โรคพิษสุนัขบ้า (rabies) ปี' 51
( 5 Votes )หลังถูกสุนัขกัด ต้องรีบล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่หลายๆครั้ง ใส่ยารักษาแผลสดแล้วไปพบแพทย์ เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งจะป้องกันการเกิดโรคได้ หากหลังถูกกัดแล้วปล่อยไว้จนมีอาการป่วย จะเสียชีวิตทุกราย เนื่องจากโรคพิษสุนัขบ้าไม่มียารักษาในปัจจุบัน
การเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2551
จากการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้าในปี 2551 ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปลายปี ทั่วประเทศพบผู้ป่วย 5 ราย ที่จังหวัดสระแก้ว เลย หนองบัวลำภู สุรินทร์ และ กทม. เสียชีวิตทั้งหมด เนื่องจากไม่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันหลังถูกกัด สถานการณ์โรคลดลงกว่าปี 2550 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 18 ราย สัตว์ที่เป็นแหล่งแพร่เชื้อมากที่สุด คือสุนัข โรคพิษสุนัขบ้าพบได้ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา คาดว่ามีผู้เสียชีวิตปีละกว่า 30,000 คน โรคพิษสุนัขบ้าในทวีปเอเชียมักมีสุนัขเป็นสัตว์นำโรคที่สำคัญ

โอกาสที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจากสัตว์กัด
- ถ้าไม่ทราบว่าสัตว์เป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ให้ถือว่าเป็นไว้ก่อน
- สัตว์ที่มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าที่พบมากที่สุด คือ สุนัข รองลงมา ได้แก่ แมว ม้า ลิง วัว ควาย สัตว์แทะจำพวกหนู กระรอก
- ผู้ที่ถูกสุนัขหรือสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด โอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าโดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 35 ขึ้นกับบริเวณที่ถูกกัด ถ้าถูกกัดที่ขา โอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าประมาณร้อยละ 20 ถ้าถูกกัดที่ใบหน้า โอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าประมาณร้อยละ 90
- ถ้าเป็นแผลตื้น แผลถลอก โอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะน้อยกว่าแผลลึกหลายๆ แผล
- โดยธรรมชาติคนหรือสัตว์จะไม่เกิดโรคพิษสุนัขบ้าขึ้นเองได้ นอกจากจะถูกสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัดจนเป็นแผล ตั้งแต่เป็นรอยขีดข่วนมีเลือดออก เป็นแผลฉีกขาดหรือแผลรูลึก หรือถูกเล็บที่ถูกน้ำลาย สัตว์ป่วยขีดข่วนจนเป็นแผลเลือดออก จึงจะเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้
เชื้อไวรัสก่อโรคเรียกว่า rabies virus จัดอยู่ใน family Rhabdoviridae, genus Lyssavirus เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอ สายเดี่ยว และมีทั้งหมด 7 ชนิดย่อย ลักษณะของเชื้อ รูปร่างคล้ายกระสุนปืน ปลายด้านหนึ่งโค้งมนและปลายอีกด้านหนึ่งตัดตรง - ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าถูกทำลายได้ง่ายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
- วิธีการติดต่อของโรค เชื้อไวรัสออกมากับน้ำลายสัตว์ที่ติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่ร่างกายคนทางบาดแผลที่สัตว์กัดหรือข่วน หรือน้อยมากที่พบว่าเชื้อสามารถเข้าทางบาดแผลที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ตามผิวหนัง หรือเข้าเยื่อบุของตา ปาก จมูก ที่ไม่มีแผลหรือรอยฉีดขาด
- ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-8 สัปดาห์ อาจสั้นเพียง 5 วัน หรือยาวนานเกินกว่า 1 ปี ระยะฟักตัวจะสั้นหรือยาวขึ้นกับปัจจัยบางประการ ได้แก่ ความรุนแรงของบาดแผล ปริมาณของปลายประสาทที่ตำแหน่งของแผล และระยะทางจากแผลไปยังสมอง เช่น แผลที่หน้า ศีรษะ คอ และมือ จะมีระยะฟักตัวสั้น จำนวนและความรุนแรงของเชื้อก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง เครื่องนุ่งห่ม เช่น เสื้อผ้า หรือการล้างแผลจะมีส่วนช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้มาก
- ระยะติดต่อของโรค สุนัขและแมวอาจแพร่เชื้อได้ 3-10 วันก่อนเริ่มแสดงอาการป่วยและตลอดเวลาที่สัตว์ป่วย
