การป้องกันอุบัติเหตุและการดูแลบาดแผลที่อาจเกิดในช่วงน้ำท่วม
( 3 Votes )อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วม ได้แก่ ไฟดูด พลัดตกน้ำ จมน้ำ เศษแก้ว บาดแผลถลอก แผลถูกตำ แผลฟกช้ำต่างๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้
การป้องกัน
- เมื่อไฟฟ้ารั่ว หรือไฟดูด ให้ตัดไฟฟ้าในบ้านโดยสับคัทเอาต์ของบ้านเพื่อตัดไฟ
- ถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้าน
- เก็บกวาดขยะ วัตถุที่แหลมคม ตะปู ในบริเวณพื้นบ้านและทางเดินสม่ำเสมอ
- ระมัดระวังดูแลเด็กๆอย่างใกล้ชิด
การดูแลเมื่อเกิดบาดแผล
บาดแผลที่ดูแลไม่ดี อาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลติดเชื้อจากแบคทีเรียเกิดหนอง แผลเรื้อรัง เกิดการเน่าของเนื้อจนบางครั้งอาจต้องตัดอวัยวะส่วนนั้นทิ้งหรือติดเชื้อจนถึงขั้นเสียชีวิตได้
- แผลข่วน แผลถลอก หรือแผลแยกของผิวหนังที่ไม่ลึก จะมีเลือดออกเล็กน้อยและหยุดเองได้ แผลพวกนี้ไม่ค่อยมีอันตราย ทำความสะอาดบาดแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น เบตาดีน ทิงเจอร์ แล้วปิดปากแผล แผลก็จะหายเอง
- แผลฉีกขาด เป็นแผลที่เกิดจากแรงกระแทกจากวัสดุที่ไม่มีคม มักฉีกขาดขอบกะรุ่งกะริ่ง แผลชนิดนี้เนื้อเยื่อจะถูกทำลายมากกว่า มีโอกาสติดเชื้อมาก ควรทำความสะอาดด้วยน้ำและสบู่ ถ้าบาดแผลลึกมากควรนำส่งโรงพยาบาลเพราะว่าผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากการติดเชื้อโรคได้
- การทำความสะอาดบาดแผลให้สะอาดควรใช้น้ำต้มสุก หรือน้ำด่างทับทิม ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด ใช้น้ำยาแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณรอบๆแผล ไม่เช็ดลงบนแผล และทำความสะอาดเป็นประจำทุกวัน หลีกเลี่ยงสิ่งสกปรก หรือแผลเปียกน้ำ ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าพันแผล ไม่ใช้สำลีปิดแผลเพราะเมื่อแผลแห้ง สำลีจะติดแผลดึงออกยากอาจทำให้เลือดไหลได้
- สังเกตุอาการอักเสบของบาดแผล เช่น บวม แดงร้อน สีผิวบาดแผลเปลี่ยนไป มีหนอง ควรรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเพื่อรักษาต่อ
การปฏิบัติตัวเมื่อถูกงูหรือสัตว์มีพิษกัด
- เมื่อถูกงูที่มีพิษกัด หรือสัตว์มีพิษกัด หรือไม่แน่ใจให้ทำความสะอาดบาดแผล ล้างบาดแผลให้สะอาดด้วยน้ำต้มสุกหรือด่างทับทิม ซับให้แห้งด้วยผ้าสะอาด แล้วใช้น้ำยาแอลกอฮอล์เช็ดบริเวณรอบๆแผล ไม่เช็ดลงบนแผล
- หากเป็นงูพิษกัด ห้ามไม่ให้ดูดพิษงูด้วยปาก ให้ทำความสะอาดแผลและรัดรอบแขนหรือขาเหนือปากแผลให้แน่น รีบนำส่งโรงพยาบาล ในระหว่างนำส่งโรงพยาบาลให้คลายเชือกหรือผ้าที่รัดทุก 10-15 นาที เพื่อไม่ให้ส่วนปลายแขนหรือขาขาดเลือดไปเลี้ยง
- ถ้ามีประวัติเคยแพ้พิษสัตว์ต่างๆ มาก่อน ควรรีบไปพบแพทย์ทันที
ที่มา : สำนักโรคติดต่อทั่วไป
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|







