Thursday Sep 02

Share

การตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

( 12 Votes )

มะเร็งลำไส้ใหญ่ (colon cancer) เป็นโรคที่พบได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทยเอง ปัจจุบันมีวิธีการตรวจเช็คด้วยกันหลายวิธี ซึ่งช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และสามารถวางแผนการบำบัดรักษาได้อย่างทันท่วงที ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่มากถึงปีละ 200,000 ราย เป็นสาเหตุการตายอันดับสองในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด รองจากมะเร็งปอด

แนวทางปฏิบัติเพื่อวินิจฉัยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่

ในผู้ป่วยที่มาตรวจด้วยอาการผิดปกติที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด อุจจาระลำเล็กลง ท้องผูก สลับท้องเสีย ซีดโดยหาสาเหตุไม่พบ ควรได้รับการตรวจดังนี้

  1. ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยละเอียด
  2. ทำการตรวจทางทวารหนักด้วยนิ้วมือ (DRE) และ proctoscopy
  3. การสวนแบเรียมทางทวารหนักแบบ double contrast หรือทำการตรวจ colonoscopy

ถ้าสงสัยว่าเป็นมะเร็งลำไส้ตรง ต้องตัดชิ้นเนื้อเพื่อให้ได้ผลตรวจทางพยาธิวิทยามายืนยันการวินิจฉัยโรคเสมอ แต่ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ สามารถใช้ผลการสวนแบเรียมทางทวารหนักเป็นการยืนยันการวินิจฉัยโรคได้

การตรวจเช็คมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกเริ่ม

แนวความคิดการตรวจเช็คมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรกเริ่มได้รับการขานรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีอายุเกินห้าสิบปีขึ้นไป ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเนื่องจากความสำเร็จในการผ่าตัดรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะแรก ช่วยให้สามารถบำบัดรักษาได้หายขาด ซึ่งหากไม่ทราบและปล่อยทิ้งไว้ มะเร็งย่อมลุกลามจนเกินที่จะเยียวยารักษาได้ในที่สุด

การตรวจหาเลือดในอุจจาระ

  1. การตรวจหาเลือดปริมาณเล็กน้อยในอุจจาระ เรียกว่า fecal occult blood test เป็นวิธีการตรวจหาเลือดตกค้างในอุจจาระ ซึ่งปริมาณน้อยมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
  2. การตรวจหาเลือดปริมาณเล็กน้อยในอุจจาระเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่ง่ายและรวดเร็ว แต่มีความแม่นยำและความจำเพาะต่อโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ต่ำ มักใช้เป็นการตรวจสุ่มในประชากรจำนวนมากที่ยังไม่มีอาการที่ชัดเจน
  3. วิธีการตรวจหาเลือดปริมาณเล็กน้อยในอุจจาระที่ถูกต้อง ผู้เข้ารับการตรวจต้องงดอาหารที่มีเนื้อแดง วิตามินซี ผักผลไม้สีแดง และยาต้านอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ ก่อนทำการตรวจอย่างน้อยสามวัน
  4. เก็บอุจจาระตอนเช้าส่งตรวจทุกวัน 3 วันติดต่อกัน โดยทำการตรวจด้วยวิธี immunochemistry หรือ guaiac-based non-rehydrated
  5. เมื่อได้ผลการตรวจเป็นบวกที่แสดงว่ามีเม็ดเลือดแดงปริมาณเล็กน้อยออกมาปนอยู่ในอุจจาระแล้ว ต้องดำเนินการตรวจเพิ่มเติมโดยวิธีการที่มีความแม่นยำสูงกว่าต่อไป
  6. ผู้ป่วยที่ได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่หรือสวนแป้งแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจหาเลือดปริมาณเล็กน้อยในอุจจาระอีก

การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่

  1. การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ส่วนล่างเรียกว่า flexible sigmoidoscopy ลำไส้ใหญ่ส่วนล่างหรือ sigmoid colon มีลักษณะเป็นรูปตัว S ก่อนที่จะเป็นไส้ตรง ส่วน colonoscopy หมายถึงการตรวจลำไส้ใหญ่ตลอดทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นส่วนตรง ส่วนกลาง หรือส่วนท้าย
  2. ลักษณะที่ปรากฏจากการส่องกล้องตรวจ จะช่วยยืนยันการวินิจฉัยเนื้องอกที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน และสามารถตัดชิ้นเนื้อมาตรวจลักษณะของเซลล์ เป็นการวินิจฉัยโรคทางพยาธิวิทยา
  3. การส่องกล้องตรวจทางลำไส้ใหญ่ เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่พัฒนาต่อเนื่องมาจนเป็นมาตรฐาน มีความปลอดภัยสูง แม้ว่าจะก่อให้เกิดความอึดอัด และความเจ็บปวดให้แก่ผู้เข้ารับการตรวจบ้าง แต่หากกระทำการตรวจภายใต้การให้ยาสลบ ก็สามารถลดปัญหาดังกล่าวได้ นิยมใช้ยามิดาโซแลม (versed) ร่วมกับเมเปอริดีน (demerol)
  4. โดยทั่วไปการส่องกล้องตรวจทางลำไส้ใหญ่ใช้เวลาประมาณ 20-30 นาที และควรสังเกตอาการผู้ป่วย 40-60 นาที หลังการตรวจ
  5. ข้อดีของการส่องกล้องตรวจทางลำไส้ใหญ่คือ สามารถมองเห็นภาพจริงของรอยโรค ไม่ใช่ภาพเงาเหมือนภาพจากการตรวจด้วยการสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ เมื่อพบร่องรอยของโรคแล้วก็สามารถตัดเก็บชิ้นเนื้อออกมาส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ เพื่อประกอบการวางแผนการรักษาต่อไปหรือบางกรณีก็สามารถให้การรักษาทันทีโดยการกำจัดรอยโรคได้ด้วยเครื่องมือพิเศษขนาดเล็กผ่านทางการส่องกล้องโดยตรง

การสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่

  1. การสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่ เรียกว่า barium enema เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่นิยมกันมานาน มีความปลอดภัยสูง ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดให้แก่ผู้เข้ารับการตรวจมากนัก วิธีการตรวจโดยการต่อท่อสายยางขนาดเล็กสอดเข้าทางทวารหนัก และปล่อยสารละลายทึบรังสี ซึ่งมีสีขาวคล้ายแป้งจำนวนหนึ่งผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ทีละน้อย จากนั้นถ่ายภาพรังสีต่อเนื่องหลายๆภาพ ทำให้ได้ข้อมูลในรายละเอียดของรอยโรคที่อยู่ภายในลำไส้ใหญ่ได้
  2. เมื่อพบร่องรอยของโรคแล้ว บางครั้งอาจมีความจำเป็นที่ต้องทำการตรวจต่อไปด้วยการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่
  3. โดยทั่วไปการสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ยากล่อมประสาทร่วมด้วย ยกเว้นบางรายแพทย์อาจพิจารณาฉีดยากลูคากอนเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดหน่วง
  4. แผนกรังสีวิทยาจัดให้มีการตรวจสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่ในห้องตรวจเรืองแสง fluoroscopy ทำให้สามารถติดตามระดับของแป้งแบเรียมในลำไส้ได้สะดวก รวมทั้งดูว่าลำไส้ขยายตัวเพียงพอหรือไม่ และแป้งแบเรียมเกาะติดผนังลำไส้ทั่วถึงหรือยัง
  5. การสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่นิยมใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อขยายขนาดของลำไส้
  6. ถ่ายภาพรังสีของลำไส้ตรง ลำไส้ส่วนซิกมอยด์ทั้งมุมเฉียงขวาด้านหลังและมุมเฉียงซ้ายด้านหลัง ลำไส้ส่วนโค้งบริเวณม้ามและตับ และลำไส้ใหญ่ซีคัม ถ่ายภาพรังสีโอเวอร์เฮดของช่องท้องในมุมหลังมาหน้าและหน้าไปหลัง ถ่ายภาพลำไส้ส่วนซิกมอยด์มุมจากหัวถึงเท้ายกระดับ 30° และถ่ายภาพลำไส้ตรงด้านข้าง ในบางรายอาจพิจารณาถ่ายภาพรังสีลำไส้ใหญ่ด้านข้างในท่านอนตะแคงเพิ่มเติมด้วยการใช้ลำแสงเอ็กซ์เรย์แนวระนาบ

การตรวจเลือดหาสาร CEA

การตรวจเลือดหาสาร CEA ใช้ในการติดตามผลการรักษา

การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์

  1. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ เรียกว่า CT colonography ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญคือ การเตรียมลำไส้ที่ถูกต้อง เทคนิกการสแกน และการประมวลข้อมูล
  2. แนะนำวิธีการเตรียมลำไส้ให้ผู้ป่วยเข้าใจ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้มีเศษอาหารตกค้างน้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ใช้เวลาเตรียมลำไส้ 24-48 ชั่วโมงก่อนทำการตรวจ ร่วมกับการใช้ยาระบายที่เหมาะสม สองวันก่อนวันตรวจ ให้ผู้ป่วยงดรับประทาน ผัก ผลไม้ ข้าวกล้อง และเนื้อสัตว์ทุกชนิด ให้รับประทานแต่อาหารเหลวใสระหว่างวันทั้งสองวัน ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
  3. ตัวอย่างของอาหารและเครื่องดื่มที่รับประทานได้ เช่น ข้าวต้ม หรือ โจ๊กเปล่าๆ สามารถปรุงรสได้ น้ำ น้ำชา กาแฟ ทั้งร้อนและเย็น ห้ามใส่นมหรือครีม น้ำองุ่น น้ำแอปเปิล น้ำมะพร้าวไม่รวมเนื้อ ห้ามน้ำผลไม้อื่นเพราะมีกาก เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ เยลลี่ที่ไม่ใส่ผลไม้ ไอศครีมแท่งหวานเย็น น้ำซุบใส น้ำเต้าหู้ไม่ใส่เครื่อง น้ำอัดลมต่างๆ และลูกอมเม็ดแข็ง
  4. การใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อขยายขนาดของลำไส้ กระทำในท่านอนตะแคงซ้าย โดยใช้ก๊าซประมาณ 2 ลิตร จากนั้นถ่ายภาพ scout view เห็นคอลัมน์ของก๊าซที่ต่อเนื่อง ดำเนินการถ่ายภาพสแกนในท่าผู้ป่วยนอนหงาย และนอนคว่ำ
  5. เลือกตรวจใน helical mode โดยเครื่องหัวเดียว single–detector row HiSpeed Advantage หรือชนิดหลายหัว multi–detector row Light Speed scanner
  6. ใช้เวลาตรวจประมาณ 15 นาที หลังการตรวจให้ผู้ป่วยเบ่งขับถ่ายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้หมด ถ้าต้องการตรวจสวนแป้งเอ็กซ์เรย์ลำไส้ใหญ่ หรือส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ควรเว้นช่วงเวลาอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง

การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือน

  1. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือน เรียกว่า virtual colonoscopy เกิดจากการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูงป็นการถ่ายภาพรังสีตัดผ่านบริเวณช่องท้องของผู้ป่วย แล้วใช้ซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ในการสร้างภาพเสมือนจากภาพตัดขวางเหล่านั้น ทำให้เห็นรายละเอียดภายในของลำไส้ใหญ่ โดยไม่ต้องใช้กล้องสอดผ่านทวารหนักเข้าไปยังลำไส้ใหญ่
  2. ความแม่นยำของการตรวจขึ้นกับการเตรียมลำไส้ใหญ่ของผู้ป่วย โดยจะต้องมีการจำกัดอาหาร และจำเป็นต้องให้ยาเพื่อขับอุจจาระออกจากลำไส้ใหญ่ เพื่อให้ได้ภาพที่คมชัด และง่ายต่อการแปลผล
  3. ด้วยเทคโนโลยีของซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ นอกจากจะสร้างภาพเสมือนที่ใกล้เคียงกับของจริงแล้ว ยังมีความสามารถในการช่วยแพทย์ในการตรวจหา กระเปาะเนื้อ ภายในลำไส้ใหญ่ได้อีกด้วย เมื่อผสมผสานกับแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ ทำให้ความไวและความแม่นยำของการตรวจเท่ากับการส่องกล้องตรวจ
  4. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือน ใช้เวลาน้อยกว่าการตรวจด้วยการส่องกล้อง โดยกินเวลาประมาณ 10 กว่านาทีเท่านั้น สามารถตรวจหาติ่งก้อนเนื้อภายในลำไส้ใหญ่ได้อย่างแมนยำ โดยเฉพาะที่มีขนาดมากกว่า 10 มิลลิเมตรขึ้นไป
  5. จำเป็นต้องเตรียมลำไส้ก่อนการตรวจประมาณ 1-2 วัน อย่างไรก็ตามได้มีการพัฒนาการใช้ซอฟแวร์ เพื่อขจัดอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ด้วยระบบดิจิตอล ทำให้ในอนาคตอาจใช้เวลาในการเตรียมลำไส้น้อยลง
  6. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือนมีประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้ตรวจหาพยาธิสภาพได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น หรือตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ โดยผู้ป่วยไม่มีความเจ็บปวดใดๆ เลย สามารถทำในขณะที่ผู้ป่วยรู้สึกตัวตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องให้ยาใดๆ ใช้เวลาน้อยกว่าการส่องกล้องตรวจปกติ โดยมีความแม่นยำในการตรวจสูง
  7. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือนไม่สามารถทดแทนการตรวจด้วยการส่องกล้องได้ทั้งหมด การจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์ผู้ให้การรักษาเพื่อให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเทคนิกภาพเสมือนอาจมีการผิดพลาดในการตรวจจากอุจจาระที่ตกค้าง นอกจากนี้ หากพบติ่งก้อนเนื้อที่น่าสงสัย ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการส่องกล้องอีกครั้งและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยาด้วยกล้องจุลทรรศน์

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่

ข่าวสุขภาพ

ใบหมี่...สมุนไพรสำหรับเส้นผม
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ใบหมี่เป็นพืชที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอางโดยมีการนำมาทำยา สระผม ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysac charide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับ ยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก) เป็นต้น...
"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube