04
Dec 09
User Rating:  / 11
PoorBest 

ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ในสภาวะปกติเลือดที่จะไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดในสภาพของเหลวได้เนื่องจากมีขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการห้ามเลือด (Hemostasis) ขบวนการดังกล่าวประกอบด้วย 4 ส่วนประกอบหลัก คือ หลอดเลือด เกล็ดเลือด การสร้างลิ่มเลือด และการสลายลิ่มเลือด

ขบวนการห้ามเลือดเป็นขบวนการทางชีวเคมีที่สำคัญของร่างกาย ทำหน้าที่ควบคุมให้เลือดคงสภาพเป็นของเหลวไหลเวียนเป็นปกติอยู่ภายในหลอดเลือด และเปลี่ยนสภาพเป็นลิ่มเลือด เพื่อให้เลือดหยุด เมื่อมีการทำลายของหลอดเลือด ทั้งนี้จะต้องอาศัยความสมดุลระหว่างสองขบวนการสำคัญ ได้แก่ ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด และขบวนการสลายลิ่มเลือด ซึ่งขบวนการเหล่านี้ต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบจึงจะมีประสิทธิภาพ และต้องอยู่ในภาวะสมดุล ถ้าเกิดการเสียสมดุลจะทำให้เกิดความผิดปกติ เช่น ถ้าเกิดการเสียสมดุลของการทำงานของระบบห้ามเลือด ก็จะทำให้มีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ หรือมีภาวะการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือด หรือเกิดภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่ายผิดปกติ

หน้าที่ของหลอดเลือดในการห้ามเลือด

  1. เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกิดการฉีกขาด และเกิดรอยรั่ว หลอดเลือดจะหดตัว เป็นการจำกัดจำนวนเลือดไม่ให้สูญเสียออกไป
  2. ขบวนการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และทันทีที่หลอดเลือดได้รับอันตราย และถูกควบคุมโดยระบบประสาท และฮอร์โมน โดยเฉพาะจาก adrenaline, ADP, kinins, และ thromboxane ซึ่งเป็นสารที่สร้างมาจากเกล็ดเลือด
  3. เซลล์เยื่อบุผนังหลอดเลือด จะสร้างสารที่จำเป็นสำหรับการสร้างลิ่มเลือดขึ้น และเมื่อเกิดอันตรายขึ้นกับชั้นเยื่อบุภายในหลอดเลือด จะทำให้ชั้นใต้เยื่อบุภายในหลอดเลือด สัมผัสกับเลือด และส่วนประกอบของเลือด ทำให้เกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดถูกกระตุ้น และมาเกาะกลุ่มกันอยู่ตรงบริเวณนั้น
  4. นอกจากนั้นจะเกิดการกระตุ้นปัจจัยแข็งตัวของเลือดชนิดอินทรินซิคให้ทำงาน และที่สำคัญคือ เซลล์ในชั้นเยื่อหุ้มภายนอกหลอดเลือด จะมีการสร้าง tissue factor ซึ่งถือเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของขบวนการแข็งตัวเป็นลิ่มของเลือด
  5. หลอดเลือด นอกจากจะทำหน้าที่เป็นช่องทางของการไหลเวียนของเลือดไปทั่วร่างกายแล้ว เซลล์บุผิว และผนังของมันยังทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสำคัญต่างที่มีผลอย่างมากต่อการขบวนการห้ามเลือดเช่น PGI2, vWF, t-PA

หน้าที่ของเกล็ดเลือดในการห้ามเลือด

  1. เกล็ดเลือดช่วยเสริมความแข็งแรงของหลอดเลือด ทำให้เม็ดเลือดไม่สามารถลอดแทรกผนังหลอดเลือดออกมาภายนอกหลอดเลือดได้
  2. เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เกล็ดเลือดจะรวมตัวกันสร้าง platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่มีการฉีกขาด ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในสองอันแรกของร่างกายที่จะทำให้เลือดหยุดไหล
  3. ทั้งเกล็ดเลือด และหลอดเลือดยังมีความสำคัญสำหรับเมตะบอลิสมของ arachidonic acid ทำให้ได้ผลผลิตเป็น thromboxane A2 (TXA2) และ prostacyclin (PGI2) ที่มีหน้าที่ตรงข้ามกัน คือ TXA2 เป็นตัวกระตุ้นให้เกล็ดเลือดมาเกาะกลุ่มกัน ในขณะที่ PGI2 ทำหน้าที่ยับยั้งการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
  4. เกล็ดเลือดช่วยเพิ่มความแข็งแรงแก่หลอดเลือด และมีส่วนช่วยอย่างมากต่อขบวนการแข็งตัวของเลือด โดยทำหน้าที่ป้อนสารฟอสโฟไลปิด เพื่อทำให้ขบวนการแข็งตัวของเลือดเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ได้
  5. เกล็ดเลือดที่อยู่ในระบบไหลเวียนเลือดของร่างกาย มีรูปร่างกลม ขนาด 1.5-3 นาโนเมตร เป็นเซลล์ที่ไม่มีนิวเคลียส สร้างมาจากซัยโตพลาสซึมของ megakaryocyte ในไขกระดูก วันละประมาณ 35 x10^9 ตัว และจะมีอายุประมาณ 9-10 วันในระบบไหลเวียนเลือด
  6. ในคนปกติจะมีประมาณ 150-400 x 10^9 ตัว/เลือด 1 ลิตร
  7. ประมาณหนึ่งในสามของเกล็ดเลือดจะอยู่ในม้าม ในภาวะปกติเกล็ดเลือดจะลอยอยู่ในกระแสเลือด ไม่เกาะกันเอง หรือกับเซลล์เม็ดเลือดอื่นๆ และไม่เกาะติดกับผนังของหลอดเลือด

ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิ

ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดปฐมภูมิเป็นกลไกห้ามเลือดที่จะเกิดขึ้นเป็นอันดับแรก เมื่อหลอดเลือดได้รับอันตราย เป็นกลไกที่เกี่ยวกับระบบหลอดเลือด และเกล็ดเลือด โดยที่หลอดเลือดที่ได้รับอันตรายจะมีการหดตัว ทำให้เลือดผ่านหลอดเลือดมาที่บริเวณนั้นได้น้อยลง เป็นการป้องกันการเสียเลือด การหดตัวของหลอดเลือดนี้ถูกควบคุมโดยระบบประสาท และระบบฮอร์โมน รวมทั้งสารเคมีที่สร้างจากเกล็ดเลือดด้วย เช่น ซีโรโทนิน, TXA2 นอกจากหลอดเลือดจะหดตัวแล้วเกล็ดเลือดที่อยู่ในกระแสเลือดจะรวมตัวกันเกิดเป็น platelet plug อุดที่รอยรั่วนั้น

ระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิ

การเกิดลิ่มเลือดชนิดปฐมภูมิทำให้เกิด platelet plug มาอุดตรงบริเวณหลอดเลือดที่ได้รับอันตราย และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ แต่ platelet plug ที่เกิดขึ้นนั้น ยังไม่แข็งแรง สามารถที่จะหลุดออกไปจากบริเวณหลอดเลือดนั้น และทำให้เกิดเลือดออกได้อีก ดังนั้น จึงต้องมีระบบการแข็งเป็นลิ่มของเลือดชนิดทุติยภูมิเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนไฟบริโนเจน ให้เป็นไฟบริน รัดรอบ platelet plug นั้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ทำให้สามารถห้ามเลือดได้ดีขึ้น ปฏิกิริยาการเกิดไฟบรินจะใช้เวลานานหลายนาทีกว่าจะสมบูรณ์ และเป็นขบวนการที่สำคัญในการห้ามเลือดโดยเฉพาะในหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมทั้งสามารถป้องกันไม่ให้มีเลือดออกจากแผลเดิมได้อีกหลังจากได้รับอันตรายมาเป็นชั่วโมงหรือเป็นวัน

ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือด

ปัจจัยในการแข็งเป็นลิ่มของเลือดแบ่งออกได้เป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม คือ

  1. กลุ่มที่เป็น zymogen ในภาวะปกติจะอยู่ในพลาสมาในรูป inactive protein เมื่อได้รับการกระตุ้นจะเปลี่ยนเป็น active form และทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ F II, IX, X, XI, XII, XIII และ prekallikrein โดยที่เอนไซม์ทุกตัวยกเว้น FXIII เป็น serine protease แต่ FXIII ออกฤทธิ์เป็น transglutaminase
  2. กลุ่มที่เป็น accelerator ปัจจัยเหล่านี้จะไม่เปลี่ยนเป็น active form ในระหว่างที่มีการแข็งเป็นลิ่มของเลือด แต่จะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาโดยเป็น cofactor ของเอนไซม์ที่ทำงานอยู่ ปัจจัยเหล่านี้ได้แก่ FV, VIII, high molecular weight kininogen (HMWK) และ Ca++

นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยในขบวนการนี้อีกคือ FI (fibrinogen) และ FVII ที่ไม่เป็นทั้ง zymogen หรือ accelerator

บทบาทของวิตะมิน K ในขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือด

  1. ในการดัดแปลงอณูของ prothrombin, FVII, IX, X, protein C, และ protein S ให้มี carboxyglutamyl residue ทางด้าน N terminal นั้น เกิดขึ้นในขณะที่มีการสังเคราะห์โปรตีนเหล่านี้ โดยเอนไซม์ carboxylase ที่อยู่ที่ rough endoplasmic reticulum (RER)
  2. เอนไซม์ carboxylase จะทำงานโดยมีวิตะมิน K (phytonadione) เป็น cofactor ในระหว่างการเกิดปฏิกิริยา carboxylation นั้น dihydroquinone หรือ reduced form ของวิตะมิน K (K(H2)) จะถูก oxidize ได้เป็น epoxide form ของวิตะมิน K(K(O)) โดยใช้อ็อกซิเจน วิตะมิน K ในรูปของ epoxide จะถูกเปลี่ยนกลับไปเป็น dihydroquinone โดยอาศัยเอนไซม์ซึ่งต้องการใช้ dithiol เป็น cofactor
  3. analogue ของวิตะมิน K จะยับยั้งเอนไซม์ที่ต้องใช้ dithiol ในการเปลี่ยนวิตะมิน K ในรูป epoxide ให้กลับไปเป็น dihydroquinone ทำให้ปฏิกิริยา carboxylation ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
  4. analogue ที่สำคัญของวิตะมิน K คือ dicumarol และ warfarin ซึ่งจะรบกวนการทำงานของวิตะมิน K ทำให้โปรตีนดังกล่าวข้างต้นไม่เกิดขบวนการ posttranslation modification ทำให้ Ca++ ไม่สามารถมาจับกับโปรตีนเหล่านี้ ทำให้ขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดเกิดความผิดปกติขึ้น

กลไกการสลายลิ่มเลือด

  1. เมื่อมีการสร้าง fibrin clot ขึ้นในตำแหน่งที่หลอดเลือดได้รับอันตราย plasminogen ที่อยู่ในกระแสเลือด จะเข้ามารวมตัวกับ fibrin clot นั้นเกิดเป็น complex ขึ้น เนื่องจากพลาสมิโนเจนและ fibrin clot มี affinity ต่อกันสูงมาก t-PA ก็สามารถที่จะจับกับ fibrin clot ได้ด้วย และจะกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนพลาสมิโนเจนเป็น plasmin
  2. ในขณะที่มีการสร้างลิ่มเลือดเพื่ออุดรอยรั่วที่เกิดเนื่องจากมีอันตรายต่อหลอดเลือดนั้น ร่างกายก็มีการซ่อมแซมหลอดเลือดที่ได้รับอันตรายให้กลับมาเป็นปกติ เมื่อหลอดเลือดกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วนั้นลิ่มเลือดที่ถูกสร้างขึ้น จะถูกละลายหรือสลายไป
  3. ขบวนการนี้จะถูกกระตุ้นโดยหลายกลไกที่เกี่ยวเนื่องกับขบวนการแข็งเป็นลิ่มของเลือดโดย tissue plasminogen activator (t-PA) จะถูกหลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือดมาจับกับ fibrin ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น พร้อมด้วย fibrinolytic zymogen คือพลาสมิโนเจน ดังนั้น fibrin clot ที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็จะประกอบไปด้วยกลไกที่จะใช้ละลายตัวมันเองอยู่แล้ว นอกจากนั้น พลาสมิโนเจนยังอาจถูกกระตุ้นโดย kallikrine และ FXIa การกระตุ้นพลาสมิโนเจนนั้นอาจทำได้ทาง intrinsic pathway contact activation หรือทาง extrinsic pathway ที่เกี่ยวข้องกับสารที่หลั่งออกมาจากผนังหลอดเลือด
  4. plasminogen activator (PA) ที่พบในกระแสเลือด จะหลั่งมาจากผนังหลอดเลือด PA ชนิดนี้เรียกว่า tissue-type plasminogen activator ( t-PA) ส่วนที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งจะพบได้ในปัสสาวะ เรียกว่า urokinase-type plasminogen activator (u-PA)
  5. เมื่อพลาสมิโนเจนถูกเปลี่ยนให้เป็น plasmin ซึ่งจะทำหน้าที่ตัด fibrin การตัด fibrin เริ่มต้นที่การตัดเปปไทด์บอนด์ทางด้าน C terminal ได้เป็น fragment ต่างๆ คือ fragment X,Y,D,E รวมเรียกว่า fibrin degradation product (FDP) ซึ่งจะพบได้ในพลาสมาหรือปัสสาวะ และสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ของขบวนการสลายลิ่มเลือดได้
  6. ในขณะที่ขบวนการละลายลิ่มเลือดทำหน้าที่รักษาสมดุลของการแข็งตัวของเลือดเพื่อไม่ให้มีการแข็งตัวของเลือดมากเกินไป โดยทำการละลายลิ่มเลือดที่มีมากเกินนั้นออกไป

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share

Disclaimer

รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ เพื่อต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้องครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบันของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงรายงานการวิจัยฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานการวิจัยฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

การสงวนสิทธิ์

รายงานการวิจัยฉบับนี้ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทย ห้ามบุคคลใดลอกเลียน ทำซ้ำ ดัดแปลงเผยแพร่ต่อสาธารณชน จำหน่าย มีไว้ให้เช่า หรือกระทำการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการแสวงหาประโยชน์ในทางการค้า หรือประโยชน์อันมิชอบ ไม่ว่าเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด มิเช่นนั้น จะมีการดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ละเมิดทันที