โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์
( 17 Votes )
โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์ เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการศึกษาไข้หวัดใหญ่ กล่าวในการอบรมเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ และโรคติดต่ออุบัติใหม่สำหรับแพทย์ และบุคลากรสาธารณสุข ปีงบประมาณ 2552 ซึ่งจัดโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ขณะนี้โรคอุบัติใหม่มีแนวโน้มเกิดขึ้นหลายโรคไม่เฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H1N1 ที่มีการแพร่ขยายเชื้อกว่า 41 ประเทศทั่วโลก โดยในส่วนของประเทศไทยเอง โรคที่อาจจะกลับมาอุบัติใหม่อีกครั้งคือ โรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์ จากการสำรวจของทีมวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเบื้องต้น พบว่าขณะนี้มีค้างคาวแม่ไก่ที่มีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบกว่าร้อยละ 7 โดยค้างคาวแม่ไก่นี้มารวมตัวกันกว่า 100,000 ตัวที่ ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าจับตามอง และต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าการที่ค้างคาวแม่ไก่มารวมตัวนี้จะเกิดโรคไข้สมองอักเสบระบาดหรือไม่ แต่โอกาสที่จะแพร่ระบาดเชื้อเกิดได้ค่อนข้างสูง ในขณะที่ชาวบ้านหลายคนมีการซื้อขายเพื่อการบริโภคค้างคาวแม่ไก่เป็นจำนวนมาก ไม่มีโอกาสรู้เลยว่าค้างคาวตัวไหนมีเชื้อไวรัสหรือไม่ และระหว่างที่เกิดการสัมผัสระหว่างมนุษย์กับสัตว์อาจจะติดเชื้อโรคได้ โรคติดเชื้ออุบัติใหม่ที่เกิดขึ้นกว่าร้อยละ 75 มีต้นกำเนิดมาจากสัตว์ และในปัจจุบันก็พบว่ สัตว์เพิ่มจำนวนขึ้นมาก ดังนั้น โอกาสในการสัมผัสและเกิดโรคอุบัติใหม่ก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย

การระบาดของเชื้อไวรัสนิปาห์
- ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2541 ถึงปี พ.ศ. 2542 ได้มีรายงานการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งเดิมคาดว่าเกิดจากเชื้อไวรัสสมองอักเสบเจอี แต่จากการศึกษาต่อมาพบว่า เชื้อก่อโรคเป็นเชื้อไวรัสชนิดพารามิกโซไวรัสซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ปัจจุบันเรียกว่าไวรัสนิปาห์ ซึ่งเป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสเฮนดร้า ซึ่งเคยระบาดในประเทศออสเตรเลีย ทั้งไวรัสนิปาห์ และไวรัสเฮนดร้า จัดอยู่ในกลุ่มของพารามิกโซไวรัส ความจริงแล้วสมาชิกส่วนใหญ่ของพารามิกโซไวรัสมักไม่ค่อยก่อให้เกิดการระบาด สามารถติดเชื้อไปยังโฮสต์หลายชนิด การที่ไวรัสในกลุ่มนี้เป็นสาเหตุของการระบาด ทำให้ได้รับความสนใจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ด้วยเกรงว่าอาจเกิดเป้นโรคติดต่อที่อุบัติใหม่ได้ในอนาคต
- การระบาดของไวรัสนิปาห์ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบในประเทศมาเลเซีย เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 ในรัฐเปรัค และแพร่ระบาดไปยังรัฐเนกริเซมบิลันอีกสองเดือนต่อมา ในช่วงที่มีการระบาดจนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 พบว่ามีรายงานผู้ป่วยจากประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์รวมทั้งสิ้น 258 ราย และยอดผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 111 ราย โดยมีอัตราตายเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 40 การสอบสวนโรคระบาดดำเนินการในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2542 เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากไม่เคยพบดารระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน ข้อมูลขององค์การอนามัยระบุว่ามียอดผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 265 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวม 105 ราย และร้อยละ 93 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุกร ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มีประวัติว่าทำงานอยู่ในฟาร์มหมู หรือได้สัมผัสกับหมูที่ยังมีชีวิตโดยเฉพาะหมูที่ป่วยโดยตรง อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมหลักฐานทางระบาดวิทยา ไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อไวรัสจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง
- การระบาดในประเทศสิงคโปร์มีรายงานผู้ป่วยด้วยอาการไข้สมองอักเสบ และมีอาการทางระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งสิ้น 11 ราย ทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และผู้ป่วยทั้งหมดเป็นคนงานในโรงฆ่าหมู ซึ่งดำเนินการฆ่าหมูที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ในจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย
- การระบาดของเชื้อไวรัสเฮนดร้า ปรากฏรายงานการระบาดของเชื้อไวรัสเฮนดร้าในประเทศออสเตรเลีย 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2537, 2538 และ 2542 ซึ่งการระบาดในสองครั้งแรก พบมีผู้ป่วย 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย ส่วนการระบาดครั้งที่ 3 นั้น เกิดขึ้นในม้า แล้วติดต่อมายังคน ภายหลังพบหลักฐานการป่วยของม้าที่เป็นต้นเหตุ และตายในที่สุด
สาเหตุ
- เชื้อโรคก่อเหตุที่ถูกค้นพบเป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันจากศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกาว่าเป็นเชื้อไวรัสที่คล้ายกับเชื้อไวรัสเฮนดร้า ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2537 ต่อมาทางการประเทศมาเลเซียได้ตั้งชื่อไวรัสใหม่นี้ว่า “ไวรัสนิปาห์” ตามชื่อหมู่บ้านสุไหงนิปาห์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สามารถแยกเชื้อไวรัสดังกล่าวได้จากผู้ป่วยด้วยอาการไข้สมองอักเสบเป็นครั้งแรก
- ไวรัสนิปาห์จัดเป็นพารามิกโซไวรัสกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสโรคหัด คางทูม ไวรัสอีโบลา และไวรัสมาร์บวก เชื้อไวรัสถูกขับออกมากับสิ่งขับถ่ายของสัตว์ป่วยโดยเฉพาะปัสสาวะ ซึ่งจะถูกทำลายได้ง่ายโดยการใช้สบู่ ผงหรือน้ำยาซักฟอก หรือยาฆ่าเชื้อส่วนใหญ่สามารถทำลายเชื้อดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื้อไวรัสนิปาห์มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสเฮนดร้า ซึ่งเคยก่อโรคระบาดในม้า และติดต่อมาถึงมนุษย์ จนมีผู้เสียชีวิตที่ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2537 จึงให้ชื่อในเบื้องต้นว่าไวรัส Hendra-like และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นไวรัสนิปาห์ในที่สุด
- เชื้อไวรัสนิปาห์เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส สายเดียว ก่อโรคในหมู และติดต่อมาสู่คนได้ และมีแหล่งสะสมเชื้อในค้างคาว การติดเชื้อเกิดจากไปสัมผัสกับสารคัดหลั่ง และเนื้อเยื่อของหมูที่ยังมีชีวิต พบการเกิดโรคในกลุ่มคนงานในฟาร์มเลี้ยงหมู และโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งคนขับรถส่งหมูด้วย ยังไม่มีรายงานการติดโรคในพ่อค้าที่ชำแหละเนื้อหมู ผู้บริโภค หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูแลผู้ป่วย รวมถึงยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คน จีโนมหรือสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์เป็นอาร์เอ็นเอ ความยาว 17-20 กิโลเบส ประกอบด้วยชิ้นส่วนของยีน 6 ส่วนเรียงตัวกันในแนวตรง ระหว่างยีนเป็นลำดับของเบสชนิด GAA ก่อโรคโดยเข้าไปจับกับผิวเซลล์ สลายส่วนเปลือกหุ้มแล้วกระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีนรวมทั้งชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัส หลังจากนั้นจะรวมกันเป็นอนุภาคใหม่ หลุดออกมาจากเซลล์เพื่อติดเชื้อเซลล์อื่นต่อไป กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในซัยโตพลาสซึมของเซลล์
- ปัจจุบันเชื่อว่าโฮสต์ธรรมชาติของไวรัสนิปาห์ และไวรัสเฮนดร้าเป็นค้างคาวชนิดกินผลไม้ (fruit bats) ค้างคาวพวกนี้พบได้ในทางเหนือ ตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลีย พบในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกหลายแห่งสามารถตรวจพบค้างคาวกินผลไม้ได้เช่นกัน สำหรับการติดต่อจากโฮสต์ธรรมชาติไปยังโฮสต์ที่สองนั้น ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด
- การติดต่อ แม้ว่าปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกการติดต่อของเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่มนุษย์ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ติดเชื้อ หลังจากสามารถตรวจพบแอนติบอดีต่อไวรัสนิปาห์ในสุกร สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ และสัตว์ป่าหลายชนิด ทำให้เกิดความกังวลว่าเชื้อไวรัสนิปาห์อาจสามารถแพร่เชื้อได้ในสัตว์หลายชนิด
- ผู้ค้นพบไวรัสนิปาห์ ศ.ดร.แลม ซัยกิต นักไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซียเป็นผู้ค้นพบไวรัสนิปาห์ภายหลังการระบาดในครั้งนั้น ต่อมาได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์นานาชาติจากผลงานการศึกษาวิจัยดังกล่าว และได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2544 สาขาสาธารณสุข จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมราชวัง เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2545 งานวิจัยชิ้นนี้พบไกลโคโปรตีนชนิด HN และ F ซึ่งมีลักษณะไม่เป็นหนามเหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ และส่วนของโปรตีนชนิด L และ P ทำหน้าที่เป็นเอ็นซัยม์โพลีเมอเรส

โรคสัตว์อุบัติใหม่ และอุบัติซ้ำ
การเฝ้าระวังโรคสัตว์อุบัติใหม่ และโรคแปลกถิ่น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากโรคสัตว์อุบัติใหม่โดยมากจะเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และมักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือถึงกับเสียชีวิตได้ เช่น โรคนิปาห์ในสุกร โรควัวบ้าในโค และโรคไข้หวัดนก เป็นต้น โรคเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะก่อปัญหาทางการสาธารณสุขอย่างมากเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการปศุสัตว์ และเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดการระบาดอย่างมหาศาล โรคเหล่านี้แม้จะยังไม่มีการรายงานในประเทศไทย แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางด้านวิชาการ และการประสานงานที่เป็นระบบ
สำหรับไวรัสนิปาห์ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานของการติดต่อของโรคโดยวิธีอื่น นอกจากการสัมผัสโรคจากหมูดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ก็สามารถพบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ในสุนัข และแมวได้ด้วย จึงเป็นข้อสังเกตว่าในผู้ป่วยที่เกิดจากสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ บางรายที่ไม่มีประวัติสัมผัสโรคจากหมูเลย อาจได้รับเชื้อมาจากแหล่งโรคอื่น เช่น จากสัตว์อื่นที่มีเชื้อก็ได้

เชื้อไวรัสในค้างคาว
การดื่มเลือดค้างคาวสดๆ หรือบริโภคเนื้อ หรือเครื่องในค้างคาว แบบสุกๆ ดิบๆ มีโอกาสเสี่ยงในการติดโรคจากเชื้อไวรัสสูงมาก มีรายงานการพบไวรัสมากกว่า 60 ชนิดจากค้างคาวหลายชนิดทั่วโลก ซึ่งหลายชนิดก่อให้เกิดโรคในคน เช่น ไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า (Rabies), ไวรัสอีโบล่า (Ebola),ไวรัสซาร์ส (SARS), ไวรัสนิปาห์ (Nipah) ผลการวิจัยในประเทศไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้มีการตรวจพบไวรัสนิปาห์ที่ก่อให้เกิดโรคสมองอักเสบ จากการตรวจเลือด น้ำลาย และปัสสาวะของค้างคาวแม่ไก่ เชื่อว่าค้างคาวชนิดอื่นๆ ก็มีเชื้อไวรัสเช่นกัน โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์มีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 40-80 ค้างคาวมีการติดเชื้อไวรัสอาจไม่แสดงอาการความผิดปกติใดๆ หรือถ้ามีอาการก็เล็กน้อยมาก และแม้ว่าจะมีไวรัสบางชนิดทำให้ค้างคาวป่วยหนักจนตาย แต่ก็จะมีจำนวนไม่น้อยที่หายเอง และยังคงแพร่เชื้อต่อไปได้ แม้จะพบว่ามีเชื้อไวรัสในค้างคาวหลายชนิด แต่ค้างคาวก็ไม่ได้แพร่เชื้อโรคสู่มนุษย์ได้โดยง่าย การแยกพื้นที่ที่ชัดเจนจะช่วยให้ไม่ให้มีการปะปนของค้างคาวติดเชื้อมายังคน และสัตว์ การไม่รุกล้ำเข้าไปในถิ่นธรรมชาติของค้างคาวเพื่อหวังผลประโยชน์ทางการครอบครองพื้นที่ รวมทั้งการไม่นำค้างคาวมาบริโภค จะเป็นเครื่องมือป้องกันให้ค้างคาวไทยยังคงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีคุณค่าโดยที่ไม่มีผลกระทบนำโรคร้ายใดๆ มาสู่คน

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ ที่นี่
| < Prev | Next > |
|---|








