Saturday Jul 31

Share

การรักษาโรคเมลิออยโดสิส

( 4 Votes )

โรคเมลิออยโดสิส นับเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยเนื่องจากพบมีอัตราป่วยตายสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสโลหิตซึ่งมีอัตราป่วยตายประมาณร้อยละ 60 และมักพบอาการรุนแรงถึงเสียชีวิตในคนที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต ทั้งนี้มักมีการกลับซ้ำของโรคเมลิออยโดสิสในกรณีให้การรักษาระยะสั้น และผู้ป่วยมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง

เมลิออยโดสิสเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปแท่งแกรมลบ Burkholderia pseudomallei (B. pseudomallei) เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะติดเชื้อในกระแสโลหิตและปอดอักเสบ ในประเทศทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย แม้ว่าได้มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้อย่างกว้างขวางมานานกว่า 20 ปี แต่ผลการรักษาก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร อัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาล่าช้าหรือไม่ถูกต้อง อัตราการเสียชีวิตในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยสูงถึงร้อยละา 50-60 ส่วนในประเทศออสเตรเลีย พบว่าอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 15-20

หลักการรักษา

  1. การเลือกใช้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม ถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส
  2. การรักษาตามอาการ
  3. การรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น
  4. พิจารณาเจาะดูดหรือผ่าตัดเพื่อระบายฝีหนอง รวมทั้งการตัดเนื้อเยื่อที่ติดเชื้อและกลายเป็นเนื้อตายออกไป

ยาปฏิชีวนะ

  1. ยาปฏิชีวนะถือเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่รักษายากที่สุดโรคหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่มีอาการรุนแรง พบหลักฐานการติดเชื้อในกระแสเลือด ควรรับไว้ในโรงพยาบาล และเริ่มให้การรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีดเข้าหลอดเลือดดำก่อนเสมอ โดยทั่วไปจะให้ยาอย่างน้อย 10-14 วัน หรือจนกว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นเป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน จึงเปลี่ยนเป็นยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานต่อ จนครบระยะเวลาการรักษาอย่างน้อย 20-24 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  2. รูปแบบการรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสจึงอาจแบ่งได้เป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นการรักษาในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง จากนั้นจึงเป็นการรักษาในระยะที่สอง ถือเป็นการรักษาต่อเนื่องจากระยะแรก จุดหมายสำคัญเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
  3. สำหรับผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่อาการไม่รุนแรง สามารถเริ่มการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานได้เลย

การรักษาผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง

  • ระยะเฉียบพลัน
  • ระยะต่อเนื่อง

ยาปฏิชีวนะในระยะเฉียบพลัน

  • Ceftazidime
  • Amoxicillin-Clavulanic acid
  • Cefoperazone-Sulbactam
  • Imipenem
  • Meropenem

Ceftazidime

  1. ถือเป็นยามาตรฐานที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส ชื่อยา original คือ Fortum (GSK) ชื่อการค้าอื่นๆของยานี้ ได้แก่ Forzid, Fortaz, Cef-4 เป็นต้น
  2. ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส 100-120 มก/กก/วัน หรือ 6 กรัม/วัน ในผู้ใหญ่
  3. อาจให้ยา co-trimoxazole ในขนาด 8 มก/กก/วัน ของ trimethoprim ร่วมด้วย โดยแบ่งให้ยาทั้งสองชนิดทางหลอดเลือดดำทุก 8 ชั่วโมง สามารถลดอัตราตายในผู้ป่วยเมลิออยโดสิสที่มีอาการรุนแรงลงได้ครึ่งหนึ่ง เมื่อเทียบกับการรักษาผู้ป่วยโดยใช้ยาสูตร co-trimoxazole + doxycycline + chloramphenicol
  4. จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างการใช้ยา ceftazidime เพียงชนิดเดียว และการใช้ยา ceftazidime ร่วมกับ co-trimoxazole ในการรักษาผู้ป่วยเมลิออยโดสิสที่มีอาการรุนแรง พบว่าอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลไม่แตกต่างกัน
  5. ceftazidime เป็นยาปฏิชีวนะในกลุ่ม third-generation cephalosporin ซึ่งครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมบวกและชนิดแกรมลบ รวมทั้งเชื้อ เชื้อ B. pseudomallei ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเมลิออยโดสิส ความแตกต่างจากยาอื่นในกลุ่มเดียวกันตรงที่ยานี้สามารถใช้ฆ่าเชื้อ Pseudomonas aeruginosa ได้ ซึ่งเชื้อดังกล่าวเป็นแบคทีเรียก่อโรคที่รุนแรงและมีปัญหาในการรักษาค่อนข้างมาก แต่ข้อจำกัดของยา ceftazidime อยู่ที่ฤทธิ์ต่อเชื้อแกรมบวกค่อนข้างอ่อนกว่ายาชนิดอื่นในกลุ่มเดียวกัน

Amoxicillin-Clavulanic acid (co-amoxiclav)

  1. ควรพิจารณาใช้เป็นยาตัวเลือกในการรักษาผู้ป่วย เนื่องจากต้องใช้ยาในขนาดที่สูงกว่าขนาดยาที่ใช้ตามปกติ และต้องบริหารยาบ่อย
  2. ผู้ป่วยร้อยละ 20 ที่ได้รับการรักษาด้วยยา co-amoxiclav จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยา ceftazidime ในการรักษาแทน เนื่องจากการตอบสนองต่อยา co-amoxiclav ไม่ดีหลังจากให้การรักษาไปแล้วนานกว่า 72 ชั่วโมง
  3. พบการดื้อยาของเชื้อ B. pseudomallei เกิดขึ้นระหว่างการรักษาในช่วง 8-10 วันแรก ถึงร้อยละ 7
  4. ขนาดยาที่ใช้ในการรักษา 160 มก/กก/วัน ในผู้ใหญ่ให้ยาในขนาด 2.4 กรัม ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำในครั้งแรก และตามด้วยขนาด 1.2 กรัม ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำทุก 4 ชั่วโมง
  5. อัตราเสียชีวิตในโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่ได้รับการรักษาด้วยยา co-amoxiclav ไม่แตกต่างจากผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ceftazidime

Cefoperazone-Sulbactam

  1. ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส cefoperazone 25 มก/กก/วัน หรือ 3 กรัม/วันในผู้ใหญ่ อัตราส่วนของยา cefoperazone-sulbactam ที่ใช้คือ 1:1 โดยให้ร่วมกับยา co-trimoxazole ในขนาด 8 มก/กก/วัน ของยา trimethoprim โดยแบ่งให้ยาทั้งสองชนิดทางหลอดเลือดดำทุก 8 ชั่วโมง
  2. จากการศึกษาพบว่าประสิทธิภาพในการรักษาด้วยยา cefoperazone-sulbactam ร่วมกับยา co-trimoxazole ไม่แตกต่างจากการใช้ยา ceftazidime ร่วมกับยา co-trimoxazole
  3. ไม่ควรใช้สูตรยานี้ในการรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่มีการติดเชื้อในระบบประสาท เนื่องจากยา cefoperazone ผ่านเข้าน้ำไขสันหลังได้ไม่ดี และต้องระวังภาวะเลือดออกผิดปกติ ดังที่เคยมีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายเกิดความผิดปกติของกลไกการแข็งตัวของเลือด ซึ่งสามารถป้องกันและแก้ไขได้โดยการให้วิตามินเค

Imipenem

  1. ชื่อการค้า Tienam ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส 50 มก/กก/วัน หรือ 3 กรัม/วันในผู้ใหญ่ โดยแบ่งให้ยาทางหลอดเลือดดำทุก 8 ชั่วโมง
  2. จากการศึกษาวิจัยพบว่า อัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา imipenem ไม่แตกต่างจากการรักษาด้วยยา ceftazidime แต่พบอัตราการรักษาล้มเหลวมากกว่าในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ceftazidime
  3. ปัญหาสำคัญคือยานี้มีราคาแพง จึงควรพิจารณาใช้ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ceftazidime หรือมีข้อห้ามในการใช้ยา ceftazidime

Meropenem

  1. ชื่อการค้า Meronem ขนาดยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส 75 มก/กก/วัน หรือ 3 กรัม/วันในผู้ใหญ่ โดยแบ่งให้ยาทางหลอดเลือดดำทุก 8 ชั่วโมง
  2. จากการศึกษาพบว่า อัตราเสียชีวิตโดยรวมของผู้ป่วยเมลิออยโดสิสที่มีอาการรุนแรงเมื่อได้รับการรักษาด้วยยา meropenem ร่วมกับยา co-trimoxazole ไม่แตกต่างจากการรักษาด้วยยา ceftazidime ร่วมกับ co-trimoxazole แต่ในผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสที่มีภาวะติดเชื้อรุนแรงในกระแสเลือด เมื่อได้รับการรักษาด้วยยา meropenem ร่วมกับยา co-trimoxazole จะมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่าผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา ceftazidime ร่วมกับยา co-trimoxazole

ยาปฏิชีวนะในระยะต่อเนื่อง

  • Cotrimoxazole + Doxycycline
  • Coamoxiclav
  • Ciprofloxacin + Azithromycin

Cotrimoxazole + Doxycycline

ขนาดของยา co-trimoxazole ที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส 8-10 มก/กก/วัน ของยา trimethoprim ร่วมกับยา doxycycline ในขนาด 4 มก/กก/วัน สูตรยานี้จัดเป็นสูตรยามาตรฐานในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส เนื่องจากอัตราการกลับเป็นซ้ำต่ำสุดเมื่อเทียบกับสูตรยาอื่นๆ นอกจากนี้ยังพบว่าในผู้ป่วยที่ได้รับยานาน 20 สัปดาห์ จะมีอัตรากลับเป็นซ้ำเพียงร้อยละ 4

Coamoxiclav

  1. ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส amoxicillin 60 มก/กก/วัน และ clavulanic acid 15 มก/กก/วัน เพื่อให้ได้สัดส่วนของยา amoxicillin ต่อ claulanic acid เป็น 4:1 โดยแบ่งให้ยาวันละ 4 ครั้ง
  2. ยาสูตรนี้ควรใช้เป็นยาทางเลือกในหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร เด็กที่อายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้ที่แพ้ยากลุ่ม sulphonamides เนื่องจากอัตราการกลับเป็นซ้ำสูงกว่าการรักษาด้วยยา co-trimoxazole ร่วมกับ doxycycline
  3. ในผู้ป่วยที่ได้รับยา co-amoxiclav น้อยกว่า 12 สัปดาห์ มีอัตราการกลับเป็นซ้ำร้อยละ 36 ถ้าได้รับยานานกว่า 12 สัปดาห์ จะมีโอกาสเกิดการกลับเป็นซ้ำลดลงเหลือร้อยละ 10

Ciprofloxacin + Azithromycin

  1. ขนาดของยาที่ใช้ในการรักษาโรคเมลิออยโดสิส ciprofloxacin 500 มก. รับประทานวันละ 2 ครั้ง ร่วมกับยา azithromycin ขนาด 500 มก. รับประทานวันละ 1 ครั้ง
  2. จากการศึกษาพบว่าเมื่อให้การรักษาโรคเมลิออยโดสิสด้วยยาสูตรนี้ นาน 12 สัปดาห์ จะพบอัตราการกลับเป็นซ้ำถึงร้อยละ 22 ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับการใช้ยา co-trimoxazole ร่วมกับ doxycycline
  3. นอกจากนี้ยายังมีราคาแพงมาก จึงควรพิจารณาใช้ยาสูตรนี้เฉพาะในผู้ป่วยที่มีข้อห้ามใช้ยา 2 สูตรแรก

ผลการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ

การรักษาโรคเมลิออยโดสิสด้วยยาปฏิชีวนะให้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งๆ ที่เชื้อไวต่อยาในหลอดทดลอง การทดสอบความไวของเชื้อต่อยาในหลอดทดลองไม่ว่าจะเป็นการทดสอบด้วยวิธีเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ไม่สอดคล้องกับผลการรักษาเสมอไป ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกที่มีผลต่อการรักษา เช่น จำนวนของเชื้อรอยโรค B. pseudomallei การที่ยาออกฤทธิ์เป็นเพียงยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ B. pseudomallei แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อให้ตาย เป็นต้น

นอกจากนี้ การที่ผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสชนิดติดเชื้อในกระแสเลือด มีอัตราเสียชีวิตสูงมากนั้น เกิดจากปัจจัยพยากรณ์โรคหลายอย่าง จากการวิเคราะห์พบว่าภาวะหลายอย่างเป็นปัจจัยพยากรณ์โรค และปัจจัยเหล่านี้บางอย่างสามารถป้องกันได้ และจะทำให้การรักษาโรคได้ผลดีขึ้น อัตราเสียชีวิตของผู้ป่วยลดต่ำลง การแก้ปัญหาเรื่องโรคเมลิออยโดสิสนั้น ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าการรักษาโรคไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด จำเป็นต้องพิจารณาถึงวิธีอื่นๆ ในการแก้ปัญหาด้วย เช่น การศึกษาถึงลักษณะของเชื้อ ตลอดจนสารชีวภาพที่เชื้อปล่อยออกมา กลไกการก่อโรค การป้องกันโรค รวมทั้งการลดอุบัติการณ์และความชุกของโรคด้วยวิธีต่างๆ เป็นต้น

การเจาะดูดหรือผ่าตัดเพื่อระบายฝีหนอง

ในรายที่มีฝีจะต้องมีการผ่าตัดเอาฝีออก ซึ่งจะให้ผลดีกว่าการใช้เข็มเจาะ หรือดูดเอาแต่หนองออก การทำผ่าตัดควรทำเมื่อตรวจไม่พบเชื้อในกระแสโลหิตแล้ว

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

ข่าวสุขภาพ

"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
ถุงช็อปปิ้งมีเชื้อโรค ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษ เป็นอันตรายถึงชีวิต
นักวิจัยทั้งในอังกฤษและอเมริกา ต่างเตือนนักช็อปปิ้งทั้งหลายว่า ถุงใส่สิ่งของที่จับจ่าย อาจทำอันตรายต่อสุขภาพได้ เพราะมันกลายเป็นที่อยู่ ของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารเป็นพิษ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube