06
Aug 10
User Rating:  / 3
PoorBest 

ใยอาหารกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ ใยอาหาร (dietary fiber) หมายถึง ส่วนของอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และร่างกายไม่มีน้ำย่อยที่จะสามารถมาย่อยส่วนที่เป็นใยอาหารนี้ได้ จนกระทั่งถูกขับถ่ายออกมา ใยอาหารไม่มีส่วนประกอบที่เป็นสารอาหาร และไม่ให้พลังงานใดๆ ทั้งสิ้น ใยอาหารมีเฉพาะในพืชเท่านั้น ไม่พบใยอาหารที่มาจากสัตว์เลย ใยอาหารช่วยลดอัตราการเกิดของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เนื่องจากใยอาหารมีผลทำให้อาหารที่เราทานเข้าไป ผ่านจากกระเพาะอาหารไปยังลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ และทวารหนักได้อย่างรวดเร็วขึ้น ดังนั้น เวลาของการสัมผัสระหว่างสารพิษ หรือสารที่ก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป กับเยื่อบุลำไส้จะน้อยลง ทำให้พบมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยลงไปด้วย จากสถิติการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่พบว่า ผู้ที่ไม่ค่อยชอบรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร จะเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากกว่า

ใยอาหารมีผลกับการถ่ายอุจจาระ ทั้งนี้เพราะใยอาหารอมน้ำในลำไส้ใหญ่ ทำให้น้ำหนักของใยอาหารเพิ่มได้ 4-6 เท่า มีผลให้สำไส้ใหญ่บีบตัวบ่อยขึ้น และน้ำหนักของอุจจาระเพิ่มมากขึ้น ลักษณะของอุจจาระไม่แข็ง ใยอาหารสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดโดยใยอาหารจับเอาโคเลสเตอรอลไว้ ทำให้ปริมาณของโคเลสเตอรอลที่จะดูดซึมเข้าร่างกายน้อยลง ซึ่งเท่ากับเป็นการป้องกันโรคหัวใจขาดเลือดไปในตัวด้วย อาหารธัญพืชอัน ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอต ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ฯลฯ และผักผลไม้ ล้วนมีแหล่งอันอุดมของไฟเบอร์ เพียงแค่รับประทานผักผลไม้ให้ได้วันละ 5 ถ้วย ก็จะได้ไฟเบอร์เพียงพอ

คำจำกัดความของใยอาหารสมัยก่อน หมายถึง ส่วนที่เหลือของเซลล์พืช หลังจากการย่อยโดยเอ็นไซม์ของระบบทางเดินอาหารในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเป็นคำจำกัดความทางสรีรวิทยาพยายามที่จะโยงความสัมพันธ์ของกระบวนการย่อยภายในทางเดินอาหาร ซึ่งจะรวมทั้งผนังเซลล์พืช เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส เพคทิน ลิกนิน รวมทั้ง กัม และมิวซิเลจ ส่วนคำจำกัดความทางเคมีอธิบายได้ว่า ใยอาหารเป็น plant non-starch polysaccharides

