Thursday Sep 02

Share

การผ่าตัดและการให้เคมีบำบัดมะเร็งลำไส้ใหญ่

( 20 Votes )

imageการผ่าตัดยังถือเป็นการรักษาหลักสำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยพิจารณาจากระยะของโรคว่าเป็นมากน้อยขนาดไหน มีการลุกลามไปไปที่ใดหรือไม่ รวมทั้งสภาพร่างกายของผู้ป่วย บางรายแพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยเคมีบำบัดและฉายแสงร่วมด้วยถือเป็นการรักษาร่วมที่สำคัญ

การผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งออกอย่างเพียงพอทำได้สองวิธี ซึ่งมักจะทำในผู้ป่วยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80–90 ซึ่งอาจผ่าตัดเปิดหน้าท้องหรือทำการผ่าตัดผ่านกล้องก็ได้ แต่วิธีหลังได้รับความนิยมน้อยกว่า ในการผ่าตัดศัลยแพทย์จะทำการผ่าตัดโดยไม่แตะต้องกับเนื้อลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายเป็นการกระจายผ่านทางกระแสเลือด หลังจากตัดส่วนลำไส้ที่เป็นมะเร็งออกแล้วจึงนำลำไส้มาต่อกัน จากนั้นเลาะต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงออกให้หมด ในกรณีที่ไม่สามารถต่อลำไส้ได้ ก็จะเปิดไปที่หน้าท้อง ประมาณร้อยละ 15 ของผู้ป่วยจะมีลำไส้เปิดที่หน้าท้อง

การผ่าตัดลำไส้ส่วนที่เป็นมะเร็งและต่อมน้ำเหลืองออกถือเป็นการผ่าตัดใหญ่ ผู้ป่วยได้รับวางยาสลบ โดยทั่วไปก่อนผ่าตัดแพทย์ให้ยาปฏิชีวนะและควบคุมอาหารบางประเภท ถือเป็นการเตรียมลำไส้ก่อนผ่าตัดซึ่งเป็นวิธีการที่สำคัญอย่างหนึ่ง การให้ยาปฎิชีวนะที่เหมาะสมช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดที่สำคัญในเรื่องของการติดเชื้อ ระยะเวลาที่ใช้ในการพักฟื้นขึ้นอยู่กับภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก และขึ้นกับการผ่าตัดว่ามากน้อยขนาดไหน หลังผ่าตัดผู้ป่วยมีอาการปวด อ่อนเพลีย และทานอาหารไม่ค่อยได้ การปรับภาวะโภชนาการในระยะนี้ช่วยให้สภาพร่างกายของผู้ป่วยดีขึ้นได้ จนกระทั่งร่างกายกลับเข้าสู่สภาพที่ปกติ

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เป็นเรื่องของการแพ้ยาสลบ ลำไส้อุดตัน ก้อนเลือดอุดตัน และการติดเชื้อ บางรายอาจมีปัญหาลำไส้ที่นำมาตัดต่อเอาไว้เกิดรั่ว ในรายที่ได้รับการผ่าตัดโดยใช้กล้อง ผู้ป่วยจะนอนโรงพยาบาลสั้นกว่าในรายที่ผ่าตัดเปิดหน้าท้อง ผลแทรกซ้อนที่อาจพบได้กับท่อไตซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน อาจเกิดแก๊ซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด และอาจพบไส้เลื่อนที่บริเวณแผลผ่าตัด ในกรณีที่มะเร็งลำไส้ใหญ่ลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียง การผ่าตัดอาจต้องขยายไปยังอวัยวะเหล่านั้นด้วย เช่น กระเพาะอาหาร ตับ ไต ลำไส้เล็ก รังไข่ หรือกล้ามเนื้อผนังหน้าท้อง ในรายที่มะเร็งลุกลามไปที่ตับ ศัลยแพทย์จะพิจารณาตัดตับบางส่วนออกไปด้วยเช่นกัน

image

การรักษามะเร็งลำไส้ใหญโดยยาเคมีบำบัดถือว่าเป็นการรักษาทั่วร่างกาย โดยตัวยาเข้าไปในกระแสเลือดและออกฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็ง หลักสำคัญคือยาทำลายหรือหยุดยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง อาจเป็นยาเคมีบำบัดชนิดรับประทานหรือชนิดฉีดเข้าเส้น ยาเคมีบำบัดมักใช้ในรายที่มะเร็งแพร่กระจาย อาจใช้ยาเคมีบำบัดก่อนผ่าตัด เพื่อหวังผลให้ก้อนมะเร็งยุบลงบางส่วน หรือใช้ยาเคมีบำบัดตามหลังการผ่าตัด และอาจใช้ร่วมกับการบำบัดทางอิมมูน หรือรังสีรักษาร่วมด้วย

ปัจจุบันนิยมใช้ยาเคมีบำบัดชนิดร่วม เช่น FOLFOX ประกอบไปด้วยตัวยาฟลูโอยูเรซิล (5-fluorouracil), ลิวโคโวรินleucovorin, และออกซาลิพลาติน oxaliplatin หรือใช้สูตร FOFIRI ประกอบไปด้วยตัวยาฟลูโอยูเรซิล (5-fluorouracil), และเออริโนทีแคน irinotecan (Camptosar) ซึ่งได้ผลดีในการใช้ก่อนผ่าตัดหรือพิจารณาให้ยาหลังผ่าตัด การใช้ยาเคมีบำบัด ฟลูโอยูเรซิล (5-fluorouracil), ลิวโคโวริน leucovorin, และ เออริโนทีแคน irinotecan ร่วมกันทางหลอดเลือดถอเป็นมาตราฐานในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดแพร่กระจายในปัจจุบัน ผลข้างเคียงประกอบด้วยอาการท้องเสีย, เจ็บปากเนื่องจากเยื่อบุปากอักเสบ, เม็ดเลือดขาวต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งเม็ดเลือดขาวชนิดนิวโทรฟิล, และผมร่วง สำหรับมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ลามไปตับอาจพิจารณาให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดชื่อ ฟลอกซูริดีน floxuridine โดยฉีดเข้าหลอดเลือดแดง ผลข้างเคียงได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และเยื่อบุลำไส้อักเสบ

นอกจากตัวยาเคมีบำบัดดังกล่าวแล้ว ยังได้มีการนำยาต้านมะเร็งที่มีชื่อว่าเซ็ตทูซิแมบ cetuximab (Erbitux) มาใช้รักษามะเร็งลำไส้ใหญ่ชนิดลุกลาม ซึ่งออกฤทธิ์ที่ระดับโมเลกุลต้านเซลล์มะเร็งไม่ให้ไปจับกับสารที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งเจริญเติบโต เรียกว่า อีปิเดอมัล โกรท แฟคเตอร์ epidermal growth factor เมื่อตัวยาออกฤทธิ์ยับยั้งต้านสารดังกล่าวจะทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด
ยาเซ็ตทูซิแมบไม่มีผลข้างเคียงที่ร้ายแรงเหมือนยาเคมีบำบัด อาจเกิดปฎิกิริยาแพ้ได้บ้างเล็กน้อย เช่น ผื่นขึ้น

อีกชนิดหนึ่งที่เริ่มนำมาใช้มากขึ้น ชื่อยาบีวาซิซูแมบ Bevacizumab (Avastin) ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการสร้างเส้นเลือดโดยเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้และตายในที่สุด
โดยที่ตัวยาเองไม่มีผลต่อเส้นเลือดของเซลล์ร่างกายที่มีอยู่แล้ว ยาบีวาซิซูแมบไม่มีผลข้างเคียงร้ายแรงเข่นกัน อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือดและมีผลต่อความดันโลหิตบ้างแต่สามารถแก้ไขได้โดยง่าย

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

ข่าวสุขภาพ

ใบหมี่...สมุนไพรสำหรับเส้นผม
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ใบหมี่เป็นพืชที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอางโดยมีการนำมาทำยา สระผม ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysac charide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับ ยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก) เป็นต้น...
"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube