวณเปลือกตาล่างด้านใน ริมฝีปาก ผิวหนัง เป็นต้น หากถึงระดับรุนแรงจะทำให้ร่างกายเกิดอาการซีดเซียวอย่างมาก หลายคนเข้าใจผิดว่าถ้าขาดธาตุเหล็กเมื่อใด สิ่งที่เป็นอันตรายคือมีอาการซีด แต่ที่จริงแล้วผลร้ายจากการขาดธาตุเหล็กเกิดขึ้นก่อนที่จะมีอาการซีดเสียอีก

การขาดธาตุเหล็กในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเป็นระยะเวลานานจะมีผลกระทบต่อระบบการเรียนรู้ บุคลิกภาพ และการเจริญเติบโตของเด็กทารก เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กวัยเรียน นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคและการเจ็บป่วยในทุกกลุ่มอายุ รวมทั้งทำให้การใช้พลังงานของร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง สำหรับในหญิงตั้งครรภ์ที่ขาดธาตุเหล็กจะเพิ่มความเสี่ยงของการแท้งและการตกเลือดระหว่างคลอด หรือการคลอดทารกที่มีน้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ด้วย ธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ ในเด็กทารกแรกเกิดจนอายุ 2 ขวบเป็นอย่างมาก หากเกิดภาวะเลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กในช่วงวัยนี้โดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันท่วงที จะส่งผลต่อศักยภาพการเรียนรู้อย่างถาวร ทำให้เด็กไม่สามารถพัฒนาได้เท่ากับเด็กปกติ การรักษาโดยการเสริมธาตุเหล็กในภายหลังจะแก้ไขได้เพียงภาวะเลือดจาง แต่ไม่ช่วยให้พัฒนาการดีขึ้นทัดเทียมกับเด็กที่ไม่มีการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้น การดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดการขาดธาตุเหล็กในเด็กจึงมีความสำคัญมาก หากผู้ใหญ่ขาดธาตุเหล็กก็จะทำให้ร่างกายอ่อนแอเป็นโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น

การรักษาสมดุลของธาตุเหล็ก

ร่างกายมีลักษณะจำเพาะหลายประการในการรักษาสมดุลของธาตุเหล็ก ในภาวะปกติร่างกายจะสูญเสียเหล็ก โดยการลอกหลุดของเซลล์ออกจากร่างกายโดยทางอุจจาระ ปัสสาวะและเหงื่อ วันหนึ่งๆ จะเสียไปราว 1-1.5 มิลลิกรัม จัดเป็นการสูญเสียขั้นพื้นฐาน นอกนั้นร่างกายสามารถนำเหล็กมาใช้ได้อีก เมื่อเม็ดเลือดแดงหมดอายุ 120 วัน ก็จะแตกตัวถูกทำลายลง ฮีโมโกลบินที่มีธาตุเหล็กอยู่ จะออกมาอยู่ในกระแสเลือดและถูกทำลายไป ในการสะสมธาตุเหล็ก ร่างกายจะเก็บไว้ได้จำนวนหนึ่งเพื่อนำไปใช้ในช่วงที่ร่างกายต้องกายเหล็กมากขึ้น เช่น ระยะท้ายของการตั้งครรภ์ นอกจากนี้ร่างกายยังสามารถเพิ่มการดูดซึมเหล็กได้ด้วยถ้าเกิดการขาดเหล็กขึ้น

 

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

 

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที