08
Sep 10
User Rating:  / 3
PoorBest 

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s palsy) หมายถึง อาการที่เกิดการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีก ทำให้หลับตาได้ไม่สนิท มุมปากตก และขยับใบหน้าซีกนั้นไม่ได้ โดยเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่จะก่อให้เกิดความกังวล และ สูญเสียความมั่นใจในการเข้าสังคมของผู้ป่วย การติดเชื้อไวรัสของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7ทำให้เกิดอาการปากเบี้ยวและหน้าเบี้ยว เรียกว่า โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก Bell's palsy โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกได้รับการตั้งชื่อว่า Bell’s palsy เพื่อเป็นเกียรติแก่แพทย์นักกายวิภาคศาสตร์ที่มีชื่อเสียงชาวสก๊อตแลนด์ Sir Charles Bell ที่ได้ค้นพบและบรรยายโรคนี้ไว้เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1821 และท่านได้รายงานในตำราที่โด่งดังมากในยุคนั้น "On the Nerves: Giving an Account of some Experiments on Their Structure and Functions, Which Lead to a New Arrangement of the System"

โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสตรีมีครรภ์ช่วงสามเดือนสุดท้าย ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกประมาณปีละ 40,000 ราย ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7นั้น อาจเกิดจากส่วนของเส้นประสาทส่วนที่ยังอยู่ในก้านสมองส่วนพอนส์ หรือส่วนที่ออกมาจากเนื้อสมองแล้วแต่ยังอยู่ในช่องน้ำไขสันหลัง หรือฐานกระโหลกก็ได้ อย่างไรก็ตามมีส่วนน้อยที่ความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เกิดจากสาเหตุในตัวก้านสมอง ซึ่งก็มักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่นๆ ให้ตรวจพบด้วย และจะเรียกชื่อตามแต่สาเหตุของโรค

การพัฒนาของใบหน้าเริ่มต้นที่ปากซึ่งเป็นอวัยวะแรกที่ก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นจากตัวอ่อนหลังมีการปฏิสนธิ ในการพัฒนาอวัยวะต้องอาศัยการทำงานที่ต่อเนื่อง และสอดคล้องกัน เช่น การพัฒนาของเพดาน ลิ้น และช่องปาก รวมทั้งการพัฒนาของสมอง หากการทำงานของแต่ละส่วนไม่สอดคล้องกัน จะทำให้เกิดความผิดปกติไม่สมประกอบ เช่น ปากแหว่ง เพดานโหว่ได้ จากการศึกษากล้ามเนื้อที่บังคับส่วนต่างๆ พบว่ามีกล้ามเนื้อ 22 มัด บนใบหน้าแต่ละข้างมากกว่าสัตว์อื่นๆ กล้ามเนื้อที่แสดงอารมณ์บนใบหน้า มีลักษณะพิเศษที่ต่างจากกล้ามเนื้อบริเวณอื่นๆ ของร่างกายคือ ติดอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อเกี่ยวพันซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่พยุงกล้ามเนื้อ และกระดูกไว้ด้วยกัน ซึ่งทำให้ผิวหน้าของมนุษย์สามารถขยับเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงได้เร็วตามคำสั่งจากสมอง

สาเหตุ

  1. ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก อาจมีทั้งปัจจัยทางด้านหลอดเลือด โรคติดเชื้อ ปัจจัยทางพันธุกรรม และกลไกทางอิมมูนเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเชื่อกันว่าการที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 อักเสบมีผลทำให้เกิดโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก
  2. ไวรัสที่พบเป็นสาเหตุบ่อยที่สุดคือไวรัสเริม การติดเชื้อไวรัสเริมทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ที่มีชื่อเรียกว่า facial nerve หรือเส้นประสาทใบหน้า ข้อมูลทางระบาดวิทยาบ่งชี้ว่าการติดเชื้อไวรัสเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก และอาจเกิดจากการตอบสนองปฏิกิริยาออโตอิมมูนซึ่งส่งผลให้เกิดการลอกหลุดของเยื่อหุ้มมัยอีลินของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เชื้อไวรัสที่มีหลักฐานว่าเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ได้แก่ herpes simplex virus type 1 (HSV-1); herpes simplex virus type 2 (HSV-2); human herpesvirus (HHV); varicella-zoster virus (VZV); influenza B; adenovirus; coxsackievirus; Ebstein-Barr virus; hepatitis A, B, and C viruses; cytomegalovirus (CMV); และ rubella virus
  3. โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกอาจเกิดตามหลังการติดเชื้อมัยโคพลาสมา โดยบางครั้งอาจไม่มีอาการทางระบบหายใจร่วมด้วย
  4. ปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรค ร้อยละ 4-10 ของผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้เช่นเดียวกัน ลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป้นชนิด autosomal dominant with low penetration และก็ยังไม่ทราบปัจจัยส่งเสริมที่แน่ชัด
  5. สาเหตุอื่นๆ ที่พบได้ เช่น ก้อนเนื้องอก โรคของเส้นเลือดสมอง
  6. เส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 จะออกจากก้านสมองส่วนพอนส์ แล้วออกไปทางด้านข้าง เดินทางคู่ไปกับเส้นประสาทสมองเส้นที่ 8 ผ่านกระโหลกศีรษะไปออกที่หน้าต่อใบหู เส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 นอกจากควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใบหน้าแล้ว ยังมีอีกหน้าที่อื่นๆ เช่น การรับรสที่ลิ้น ควบคุมกล้ามเนื้อเล็กๆในหูชั้นกลาง และยังเป็นเส้นประสาทที่ไปยังต่อมน้ำลายและต่อมน้ำตาอีกด้วย

อาการ

  1. อาการของโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกมักเกิดขึ้นทันทีทันใด ไม่มีเหตุนำมาก่อน และอาการเป็นมากขึ้น โดยมักจะเป็นมากที่สุดภายใน 48 ชั่วโมงภายหลังจากเริ่มปรากฎอาการขึ้น ส่วนใหญ่อาการจะเกิดขึ้นเร็วใน 1-2 วัน ตื่นมารู้สึกหน้าหนักๆ หลับตาไม่สนิท ตาแห้ง ดื่มน้ำจะมีน้ำไหลจากมุมปาก อาการอัมพาตของกล้ามเนื้อใบหน้าจะเกิดขึ้นกับกล้ามเนื้อทุกมัดรวมทั้งที่หน้าผากด้วย
  2. ผู้ป่วยไม่สามารถหลับตาข้างที่เป็นได้และปากข้างนั้นเบี้ยวอย่างชัดเจน ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เร็วเพราะมีคนทัก และกลัวเป็นอัมพาต น้อยกว่าร้อยละ 1 ของผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกทั้งหมดที่จะเป็นทั้งสองข้าง
  3. บางคนอาจมีอาการผิดปกติของหู เช่นปวดหู หรือได้ยินเสียงดังผิดปกติข้างที่เป็นโรค บางรายอาจมีอาการหูอื้อๆ ร่วมด้วย อาการปวดหูพบได้เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกทั้งหมด
  4. บางคนพบอาการผิดปกติของประสาทรับรส ผู้ป่วยเล่าว่าลิ้นรับรสผิดปกติ ซึ่งอาการอาจมากน้อยแตกต่างกันได้แล้วแต่ความรุนแรงของการอักเสบที่เกิดขึ้น
  5. อาการหน้าเบี้ยวนั้นเกิดได้จากรอยโรคหลายแห่ง อาจเป็นจากโรคในเนื้อสมอง เช่น จากเส้นเลือดในสมองตีบ หรือรอยโรคที่เส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ซึ่งอาการของผู้ป่วยจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถสังเกตง่ายๆ ได้ โดยถ้าเป็นจากโรคในเนื้อสมอง ผู้ป่วยมักจะหลับตาได้สนิท แต่มุมปากจะขยับได้น้อยลง แต่ถ้าเป็นโรคจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เอง ผู้ป่วยจะขยับไม่ได้ทั้งซีกหน้า หลับตาไม่สนิท มุมปากตก ดื่มน้ำก็จะหกจากข้างนั้นๆ
  6. ร้อยละ 60 ของผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกทั้งหมดจะมีประวัติเป็นโรคติดเชื้อไวรัสนำมาก่อน

การวินิจฉัย

  1. แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกได้ไม่ยากนัก จากลักษณะอาการความผิดปกติที่เกิดขึ้นก็ช่วยให้วินิจฉัยได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ตามอาจมีบางรายซึ่งน้อยมากที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจคอมพิวเตอร์สมอง การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสมอง การรตรวจคลื่นกล้ามเนื้อ หรือตรวจการนำกระแสประสาทของเส้นประสาท เป็นต้น
  2. การตรวจอาการทางคลินิกส่วนมากมักจะเพียงพอสำหรับการวินิจฉัยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ยกเว้นในรายที่ต้องการวินิจฉัยแยกโรคจากภาวะอื่นๆ จึงจะทำการตรวจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนสูงอายุ หรือสงสัยโรคเบาหวาน
  3. สาเหตุอื่นๆของอาการหน้าเบี้ยวที่คล้ายโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก ได้แก่ การติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง การติดเชื้องูสวัด เอชไอวี โรคไลม์ โรคซิฟิลิสชนิดเรื้อรัง โรคซาร์คอยโดสิส โรคเรื้อน สาเหตุจากการกดทับจากเนื้องอก หรือการอักเสบติดเชื้อของต่อมน้ำลายพาโรติดที่อยู่หน้าหู หรือสาเหตุจากต่อมน้ำเหลือง บางรายอาจเกิดจากอุบัติเหตุที่บริเวณใบหน้า พบในผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจีบีเอส และที่สำคัญคือเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 ขาดเลือดที่พบในผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  4. สามารถแยกจากอาการของโรคสมองขาดเลือด (อัมพฤกษ์ อัมพาต) โดยในโรคสมองขาดเลือดมักจะมีอาการทางระบบประสาทอื่นร่วมด้วย ได้แก่ แขนขาอ่อนแรงข้างเดียวกับที่มีปากเบี้ยว ตาเห็นภาพซ้อน เดินเซ หรือมีอาการบ้านหมุน เป็นต้น
  5. โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกในทางการแพทย์จะหมายถึง อาการหน้าเบี้ยวหลับตาไม่สนิท มุมปากตก จากความผิดปกติของเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เพียงอย่างเดียวโดยที่มักจะไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่ก็เชื่อว่าสาเหตุน่าจะเป็นจากการติดเชื้อไวรัสเริม (HSV1) ที่ตัวเส้นประสาทเอง

การรักษา

  1. ส่วนใหญ่โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกหายได้เอง การรักษาด้วยยาไม่ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้นแต่อย่างใด รายงายการศึกษาวิจัยทางคลินิกพบว่าร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคนี้ทั้งหมดหายได้เอง ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาทสมองคู่ที่เจ็ด หรือใช้ยาต้านไวรัสเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสต้นเหตุ
  2. การใช้สเตียรอยด์ และยาต้านไวรัสว่าให้ผลการรักษาที่ดี มีการศึกษาขนาดเล็กจากญี่ปุ่นพบว่าการใช้valacyclovir ร่วมกับสเตียรอยด์ ให้ผลดีกว่าไม่ได้ยา แต่ล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2007 มีรายงานการศึกษาในผู้ป่วยเกือบ 500 คนจากสกอตแลนด์ถึงการใช้สเตียรอยด์ภายในสามวันแรกพบว่า ให้ผลการรักษาที่ดีกว่ายาหลอก และพบว่ายา acyclovir ไม่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา การศึกษานี้ไม่ได้ทำในผู้ป่วยเบาหวานที่คุมไม่ได้ และหญิงตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตามยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่แน่ชัดในเรื่องยา
  3. การรักษาตามอาการ และการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนั้นมีความสำคัญมาก รวมทั้งการทำกายภาพบำบัดเพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อใบหน้าที่อ่อนแรงให้ได้ทำงาน เพื่อรอการฟื้นตัว
  4. การผ่าตัดในสมัยก่อนเรียก microvascular decompression พบว่าประมาณร้อยละ 80-90 จะหายเป็นปกติ อาการมักดีขึ้นในสองสัปดาห์ และส่วนมากจะกลับเป็นปกติใน 3-6 เดือน ส่วนน้อยเท่านั้นที่มีความผิดปกติหลงเหลืออยู่บ้าง หรือเกิดภาวะเส้นประสาทต่อกันผิด ซึ่งจะทำให้มีอาการ เช่น ทานอาหารแล้วน้ำตาไหล หรือหลับตาแล้วมุมปากขยับ บางรายหายไม่สนิท มักจะมีอาการผิดปกติคือน้ำตาไหลเวลาทานอาหาร เรียกว่า น้ำตาจระเข้ (crocodile tears)
  5. เนื่องจากผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีกหลับตาไม่สนิทจึงมักมีตาแดง และอาจนำไปสู่กระจกตาอักเสบได้ ดังนั้น จึงแนะนำผู้ป่วยให้ใช้น้ำตาเทียมเพื่อป้องกันตาแห้ง หรือใช้ยาขี้ผึ้งป้ายตาก่อนนอน หรือที่ครอบตาป้องกันฝุ่นเข้าตาเวลานอนหลับ ควรสวมแว่นกันลมเวลาออกนอกบ้าน และห้ามขยี้ตาข้างที่ปิดไม่สนิท ข้อสำคัญประการหนึ่งที่ควรระวัง ในช่วงที่ไม่สามารถหลับตาได้สนิท ควรใช้ผ้าปิดตาหรือแผ่นปิดตาไว้ เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อลูกตาข้างที่เป็นโรค บางครั้งการใช้น้ำตาเทียมจะช่วยได้มากเช่นกัน

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

Share