- สัตว์เลือดอุ่นที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมทุกชนิดไวต่อโรคพิษสุนัขบ้า ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าคนมีความต้านทานโรคที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
อาการของสุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้ามีทั้งแบบซึมและแบบดุร้าย โดยชนิดซึม สุนัขจะหลบซุกตัวในมุมมืด ถ้าถูกรบกวน อาจจะกัด บางตัวอาจแสดงอาการคล้ายกระดูกหรือก้างติดคอ ทำให้เจ้าของเข้าใจผิดคิดว่ากระดูกติดคอ พยายามล้วงปากสุนัขเพื่อหาเศษกระดูก ทำให้ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าโดยไม่รู้ตัว ส่วนชนิดดุร้ายจะมีอาการทางประสาท กระวนกระวาย หงุดหงิด ดุร้าย กัดทุกสิ่งที่ขวางหน้า ในระยะสุดท้ายสุนัขจะมีขากรรไกรแข็ง ปากอ้า ลิ้นห้อย น้ำลายไหล วิ่งไม่มีจุดหมาย อัมพาต และตายในที่สุด- โดยทั่วไปแล้วสุนัขจะแสดงอาการของโรคได้เร็วกว่าคน หลังจากได้รับเชื้อมาแล้วประมาณ 1-3 เดือน โดยในสุนัขและแมวที่มีเชื้อนั้น จะมีอาการที่แสดงให้เห็นว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้าอยู่ 2 แบบ คือ ชนิดดุร้ายและชนิดเซื่องซึม
- สุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าชนิดดุร้าย ในสุนัขจะมีอาการผิดไปจากปกติ ถ้าหากล่ามโซ่หรือเลี้ยงไว้ในกรงก็จะมีอาการเดินไปมา กระวนกระวาย พยายามหาทางออก โดยการกัดโซ่ กัดกรงขังจนเลือดออกโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด วิ่งไปโดยไร้จุดหมาย กัดคน กัดสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้า น้ำลายฟูมปาก คางห้อย หางตก แววตาน่ากลัว หลังจากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอัมพาต ขาหลังไม่มีแรง วิ่งลำบากขึ้น ขณะวิ่งอาจจะวิ่งไปล้มไป เมื่อมีอาการอัมพาตมากขึ้น ขาหน้าก็จะหมดแรง แล้วค่อยๆ ล้มลงหมดสติและตายภายใน 3-6 วัน หลังจากที่แสดงอาการ ส่วนในแมวจะแสดงอาการดุร้ายมากกว่าสุนัข มีอาการพองขน กางอุ้งเล็บออก มีลักษณะหวาดระแวง เตรียมพร้อมที่จะสู้อยู่ตลอดเวลา ส่งเสียงดังเป็นพักๆ มีอาการราว 2-4 วัน ก็จะเริ่มเป็นอัมพาต เคลื่อนไหวได้ช้าลง หมดสติ และตายในที่สุด
- สุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าชนิดเซื่องซึมอาจจะสังเกตได้ยาก เพราะแสดงอาการป่วยเหมือนกับสัตว์เป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคหวัด ไข้หัด ในระยะต้นๆ สุนัขหรือแมวจะหลบไปนอนในที่เงียบๆ ไม่แสดงอาการดุร้าย จะกัดคนหรือสัตว์เมื่อถูกรบกวน หรือเมื่อเอาน้ำ ยา หรืออาหารไปให้ เมื่ออาการของโรคกำเริบมากขึ้น จะมีอาการอัมพาต ลุกขึ้นเดินไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ และตายในที่สุด ส่วนมากจะตายภายใน 3-6 วัน หลังจากแสดงอาการ
รีบล้างแผลด้วยน้ำและสบู่หลายๆ ครั้ง พยายามล้างให้เข้าถึงรอยลึกของแผลทำความสะอาดซ้ำด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน หรือ 70% alcohol ถ้าแผลฉกรรจ์มีเลือดออก ควรปล่อยให้เลือดออกระยะหนึ่งเพื่อล้างน้ำลายซึ่งอาจมีเชื้อไวรัสออก ถ้าสามารถเฝ้าดูอาการสัตว์ได้ ควรกักขัง และเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 10 วัน- กรณีที่สัตว์ตาย ควรนำส่งเพื่อตรวจหาเชื้อ ควรรีบพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยักทันที กรณีที่เป็นแผลฉีกขาด อาจทำแผลไปก่อน โดยยังไม่ต้องเย็บแผล เนื่องจากแผลสกปรก โอกาสติดเชื้อจะสูงมากถ้าเย็บแผล ทานยาปฏิชีวนะ และยาแก้ปวดตามที่แพทย์สั่ง หากมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดแผลมาก ชา หรือ คันรอบๆ แผล มีไข้ขึ้น ให้รีบมาพบแพทย์ ไม่ว่าจะสามารถเฝ้าดูอาการได้หรือไม่ โดยเฉพาะสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ หรือกัดแล้วหนี ควรมาโรงพยาบาลทันที ไม่ควรรอให้สุนัขมีอาการก่อน เพราะระยะฟักตัวทั้งในคนและสัตว์ไม่แน่นอน คนอาจมีอาการก่อนสัตว์ได้
- ประวัติการได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าของสัตว์ สัตว์มีเจ้าของ ไม่เคยออกนอกบ้าน ไม่เคยไปกัดกับใคร ไม่ได้บอกว่าสัตว์นั้นไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
- ล้างแผลให้สะอาดแล้วไปรับการฉีดวัคซีนหลังถูกกัดเป็นการป้องกันที่ได้ผลที่สุด หลังถูกสุนัขกัด ควรล้างแผลด้วยน้ำสบู่ให้สะอาด จะช่วยให้เชื้อโรคต่างๆที่มีอยู่ในน้ำลายสุนัขหลุดไปจากแผลพร้อมกับน้ำสบู่และล้างสบู่ออกให้หมด วิธีการล้างแผล ให้ล้างให้ลึกถึงก้นแผล จะลดอัตราการเกิดโรคลงได้กว่าร้อยละ 50
แต่ละปีมีผู้ถูกสุนัขกัดและได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 400,000 กว่าราย - สุนัขทุกวัยมีโอกาสเป็นโรคนี้ ลูกสุนัขก็เป็นได้ โดยได้รับเชื้อมาจากแม่ขณะเลียปากลูกสุนัข
- ขณะนี้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนมีความปลอดภัยสูง ฉีดเพียง 5 เข็ม และไม่ต้องฉีดทุกวัน คนท้องที่ถูกสุนัขกัดก็ฉีดได้ โดยการฉีดวัคซีนทันทีที่สัมผัสกับเชื้อโรค
- วัคซีนชนิดธรรมดา เป็นวัคซีนที่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน โดยปกติท่านควรได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า ซึ่งหนึ่งชุดจะมี 5 เข็ม ใช้เวลาในการฉีดประมาณ 1 เดือน โดยฉีดวัคซีนในวันแรกที่ถูกสัตว์กัด และในวันที่ 3, 7, 14, 30 หลังสัตว์กัดตามลำดับ
- วัคซีนชนิดอิมมูโนโกลบุลิน เป็นวัคซีนที่เป็นภูมิคุ้มกันทันทีโดยไม่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น ซึ่งมีราคาแพง จะใช้ต่อเมื่อสงสัยว่าสัตว์เป็นโรคแน่ๆ หรือกรณีโดนกัดอวัยวะที่สำคัญซึ่งมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมาก เช่น ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า อวัยวะเพศ หรือในกรณีที่มีบาดแผลฉกรรจ์ แผลลึกและมีขนาดใหญ่
- การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สุนัข เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้แก่สุนัข โดยเริ่มฉีดครั้งแรกเมื่อสุนัขอายุตั้งแต่ 2 เดือน แล้วฉีดกระตุ้นอีกครั้งใน 2-3 เดือนต่อมา และฉีดซ้ำทุกปี
- เชื่อว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น
- เชื่อว่าเมื่อถูกสุนัขกัดต้องใช้รองเท้าตบแผล หรือใช้เกลือขี้ผึ้งบาล์ม หรือยาฉุนยัดในแผล
- เชื่อว่าหลังถูกสุนัขกัด ต้องรดน้ำมนต์ จะช่วยรักษาโรคพิษสุนัขบ้าได้
- เชื่อว่าเมื่อถูกสุนัขกัด การฆ่าสุนัขให้ตายแล้วนำตับสุนัขมากิน คนก็จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้
- เชื่อว่าเมื่อถูกสุนัขกัด การตัดหูตัดหางสุนัขจะช่วยให้สุนัขไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
- เชื่อว่าคนท้องไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- เชื่อว่าโรคพิษสุนัขบ้าเป็นเฉพาะในสุนัขเท่านั้น
- เชื่อว่าวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าฉีดรอบสะดือ 14 เข็ม หรือ 21 เข็ม ถ้าหยุดฉีดต้องเริ่มใหม่
ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า
สุนัขที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า
อาการของผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้า
โรคพิษสุนัขบ้าจัดเป็นโรคติดต่อจากสัตว์มาสู่คนที่มีความรุนแรงมาก ผู้ที่มีอาการป่วยจะเสียชีวิตทุกราย ในระยะแรกผู้ป่วยมีไข้ ปวดเมื่อยตามตัว คันบริเวณรอยแผลที่ถูกสัตว์กัด อาการคันลามไปที่อื่น ต่อมาจะหงุดหงิด น้ำลายไหลมาก กล้ามเนื้อคอกระตุกเกร็ง บางรายอาจมีอาการแขนขาอ่อนแรง มักป่วยอยู่ประมาณ 2 ถึง 6 วัน และเสียชีวิตเนื่องจากกล้ามเนื้อระบบทางเดินหายใจเป็นอัมพาต
ข้อควรปฏิบัติหลังถูกสุนัขกัด
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตจากโรคนี้ เนื่องจากมีความเชื่อในการรักษาผิดๆ หลังถูกสุนัขกัด และบอกต่อๆ กันมาความเชื่อเหล่านี้ทำให้ผู้ที่ถูกสุนัขที่มีเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้ากัดไม่ไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกัน ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลและดีที่สุด ทำให้โอกาสตายมีร้อยเปอร์เซ็นต์ โดยขณะนี้วัคซีนโรคพิษสุนัขบ้ามีความปลอดภัยสูง ฉีดเพียง 5 เข็ม และไม่ต้องฉีดทุกวัน
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
| < Prev | Next > |
|---|







