การรักษาโรคกระดูกพรุน
( 11 Votes )
ปัจจุบันมีการใช้ยาหลายชนิดในการรักษาโรคกระดูกพรุน ได้แก่ ฮอร์โมน
เอสโตรเจน ยาในกลุ่มไบฟอสโฟเนต ยาออกฤทธิ์ที่ตัวรับเอสโตรเจน แคลซิโทนิน และพาราไทรอยด์ฮอร์โมน
ในการเจริญเติบโตของคนเราจะมีการสะสมเพิ่มปริมาณของมวลกระดูก หรือเนื้อกระดูกอยู่ตลอดเวลา มวลกระดูกจะคงที่อยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จนถึงช่วงอายุประมาณ 35 - 40 ปี ระดับมวลกระดูกจะเริ่มลดลงอย่างช้าๆ ประมาณร้อยละ 0.5 - 1 ต่อปีทั้งในเพศหญิง และเพศชาย แต่ใน
เพศหญิงภาวะหมดประจำเดือนจะเป็นตัวเร่งทำให้เกิดการสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้นถึงร้อยละ 3 - 5 ต่อปี
เมื่อการทำลายกระดูกเร็วกว่าการเสริมสร้างในระยะแรกๆการเปลี่ยนแปลงจะเกิดที่กระดูกชั้นในก่อน รูพรุนคล้ายฟองน้ำมีขนาดใหญ่ขึ้น อันเป็นผลมาจากปริมาณแคลเซียมและโปรตีนในกระดูกลดลง จนกระทั่งกระดูกมีความหนาแน่นน้อยผิดปกติ เรียกว่าโรคกระดูกพรุน หญิงวัยหมดระดูซึ่งมีอายุเฉลี่ย 50 ปีที่มีภาวะกระดูกพรุน มักมีปัญหาเรื่องกระดูกแตกหักง่าย ทั้งจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงหรือหกล้มเพียงเล็กน้อยภายในบ้าน
เอสโตรเจน
- ฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) ใช้สำหรับสตรีที่มีความเสี่ยงสูง ผู้ที่ผ่าตัดมดลูก และรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี ผู้ที่ตรวจพบว่าความหนาแน่นของกระดูกผิดปกติ
- กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นการลดอัตราการทำลายเนื้อกระดูก ช่วยให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้มากถึงร้อยละ 50-70 เมื่อใช้ยาไปนานสิบปี
- ขนาดที่ใช้วันละ 0.3-0.625 มิลลิกรัม
- ชนิดรับประทาน ได้แก่ premarin, estrace, estratest ชนิดแผ่นแปะ ได้แก่ estraderm, vivelle

ยาในกลุ่มไบฟอสโฟเนต
- alendronate และ risedronate เป็นยาในกลุ่มไบฟอสโฟเนต ใช้รักษาภาวะกระดูกพรุนที่เกิดการใช้สเตียรอยด์
- ออกฤทธิ์โดยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดการทำลายเนื้อกระดูก
- ยาที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ alendronate (fosamax) และ risedronate (actonel)
- การใช้ยาทั้งสองนี้ต้องรับประทานตอนกระเพาะว่าง ไม่ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารก่อนกินยา 30 นาที และ 30 นาทีหลังกินยา

ยาออกฤทธิ์ที่ตัวรับเอสโตรเจน
- raloxifine (evista) เป็นยาในกลุ่ม selective estrogen receptor modulator (SERM) ออกฤทธิ์เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน
- ใช้ได้ทั้งเพื่อรักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุนในขนาดวันละ 60 มิลลิกรัม
- ปัจจุบันยากลุ่มนี้ใช้ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยสตรีวัยหมดประจำเดือน ช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม
- ควรใช้ร่วมกับการเสริมแคลเซี่ยมและวิตามินดี ในกรณีที่รับประทานไม่เพียงพอ

แคลซิโทนิน
- calcitonin-salmon (calcimar, miacalcin) เป็นยาที่สังเคราะห์ขึ้นให้มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับฮอร์โมนแคลซิโทนินที่พบในปลาแซลมอน
- รูปแบบฉีดในขนาดวันละ 50-100 หน่วย
- ส่วนชนิดยาพ่นจมูกใช้ในขนาด 200 หน่วยต่อวัน

พาราไทรอยด์ฮอร์โมน
- พาราไทรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ (forteo) เป็นยาฉีดใช้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนกลุ่มเสี่ยง
- ขนาดที่ใช้ 29 ไมโครกรัมวันละครั้งเป็นเวลานาน 24 เดือน
- ออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้น
- สามารถใช้ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้

การป้องกัน
การที่จะรักษากระดูกที่พรุนแล้วให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมนั้น ไม่ค่อยได้ผล ดังนั้นการรักษาให้กระดูกคงสภาพ ไม่บางและพรุน ควรจะเน้นหนักที่การป้องกัน ซึ่งมี 2 วิธี คือการเสริมสร้างให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่นมากก่อนเข้าสู่วัยหมดระดู และการให้ฮอร์โมนทดแทน ซึ่งเป็นเพียงการชะลอการเสื่อม และบางพรุนของกระดูกเท่านั้น ร่วมกับการให้โภชนาการที่ถูกต้อง หมายถึง อาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นมและเนื้อสัตว์ รวมกับวิตามินที่เร่งการดูดซึมคือ วิตามิน ดี และ ซี และร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งข้อแนะนำดังกล่าวจะขอรับบริการได้จากคลีนิควัยทอง ซึ่งเป็นคลีนิคที่ให้การบริการดูแลรักษาสำหรับสตรีวัยหมดระดูโดยเฉพาะ
ท่านที่ถึงวัยใกล้ที่จะหมดประจำเดือน ท่านควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการเตรียมตัวที่จะเผชิญกับ
สิ่งต่างๆ เพื่อว่าสิ่งใดที่ป้องกันได้ ท่านก็สามารถประพฤติปฏิบัติตัวไปได้เลย ไม้ต้องรอให้เข้าสู่วัยทองเสียก่อน
จึงเริ่มไปรับคำแนะนำปรึกษา ซึ่งบางครั้งก็สายเกินไปเสียแล้ว
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|






