“ชีพจร” นั้นสำคัญไฉน?
( 14 Votes )“ชีพจร” เป็นสิ่งที่ทางการแพทย์ให้ความสำคัญค่อนข้างมาก และจะต้องกล่าวถึงอยู่ตลอดเวลา หากมีการเข้ามารับการตรวจรักษาจากแพทย์ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลก็ตาม หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางการกีฬา “ชีพจร” ก็เป็นส่วนสำคัญที่บุคคลในวงการกีฬา (ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬา ผู้ฝึกสอน เทรนเนอร์ แพทย์ทางเวชศาสตร์การกีฬา ผู้เชี่ยวชาญสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ฯลฯ.) จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับชีพจรเป็นอย่างดี ซึ่งในความเป็นจริงในขณะนี้ของบ้านเรา เราจะพบว่านักกีฬาและผู้ฝึกสอนของเรายังอาจไม่มีความเข้าใจดี บางคนไม่มีความสนใจเพราะไม่ได้รับการเน้นย้ำจากบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามากนัก วันนี้ผมจึงขอมาให้ความรู้ในเรื่องนี้เพื่อให้ผู้ที่รักในเรื่องกีฬาและแฟนๆ นสพ.เดลินิวส์ที่อ่านคอลัมน์นี้ได้มีความเข้าใจมากขึ้น
“ชีพจร” คือ “การทำงานของหัวใจ”
“หัวใจ” ของมนุษย์เราต้องเต้นอยู่ตลอดเวลา ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีเวลาหยุดพัก แม้ว่าในขณะเรานอนหลับก็ตาม หัวใจก็ยังทำงานอยู่แม้ว่าจะน้อยลงก็ตาม เมื่อหัวใจเต้นหรือบีบตัว เลือดที่มีออกซิเจนและสารอาหารก็จะถูกบีบตัวส่งต่อไปในหลอดเลือดแดง เพื่อไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งในขณะที่หัวใจบีบตัวนี่เองแรงดันที่ส่งผ่านไปหลอดเลือดแดงจะมีความแรงจนทำให้เราสามารถรับรู้ได้ด้วยการคลำไปบนหลอดเลือดแดงที่อยู่บริเวณที่ค่อนข้างตื้นไม่ลึกมากจากผิวหนังของเรา ดังนั้นเมื่อเราคลำชีพจรเราก็จะต้องประเมินว่า
- ชีพจรเต้นกี่ครั้งต่อนาที ซึ่งก็เท่ากับหัวใจของเราเต้นกี่ครั้งต่อนาที ซึ่งจะมีผลต่อความฟิตของร่างกาย
- ลักษณะการเต้น อาจสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดเวลาหรือไม่ สม่ำเสมอมีการเว้นช่วงบ้างซึ่งแสดงว่าหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะสม่ำเสมอ
- ความแรงของชีพจร อาจมีการเต้นของชีพจรที่เบาหรือแรงซึ่งบ่งบอกได้ถึงความสามารถในการบีบตัวของหัวใจในขณะนั้นๆ ว่าดีหรือไม่
คลำชีพจรได้อย่างไร?
โดยปกติเราจะแนะนำให้คลำชีพจรได้ 2 ตำแหน่งคือ บริเวณข้อมือและบริเวณคอ
- บริเวณข้อมือ หรือ RADIAL PULSE (ดูภาพ) เป็นตำแหน่งที่ใช้คลำชีพจรกันเป็นประจำบ่อยที่สุด เพราะค่อนข้างคลำง่ายและหลอดเลือดแดง (RADIAL ARTERY) อยู่ที่บริเวณข้อมือทางด้านข้างที่มีนิ้วหัวแม่มืออยู่

- ชีพจรที่คอ หรือ CAROTID PULSE (ดูภาพ) หลอดเลือดแดง CAROTID ARTERY อยู่ 2 ข้างของหลอดลมที่คอ ท่านสามารถคลำได้โดยง่าย เพราะหลอดเลือดแดงนี้ค่อนข้างใหญ่ แรงเต้นหรือชีพจรจะแรง โดยคลำที่ด้านข้างของลูกกระเดือก (ADAM’S APPLE) การคลำชีพจรที่ตำแหน่งนี้มีข้อควรระวังคือ ห้ามกดลงไปแรงๆ และห้ามกดทั้งสองตำแหน่ง (ซ้ายและขวา) พร้อมๆ กัน เพราะหากกดลงไปแรงๆ จะทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดน้อยลง อาจทำให้เกิดอาการเป็นลมหน้ามืดได้และมีผลทำให้หัวใจเต้นช้าลงได้

ขั้นตอนการจับชีพจร
ผมขอแนะนำให้คลำชีพจรบริเวณข้อมือจะดีกว่า หากคลำที่ข้อมือไม่ได้จึงค่อยไปคลำที่บริเวณคอ สำหรับขั้นตอนการจับชีพจรมี 3 ขั้นดังนี้
- คลำหาตำแหน่ง ในกรณีของชีพจรที่ข้อมือหากเป็นการคลำชีพจรของตนเองแนะนำให้ใช้มือข้างที่ท่านใส่นาฬิกาไปจับชีพจรของข้อมืออีกข้างหนึ่ง โดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางไปคลำที่ข้อมือด้านนอก (ด้านที่มีนิ้วหัวแม่มือ) โดยขยับไปมาจนได้ความรู้สึกว่าหลอดเลือดเต้นชัดเจน อย่ากดแรงจนแรงเต้นหายไป
- นับจำนวนชีพจร หากเป็นการคลำชีพจรในขณะที่ท่านพักอยู่เฉยๆ หรือไม่ได้เล่นกีฬาขอให้นับจำนวนครั้งของขีพจรให้ครบ 30 หรือ 60 วินาที เพื่อให้เป็นค่าเฉลี่ยของชีพจรได้แม่นยำมากขึ้น เพราะในแต่ละช่วงเวลาของการหายใจเข้า หายใจออก หรือการเต้นไม่สม่ำเสมอเป็นบางครั้ง หากจับชีพจรโดยใช้เวลาเกือบเต็ม 1 นาที จะได้ค่าที่ค่อนข้างแม่นยำกว่า หากเป็นการคลำชีพจรระหว่างออกกำลังกายควรนับจำนวนชีพจรใน 10 วินาที ก็ถือว่าเพียงพอแล้วคูณด้วย 6 ก็จะเป็นจำนวนครั้งต่อนาที ซึ่งชีพจรขณะออกกำลังกาย (DURING EXERCISE HEART RATE) มีความสำคัญที่จะตั้งเป้าหมายที่เรียกว่า TAGET HEART RATE เพื่อให้ผลดีต่อความฟิตของร่างกาย (ซึ่งจะกล่าวถึงในโอกาสต่อไป)
- คำนวณอัตราการเต้นของหัวใจ ถ้าหากเป็นการนับชีพจรเพียง 10 วินาที ท่านก็ต้องคูณด้วย 6 ก็จะเป็นอัตราการเต้นของหัวใจต่อ 1 นาที การออกกำลังกายด้วยเครื่องมือต่างๆ ใน Fitness Room ในปัจจุบันจะมีการวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ต่อ 1 นาที โดยอัตโนมัติโดยอาศัยอุปกรณ์อิเลคทรอนิกที่วัดจากข้อมือหรือฝ่ามือของเรา ซึ่งสะดวกและแม่นยำดี
วันนี้ผมต้องขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน สัปดาห์หน้าผมจะขยายความให้ท่านเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของชีพจรกับการออกกำลังกายหรือการเล่นกีฬาต่อ สวัสดีครับ
Email : paisal@bangko khospital.com |
| < Prev | Next > |
|---|