ประโยชน์ของใยอาหารต่อร่างกาย

  1. ลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด มีการศึกษามากมายทั้งในคน และสัตว์ทดลองเพื่อทดสอบความสำคัญของใยอาหารชนิดต่างๆ ต่อการลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือด ผลการศึกษาพบว่า ใยอาหารที่ละลายน้ำสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดของมนุษย์ และโคเลสเตอรอลในเลือด และตับของสัตว์ทดลอง ส่วนใหญ่สามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในเลือดอยู่ในช่วงร้อยละ 5-10 และลดระดับโคเลสเตอรอลได้สูงสุดถึงร้อยละ 25
  2. ลดระดับน้ำตาลในเลือด การบริโภคในอาการที่ละลายน้ำจะลดระดับน้ำตาล และอินสุลิน ในเลือดหลังการบริโภคอาหาร ผลการศึกษานี้เกิดขึ้นเมื่อใยอาหารถูกบริโภคพร้อมน้ำตาลกลูโคสสูง หรือบางส่วนของมื้ออาหารทั้งในคนปกติ และผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  3. ช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น อาหารที่มีใยอาหารมีผลเพิ่มน้ำหนักอุจจาระ และระบายบ่อยขึ้น ช่วยเจือจางปริมาณสารพิษในลำไส้ใหญ่ และทำให้การเตรียมสารสำหรับถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยปกติ ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เช่น รำข้าวสาลี ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระอย่างมากอันเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคท้องผูกและริดสีดวงทวาร
  4. ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ บทบาทที่สำคัญของใยอาหารคือการบริโภคใยอาหารมากเท่าใด จะยิ่งช่วดลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ จุลินทรีย์จะถูกกระตุ้นโดยอาหารที่ใยอาหารต่ำ ทำให้เกิดการรวมตัวของสารก่อมะเร็ง ประโยชน์ของใยอาหารในการป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ คือทำให้อุจจาระผ่านออกจากลำไส้ใหญ่เร็วขึ้น จนทำให้สารก่อมะเร็งเจือจางไม่อยู่ในระดับที่เป็นพิษต่อร่างกายย
  5. ช่วยป้องกันโรคอ้วน จากการศึกษาผู้ป่วยโรคอ้วนเพศหญิงโดยให้รับประทานเมล็ดแมงลักผงสกัดวันละ 4 กรัม ก่อนอาหารเช้าหรือกลางวัน และมื้อเย็น 2 กรัม ก่อนอาหารโดยนำเมล็ดแมงลักผลสกัด 2 กรัมละลายน้ำประมาณ 200 มิลลิลิตรจนพองเต็มที่จึงดื่มแมงลักสกัด พบว่าน้ำหนักตัวลดลง 1-4 กิโลกรัม ในระยะเวลา 12 เดือน
  6. ลดการนำไปใช้ประโยชน์ของสารอาหาร ภายในลำไส้เล็กส่วนประกอบของอาหารจะถูกย่อยและสารอาหารจะถูกดูดซึมผ่านเซลล์เยื่อบุ ใยอาหารชนิดต่างๆ สามารถ ยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์จากตับอ่อนที่ใช้ย่อยคาร์โบไฮเดรท ไขมัน และ โปรตีน

ชนิดของใยอาหาร

  1. ใยอาหารแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ ชนิดที่ไม่ละลายในน้ำ กับชนิดที่ละลายในน้ำ
  2. ใยอาหารประเภทไม่ละลายในน้ำ สามารถดูดซึมน้ำได้มาก จึงจำเป็นที่จะต้องดื่มน้ำมากขึ้นเมื่อบริโภคใยอาหารชนิดนี้ ทำให้เวลารับประทานอาหารแล้วจะเต็มกระเพาะ และอิ่มเร็วขึ้น นอกจากนี้แล้วเมื่ออยู่ในลำไส้ใหญ่ ใยอาหารจะจับตัวกับอุจจาระทำให้นิ่มขึ้นสามารถขับถ่ายออกได้อย่างสะดวกสบาย และรวดเร็ว จะไม่มีสิ่งสกปรกตกค้างในร่างกาย ใยอาหารประเภทนี้จะมีจำนวนมากในรำธัญพืชต่างๆ ถั่วต่างๆ โดยเฉพาะถั่วเปลือกแข็ง รำข้าวสาลีเป็นตัวอย่างที่ดีมาก
  3. ใยอาหารที่ละลายในน้ำได้ มีความสามารถดูดซึมน้ำเหมือนกัน แต่จะรวมตัวกับอาหารต่างๆ ในกระเพาะเป็นเจลที่มีลักษณะหนืด ออกจากกระเพาะไปสู่ลำไส้อย่างช้าๆ จะทำให้หิวช้าลง และควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี พืชตระกูลถั่วต่างๆ รำข้าวโอ๊ต และผลไม้ จะมีใยชนิดนี้สูง สำหรับคนที่เป็นเบาหวาน ถั่วจะเป็นแหล่งใยชนิดนี้ดีกว่าผลไม้เพราะปริมาณน้ำตาลจะต่ำกว่า ใยอาหารที่ละลายน้ำพบในถั่วบางชนิด ผลไม้ และธัญพืช เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ใยอาหารชนิดนี้ ถึงแม้จะละลายน้ำได้โดยอยู่ในรูปเจล แต่จะไม่ถูกยอ่ยโดยเอ็นไซม์ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์กระเพาะเดี่ยว
  4. รำธัญพืช มีปริมาณใยอาหารสูงซึ่งดีต่อร่างกายมนุษย์ แต่มีสารบางตัวที่กันไม่ให้มีการดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ได้ ใยอาหารที่เราบริโภคในแต่ละวันไม่ควรมากไปกว่าความต้องการของร่างกายหากสุขภาพดีอยู่แล้วปริมาณใยอาหาร 30 กรัมต่อวันก็เพียงพอ
  5. ถึงแม้ใยอาหารทั้งสองชนิดที่กล่าวมานั้นจะมีความสามารถแตกต่างกัน แต่ความสำคัญไม่น้อยกว่ากันเลย จึงควรบริโภคใยอาหารที่มาจากแหล่งธรรมชาติจะดีกว่าอาหารเสริมเพราะจะได้ทั้งสองชนิด

ฉลากแสดงปริมาณใยอาหาร

  1. ต้องแจ้งปริมาณของใยอาหารทั้งหมดมีหน่วยเป็นกรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง
  2. กรณีที่ปริมาณของใยอาหารทั้งหมดมีน้อยกว่า 1 กรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง ไม่จำเป็นต้องแจ้งที่ฉลาก หรืออาจแจ้งโดยใช้ข้อความว่า "น้อยกว่า 1 กรัม" หากมีน้อยว่า 0.5 กรัมอาจแจ้งว่า "0" และถ้าไม่มีเลยให้ใช้ข้อความว่า "ไม่ใช่แหล่งของใยอาหาร"
  3. สำหรับการแจ้งประมาณใยอาหารที่ละลายได้ และปริมาณใยอาหารที่ไม่ละลาย ให้เป็นไปตามความสมัครใจ แต่ถ้ามีการระบุที่ฉลากต้องแจ้งปริมาณด้วย โดยที่ถ้าน้อยกว่า 1 กรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง อาจจะแจ้งโดยใช้ข้อความว่า "น้อยกว่า 1 กรัม" และหากมีน้อยกว่า 05. กรัม อาจแจ้งว่า "0"

วิธีวิเคราะห์ปริมาณใยอาหาร

  1. การวิเคราะห์ปริมาณใยอาหารได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และยังต้องมีการพัฒนาอีกต่อไป เนื่องจากวิเคราะห์โดยวิธีใดวิธีหนึ่งไม่สามารถให้ผลการวิเคราะห์ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ต่างๆ ได้ทั้งหมด ดังนั้น การเลือกใช้วิธีวิเคราะห์จะขึ้นอยู่กับความต้องการของนักเคมีแต่ละคน
  2. นักเคมีต้องเป็นผู้ประเมินวิธีวิเคราะห์ที่จะใช้โดยดูจากวิธีที่เลือกนั้นสามารถให้ข้อมูลที่ตนสนใจได้หรือไม่ ความแม่นยำ ความเที่ยงตรง ประสิทธิภาพค่าใช้จ่าย บุคลากร รวมทั้งพิจารณาจากข้อกำหนดต่างๆ ของกฎหมายอาหารด้วย
  3. วิธี enzymatic-gravimetric method เป็นวิธีวิเคราะห์ที่ใช้เอ็นไซม์ในการย่อยตัวอย่าง แล้วชั่งน้ำหนักตัวอย่างที่เหลือจากการย่อย โดยนำค่าแบลงก์ปริมาณโปรตีน และปริมาณเถ้าของสิ่งที่เหลือจากการย่อยมใช้ในการคำนวณปริมาณใยอาหาร
  4. วิธี non-enzymatic-gracimetic method เป็นวิธีวิเคราะห์ที่ใช้สารละลายเคมีในการย่อย แล้วชั่งน้ำหนักตัวอย่างที่เหลือจากการย่อย
  5. วิธี enzymatic chemical method เป็นวิธีวิเคราะห์ที่ใช้เอ็นไซม์ในการย่อยตัวอย่าง แล้ววิเคราะห์สิ่งที่เหลือโดยวิธีเคมี คือ ย่อยพอลิกแซ็กคาไรด์นั้นด้วยกรดอีกครั้งได้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว และวิเคราะห์น้ำตาลโดยแก๊ส ลิควิด โครมาโตกราฟฟี (gas liquid chromatography หรือ GLC) หรือ โดยวิธีไฮเพอร์ฟอร์แมนซ์ ลิควิด โครมา-โตกราฟฟี (high performance liquid chromatography หรือ HPLC) ส่วนกรดยูโรนิกวิเคราะห์โดยใช้วิธีวัดสี (colorimetric method)
  6. สำนักงานคณะกรรมการการอาหารและยาและกระทรวงเกษตรของประเทศสหรัฐอเมริกาผู้ประกาศใช้กฏหมาย NLEA ให้ใช้วิธีวิเคราะห์ปริมาณใยอาหารแบบวิธีเอ็นไซเมติก-กราวิเมตริกโดยวิธี official nethods of analysis ของ The Association of Official Analytical Chemists (AOAC) โดยใช้เหตุผลว่า เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการวิเคราะห์ ที่เป็นงานประจำเพื่อใช้ผลการวิเคราะห์นั้นแสดงคุณค่าทางโภชนาการที่ฉลาก และวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมคุณภาพ
  7. หลักการวิเคราะห์ปริมาณใยอาหารทั้งหมด ใช้ตัวอย่างที่ทำให้แห้งแล้ว กำจัดไขมันออกถ้าตัวอย่างมีไขมันเกิน 10% ทีละกรัม 2 ที นำมาย่อยด้วยอัลฟา-อะมิเลส ที่ทนความร้อน โปรติเอส และอะมิโลกลูโคซิเดส เพื่อกำจัดแป้งและโปรตีนเติมเอทานอลความเข้มข้น 95% จำนวน 4 เท่า ของปริมาตรของสารที่ย่อยแล้ว เพื่อตกตะกอนใยอาหารที่ละลายได้ ความเข้มข้นของเอทานอลรวมคือ 70% กรองแล้วล้างส่วนที่กรองได้ด้วยเอทานอลที่มีความเข้มข้น 78% ทำให้แห้ง ชั่งน้ำหนัก วิเคราะห์ปริมาณโปรตีน และเถ้าของสิ่งที่กรองได้ รวมทั้งทำแบลงก์ เพื่อนำมาคำนวณหาปริมาณใยอาหารทั้งหมด ซึ่งเท่ากับน้ำหนักส่วนที่กรองได้ ลบด้วยปริมาณโปรตีนและเถ้าที่เหลือจาการย่อย

ข้อควรปฏิบัติเพื่อเพิ่มปริมาณเส้นใยอาหารในชีวิตประจำวัน

  1. รับประทานผัก ผลไม้สดที่ไม่ต้องปอกเปลือกให้มากขึ้น เช่น แตงกวา ฝรั่ง แอปเปิ้ล องุ่น ละมุด
  2. รับประทานอาหารประเภทถั่วเปลือกแข็ง พืชตระกูลถั่ว ผลิตภัณฑ์จากถั่วทุกชนิดให้มาก ขึ้น (ยกเว้นผู้ที่มีกรดยูริกสูง)
  3. รับประทานผลไม้แทนขนมหวานต่างๆ หลังอาหาร
  4. รับประทานผักสด อย่างน้อยวันละ 1-2 ถ้วย
  5. ปริมาณใยอาหารในแต่ละวันไม่ควรต่ำกว่า 20 กรัม
  6. หลีกเลี่ยงอาหารที่ได้ผ่านกรรมวิธีที่ทำลายใยอาหาร เช่น ขัดสี เคี่ยวจนเละ

กัม

  1. กัมเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลของน้ำตาลจำนวนมาก และในหมู่โมเลกุลน้ำตาล บางหมู่มีกลุ่มกรดยูโรนิค
  2. ไม่มีโครงสร้างทางเคมีที่แน่นอนสำหรับกัม
  3. กัมบางชนิดก็ไม่ละลายน้ำ
  4. กัมอารบิก เป็นพันธุ์ไม้ที่รู้จักและแจกแจงนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวาง เป็นวัตถุทางพาณิชย์มากกว่า 4,000 ปี ก่อนคริสตศักราช ได้นำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในประเทศอียิปต์ช่วงจักรวรรดิ์ฟาโรห์ โดยนำมาใช้ทำน้ำหมึก สีน้ำ และสีย้อมผ้า หรือแม้แต่น้ำยาผสมอาบผ้าทำมัมมี่ และได้ทำการขนส่งไปยังยุโรปจากท่าขนส่งของชาวอาหรับ
  5. ลักษณะเฉพาะของกัม เป็นน้ำยางแห้งที่เก็บมาจากข้อ และกิ่งของต้นยางอากาเชีย มีลักษณะรูปทรงเป็นเม็ดค่อนข้างกลมหรือเหลี่ยมนิดหน่อย มีสีใส ขาวจนถึงสีเหลืองจืด มีหลายขนาดทั้งเป็นเกล็ด และเหลี่ยม ไม่มีรสชาด ไม่มีกลิ่น และไม่มีสี ละลายได้ดีทั้งในน้ำร้อน และน้ำเย็น ไม่เป็นพิษ และไม่เกิดแคลอรี่ ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และไม่มีผลกระทบต่อ รส กลิ่น หรือสี ในสิ่งที่เติมลงไป
  6. ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมอาหารและเบเกอรี่ ขนมหวาน ลูกอม และหมากฝรั่ง เครื่องดื่ม น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม เภสัชภัณฑ์ และวิตามินต่าง ๆ เคมีภัณฑ์ และเครื่องสำอาง น้ำหมึก สี และสีย้อมผ้า ผลิตภัณฑ์ไฮไฟเบอร์เพื่อสุขภาพ เคลือบผิว

เพคติน

  1. เพคทินเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ เป็นสารประกอบที่มีโมเลกุลของน้ำตาลจำนวนมาก และในหมู่โมเลกุลของน้ำตาลจำนวนมาก และในหมู่โมเลกุลของน้ำตาล บางหมู่ที่มีกลุ่มเมทิล และกลุ่มกรดยูโรนิค เพคทินพบมากในผนังเซลล์พืช ทำหน้าที่ยึดเซลล์ให้เชื่อมติดต่อกัน
  2. เพคทินบางชนิดไม่ละลายน้ำ ถ้ากลุ่มไฮดรอกซิลในกรดถูกอทนที่ด้วยกลุ่มเมทิล สารประกอบเพคทินนั้นก็จะละลายได้ในสารละลายด่าง
  3. เพคตินนิยมใช้ในอาหารประเภทแยม เยลลี่ แป้งฟู เครื่องดื่มและ ผลิตภัณฑ์ที่มีลักษณะเนื้อคล้ายเยลลี่ การเติมเพคตินจำนวนเล็กน้อยลงในโยเกิร์ตจะช่วยปรับปรุงลักษณะเนื้อของโยเกิร์ตให้ดีขึ้น สำหรับน้ำผลไม้เข้มข้นจะเติมเพคตินเพื่อช่วยเพิ่มความคงตัวให้กับอนุภาคของเนื้อผลไม้ ทำให้อนุภาคกระจายตัวแขวนลอยอยู่ได้โดยไม่ตกตะกอน ในน้ำผลไม้ผงสำเร็จรูปจะมีการเติมเพคตินลงไปเพื่อให้เกิดความรู้สึกเหมือนน้ำผลไม้ธรรมชาติขณะดื่มในผลิตภัณฑ์ เช่น แยม ที่นำมาเติมในทาร์ตจะให้ลักษณะผิวเรียบเป็นเงาหลังจากอบแล้ว และทนต่อการอบ
  4. เพคตินได้จากการสลายโปรโตเพคตินที่มีอยู่ในเนื้อเยื่อพืช จะประกอบไปด้วยน้ำตาลหลายชนิด เช่น rhamnose, galactose, arabinose และน้ำตาลอื่นๆ จำนวนเล็กน้อย เพคตินมีน้ำหนักโมเลกุลสูงประกอบด้วยโพลิเมอร์ของ D-galacturonic acid เป็นสายหลัก และมีกิ่งแขนงและบางส่วนของหมู่คาร์บอกซิล จะถูกเอสเทอริไฟด์ด้วยหมู่เมทธิลเป็นเมทธิลเอสเทอร์
  5. เพคตินจากวัตถุดิบแต่ละแหล่งมีโครงสร้างที่แตกต่างกัน และเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนมาก

มิวซิเลจ

  1. มิวซิเลจเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ ถูกหลั่งในเอนโดสเปิร์มของเซลล์พืช
  2. ทำหน้าที่ป้องกันการเกิดขาดน้ำที่มากเกินไป
  3. งานวิจัยของไทยเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์จากแมงลัก การทดลองใช้มิวซิเลจ (สารเมือก) จากเมล็ดแมงลักเป็นสารให้ความคงตัวแทนกัวร์กัมในการผลิตไอศกรีมกล้วยหอม พบว่าเมื่อปริมาณของมิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักเพิ่มขึ้น ไอศกรีมจะมีความหนืดสูงขึ้น เมื่อนำมาทดสอบทางประสาทสัมผัสเปรียบเทียบกับไอศกรีมกล้วยหอมสูตรมาตรฐาน ที่ใช้กัวร์กัมเป็นสารให้ความคงตัว พบว่าสูตรที่ใช้มิวซิเลจจากเมล็ดแมงลักร้อยละ 0.5 มีเนื้อสัมผัส การละลายในปาก และความชอบโดยรวมสูงกว่า และมีปริมาณเส้นใยสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แปลว่าไอศกรีมสารเมือกเมล็ดแมงลักอร่อยกว่าไอศกรีมที่ทำจากกัวร์กัม และมีคุณค่าอาหารสูงกว่าด้วย
  4. พืชพวกกระบองเพชรมีสารมิวซิเลจจำนวนมาก เป็นโปลีแซคคาไรด์เชิงซ้อน ลักษณะคล้ายวุ้นเหลว หรือเยลลี่ ดูดน้ำ ช่วยคุมน้ำตาลกลูโคลในคนที่เป็นเบาหวาน โดยไม่พึ่งอินซูลินสามารถลดไตรกลีเซอร์ไรด์ และโคเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นต่ำ นอกจากนี้ยังเพิ่มธาตุเหล็ก บรรเทาโรคโลหิตจาง ผลแก้วมังกรมีคุณค่าทางอาหาร มีสรรพคุณป้องกันโรคหัวใจ ความดันโลหิตตับ เบาหวาน มะเร็งลำไส้ และต่อมลูกหมาก เสริมสร้างภูมิต้านทานกระดูก ฟัน และกล้ามเนื้อ
  5. แก้วมังกร ปัจจุบันกลายเป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ใช้บริโภคลดน้ำหนัก และเมื่อปากต่อปากบอกว่าได้รับประทานแล้วอิ่มลดน้ำหนักได้จริง ผลไม้ชนิดนี้จึงเริ่มเป็นที่นิยม และมีเกษตรกรในประเทศไทยปลูกกันมากขึ้น ทั้งที่รากเหง้าของไม้พันธุ์นี้จะเกิดและเติบโตเป็นพันธุ์แท้อยู่ที่ประเทศเวียดนาม ถือเป็นแหล่งปลูกแก้วมังกรที่มีมาช้านานและคนเวียดนามจะรู้จักกันดี

เซลลูโลส

  1. เซลลูโลสเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เป็นสว่นประกอบสำคัญของผนังเซลล์พืช
  2. ประกอบด้วยโมเลกุลของกลูโคสเป็นจำนวน 1,000 โมเลกุล คล้ายกับแป้ง แต่ไม่ถูกยอ่ยโดยเอ็นไซม์ ในระบบทางเดินอาหารของสัตว์กระเพาะเดี่ยว
  3. เซลลูโลสพบมากในพืชสีเขียว และแบคทีเรียบางชนิด เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ แต่ละปีคาดว่าพืชผลิตเซลลูโลสประมาณ 1014 กิโลกรัม (แสนล้านตัน) วุ้นมะพร้าวที่ทำจากการหมักของน้ำมะพร้าวด้วยแบคทีเรีย เป็นเซลลูโลสเช่นกัน
  4. เซลลูโลสเป็นโปลิแซคาไรด์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยน้ำตาล ดี-กลูโคส จับกันเป็นสายยาวโดยไม่มีกิ่งก้านสาขา ยาวถึง 2,000 – 10,000 หน่วยกลูโคส หน่วยกลูโคสที่เหมือนกันหมดแต่ละตัวจะจับกับตัวต่อไปโดยพันธะโควาเลนท์ประเภทไกลโคซิดิกบอนด์ตลอดทั้งสาย
  5. สายเซลลูโลสในพืชวางตัวเป็นชั้นๆ มีพันธะไฮโดรเจนระหว่างหน่วยกลูโคสต่างๆ ที่อยู่ในชั้นที่ติดกัน และระหว่างหน่วยกลูโคสต่างๆ ในสายเดียวกันด้วย ทำให้เกิดเป็นแผ่นเซลลูโลสที่ละลายน้ำได้ยาก และย่อยด้วยเอนไซม์ได้ไม่ง่ายนัก แต่เมื่อเซลลูโลสแตกออกมาจนเป็นน้ำตาล ดี-กลูโคส ได้โดยวิธีการต่างๆ เราสามารถใช้น้ำตาลกลูโคสหน่วยเดี่ยวนี้มาเป็นอาหารของคน และสัตว์ทั่วไปได้

เฮมิเซลลูโลส

  1. เฮมิเซลลูโลสเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์พืช ประกอบด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเชิงเดี่ยวโมโนแซคคาไรด์ชนิดต่างๆ ตั้งแต่สองชนิดขึ้นไปเป็นจำนวน 100 โมเลกุลที่มีคุณสมบัติในการละลายเหมือนกันคือ ละลายได้ในสารละลายด่าง
  2. น้ำตาลเชิงเดี่ยวนี้แบางได้เป็น 2 ชนิดคือ เพนโทแซนส์ (pentosans) และ เฮกโซแชนส์ที่ไม่ใช่เซลลูโลส (non cellulose hexosans)
  3. น้ำตาลเชิงเดี่ยวที่พบมากในเฮมิเซลลูโลสคือ ดี-ไซแลนส์ (D-xylans)และ ดี-กลูโค-ดีแมนแนนส์ (D-gluco-D-mannans) และมีไซด์เซนส์เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยวชนิดอื่นๆ เช่น แอล-อะราบิโนส์ (L-arabinoses)

ลิกนิน

  1. ลิกนินเป็นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เป็นสารประกอบเชิงซ้อนของแอลกอฮอล์ที่พืชผลิตเมื่อแก่ขึ้น
  2. ทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชมีโครงสร้างที่แข็งแรง เช่น เปลือกนอกของธัญพืช ซึ่งถูกทำลายในกระบวนการขัดสี
  3. ลิกนินเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของพืชในไม้เนื้อแข็ง จะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 17–25 ในไม้เนื้ออ่อนจะมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 24–32 ในเส้นใยเปลือกลำต้น เช่น ป่านลินิน ป่านมนิลา และปอ มีอยู่เล็กน้อยและแทบจะไม่มีเลยในเส้นใยฝ้าย
  4. ลิกนิกเป็นสารประกอบพอลิเมอร์ไม่มีรูปผลึก จะเกาะกันอยู่ในชั้นระหว่างเส้นใย ซึ่งทำหน้าที่ ยึดเกาะเส้นใยเข้าด้วยกัน และมีบางส่วนผสมอยู่ในเส้นใยด้วย โครงสร้างพื้นฐานของลิกนินคือ phenylpropane หรือสาร ประกอบไฮโดนคาร์บอนที่มีคาร์บอน 9 อะตอม ประมาณร้อยละ 65–67
  5. ปัจจุบันยังไม่สามารถแยกลิกนินบริสุทธิ์ออกมาได้ ใช้เป็นสารยึดติด เช่น สารกันซึม สารเชื่อมติด และสารเคลือบ ในอุตสาหกรรมกระดาษ ใช้ในด้านเคมีภัณฑ์เกษตร ได้แก่ เคมีภัณฑ์ปรับปรุงดิน เคมีภัณฑ์ควบคุมฝุ่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช ใช้ในการหมัก และเป็นสารเติมแต่งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น
  6. ใช้ทำเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตน้ำให้บริสุทธิ์ และเคมีภัณฑ์ที่ใช้ในการบำบัดน้ำเสีย ได้แก่ สารพวกแลกเปลี่ยนไอออน ใช้ผสมในซีเมนต์ เพื่อเพิ่มคุณสมบัติ เช่น ช่วยให้การแข็งตัวของซีเมนต์ดี เพิ่มความแข็งแรงคงทน ใช้ในอุตสาหกรรมขุดเจาะน้ำมัน อุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมฟอกหนัง และอุตสาหกรรมแบตเตอรี ใช้เป็นสารช่วยกระจาย มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมหลายอย่างเช่น การกำจัดหมึกในอุตสาหกรรมกระดาษ การชุบเคลือบ และอุตสาหกรรมสิ่งทอ ได้แก่ การฟอกย้อม เป็นต้น

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที