ไวรัสตับอักเสบบี
( 4 Votes )ไวรัสตับอักเสบบี โรคตับอักเสบ คือโรคที่เซลล์ตับถูกทำลายด้วยสาเหตุใดสาเหตุหนึ่ง เช่น เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย สารพิษ ยาบางชนิด และสุรา แต่ที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคตับอักเสบที่มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัส ซึ่งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคตับอักเสบ มีหลายชนิด เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิด A, ชนิด B, ชนิด C, ชนิด D, ชนิด E เป็นต้น โดยชนิดที่อาจมีผลรุงแรงในระยะยาว คือ ไวรัสตับอักเสบ บี

อาการของโรค
ผู้ป่วยอาจมีอาการอ่อนเพลียไม่มีแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน มีไข้ต่ำๆ ตาเหลือง ตัวเหลือง หรือที่เรีกกว่า “ดีซ่าน” ปัสสาวะมีสีเข้ม อาการเหล่านี้จะอยู่ราว 2-3 สัปดาห์ ผู้ป่วยต้องพักผ่อนต่อไปอีกประมาณ 4-6 สัปดาห์ จึงสามารถทำกิจกรรมตามปกติได้
ความร้ายแรงของโรคไวรัสตับอักเสบ บี
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคและมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น แต่ 10-20% ของผู้ป่วยจะมีเชื้อไวรัสในเลือดและตับ โดยอาจมีอาการของตับอักเสบเรื้อรัง หรืออาจไม่มีอาการ บุคคลทั้งสองกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไปได้ เราเรียกบุคคลทั้งสองกลุ่มนี้ว่าเป็น “พาหะ” หรือตับอักเสบเรื้อรัง ในประเทศไทยมีผู้เป็นพาหะเฉลี่ยสูงถึง 6% ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 3 ล้าน 6 แสนคน ประมาณ 10% ของผู้เป็นพาหะจะกลับเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรังได้อีก และบางรายอาจตายด้วยโรคตับแข็ง ตับวาย ท้องมาน และอาจเสียชีวิตในที่สุด นอกจากนี้ ผู้เป็นพาหะมีโอกาสเกิดโรคเป็นมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 100 เท่า โดยเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับถึง 80% ของผู้ป่วยทั้งหมด โอกาสการเกิดโรคมะเร็งจะมีมากหากผู้ป่วยติดเชื้อชนิดนี้ตั้งแต่วัยเด็ก เช่น ติดมาจากมารดาขณะแรกเกิด เป็นต้น
โรคไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อได้อย่างไร
โรคนี้สามารถติดต่อกันได้โดยการสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่งของผู้ป่วยตับอักเสบหรือผู้เป็นพาหะซึ่งเกิดขึ้นได้ในลักษณะต่างๆ เช่น
- การรับถ่ายเลือด หรือผลิตภัณฑ์จากเลือดที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่
- การใช้เข็มฉีดยาที่มีเชื้อปนเปื้อน การเจาะหู การสัก การทำฟันที่ใช้อุปกรณ์ร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่โดยไม่ได้ผ่านการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง
- การใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อ เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน ที่ตัดเล็ก เพราะอาจปนเปื้อนเลือดของผู้ที่มีเชื้ออยู่
- การร่วมเพศกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่
- การสัมผัสกับเลือด น้ำเลือด น้ำคัดหลั่ง ของผู้ที่มีเชื้อไวรัสอยู่โดยผ่านเข้าทางบาดแผลโดยไม่รู้ตัว เช่นการกัดกันเล่นๆ ของเด็ก
- การถ่ายทอดเชื้อมาจากมารดาที่เป็นพาหะ หรือเป็นโรคอยู่ไปยังลูกระหว่างอยู่ในครรภ์ หรือระหว่างคลอด
การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี
วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพคือ การฉีดวัคซีนป้องกัน แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเลือดก่อน เมื่อตรวจพบว่ายังไม่เคยได้รับเชื้อ และไม่มีภูมิคุ้มกัน จึงควรรับการฉีดวัคซีน
วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี
วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี ที่ใช้ในปัจจุบันเป็นวัคซีนที่มีการใช้มานาน มีความปลอดภัยสูง และมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคได้ดี ควรฉีดให้ครบ 3 เข็มในช่วงเวลา 6 เดือน เพื่อให้ได้ผลคุ้มกันอย่างแน่นอน
ที่มา : นพ.สืบสาย กฤษณะพันธุ์
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
| < Prev | Next > |
|---|







