Thursday Mar 11

Share

พิษคางคก

( 9 Votes )

imageกรณีชาวบ้านจับคางคกมาผัดกะเพรากิน เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน แน่นหน้าอกอย่างรุนแรง ต่อมาผู้ป่วยช็อกและหัวใจเต้นช้า หลังจากที่แพทย์ให้รักษาในห้องไอซียูและติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ผู้ป่วยมีอาการเลวลงจนเสียชีวิตในวันต่อมา

โดยปกติถือว่าคางคกเป็นสัตว์มีพิษ โดยต่อมพิษจะอยู่บริเวณด้านหลังตาใกล้กับหู พิษคางคกจะมีผลทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติและผู้ป่วยจะมีอาการใจสั่น ซึ่งหากร่างกายรับเข้าไปมากๆ จะทำให้ถึงขั้นหัวใจวายตายได้ อาการพิษของคางคก ในระยะแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง ถ้าได้รับเข้าไปมากทำให้เกิดภาวะการไหลเวียนของโลหิตล้มเหลว ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลีย เวียนศีรษะมาก บางรายมีอาการทางระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น สับสน เพ้อ ง่วงซึม ความจำเลอะเลือน หมดสติและเสียชีวิตในที่สุด

คางคกเป็นสัตว์ประเภทเดียวกับกบ มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า toads เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ จัดอยู่ในตระกูลบูโฟนิดี (Bufonidae) แบ่งเป็นหลายชนิด เช่น คางคกตามบ้านทั่วไป เรียกว่า Bufo Vulgaris คางคกพันธุ์ใหญ่ เรียกว่า Bufo Agua คางคกที่พบในประเทศไทย แบ่งเป็นชนิดใหญ่ๆ ได้ 4 ชนิด คือ Bufo macrotis, Bufo asper, Bufo parvus และ Bufo melanostictus คางคกทุกชนิดที่อยู่ใน genus Bufo จะมีพิษทั้งสิ้น คางคกชนิดที่พบในทุกภาคช่วงฤดูฝนคือ Bufo melanostictus หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า คางคกบ้าน ลักษณะเด่นของคางคก ก็คือ หนังที่ขรุขระเป็นตะปุ่ม ตะป่ำใหญ่บ้าง เล็กบ้าง ทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหลัง คางคกมักอาศัยอยู่ตามพื้นดิน ชอบหลบซ่อนตัว อยู่ ใต้ก้อนหิน ขอนไม้ และซอกโพรงดิน ฯลฯ มีนิสัยชอบออกหากินในเวลากลางคืน กินตัวแมลงและหนอนเป็นอาหาร คางคกที่อาศัยอยู่ตามบ้านที่เรามักคุ้นเคยและพบเห็นอยู่บ่อยๆ คือ Bufo melanostictus มีขนาดความยาวจากจมูกถึงก้นประมาณ 10 เซนติเมตร ส่วนชนิดที่พบทางภาคใต้จะมีขนาดใหญ่กว่ามากคือ Bufo asper ซึ่งมีขนาดความยาวถึง 22 เซนติเมตร

imageที่ผิวหนังบริเวณใกล้หูของคางคก จะมีต่อมพาโรทอยด์ (parotoid gland) ซึ่งต่อมนี้สามารถขังน้ำเมือกที่มีสารพิษหลายชนิดออกมา และยังพบสารพิษในเลือดของคางคกอีกด้วย ต่อมพิษพาโรทอยด์อยู่บริเวณใต้ผิวหนังใกล้หู เป็นต่อมที่เก็บและขับสารพิษที่ชาวบ้านเรียกว่า "ยางคางคก" สารพิษที่พบได้แก่ สารดิจิทาลอยด์ และอัลคาลอยด์อีกหลายชนิด และสารประกอบชนิดอื่นซึ่งมีฤทธิ์ทำให้ระคายเคืองเฉพาะที่ อาการพิษจะเกิดมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดและปริมาณที่รับประทานเข้าไป อาการมักเกิดขึ้นช้า คือภายหลังรับประทานหลายชั่วโมง เด็กจะมีความทนต่อขนาดการเกิดพิษได้มากกว่าผู้ใหญ่

แต่เดิมสารพิษจากต่อมพาโรทอยด์ และพิษจากหนังคางคกมีผลทางด้านยารักษาโรค ซึ่งทราบกันมานานหลายร้อยปีแล้วว่า ชาวจีนและญี่ปุ่นใช้ผงสกัดจากหนังคางคกทำเป็นยาแก้ไอ ยากระตุ้นหัวใจ ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ปวดฟัน และลดอาการไซนัสอักเสบ เป็นต้น สารพิษที่พบในต่อมพิษข้างหูทั้งสองข้างของตัวคางคกแล้ว รังไข่หรือไข่คางคกก็มีพิษเช่นเดียวกัน รวมทั้งในเลือด สารเคมีที่อยู่ในต่อมพาโรทอยด์ จะแตกต่างกันไปตามชนิดของคางคก ทั้งสภาพภูมิอากาศ ถิ่นที่อยู่อาศัยและปัจจัยอื่นๆ

สารที่หลั่งจากต่อมพาโรทอยด์มี 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่ bufagins, bufotoxins และ bufotenines นอกจากนี้ยังมี epinephrine, cholesterol, ergosterol และ serotonin (5-hydroxytryptemine) อีกด้วย พิษจากคางคกส่วนใหญ่ เป็นผลมาจากสาร bufagins และ bufotoxins ถ้าได้รับพิษจากพิษคางคกปริมาณมากพอจะทำให้การหายใจไม่ปกติ ผู้ป่วยมีอาการหายใจขัด น้ำลายและเสมหะมาก แขนขาอ่อนแรง คลื่นไส้ อาเจียน ถ่ายท้อง และอ่อนเพลีย หายใจหอบ เกิดภาวะหายใจล้มเหลว จนถึงขั้นเสียชีวิต หากสารพิษสัมผัสที่ตา จะทำให้เกิดอาการอักเสบของเยื่อบุตาและแก้วตา ทำให้ตาพร่ามัว อาจถึงกับทำให้ตาบอดชั่วคราวได้

แนวทางการรักษา

  1. ล้างท้อง เพื่อไล่อาหารที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะอาหารออกให้หมด
  2. รับประทานโปตัสเซียมคลอไรด์ โดยผสมในน้ำผลไม้ให้ดื่มทุกๆ 4ชั่วโมง ถ้าผู้ป่วยดื่มไม่ได้ก็ให้ทางหลอดเลือดดำ โดยให้ตามขนาดที่ควรสมควรกับระดับโปตัสเซียมคลอไรด์ในเลือดที่ลดลง
  3. รักษาอาการที่ผิดปกติ เช่น ถ้าชีพจรเต้นช้า ให้ฉีดยากระตุ้น เช่น อะโทรปีน (atropine) ถ้าผู้ป่วยอาเจียนหรือถ่ายอุจจาระบ่อย ให้ยามอร์ฟีนซัลเฟต (morphine sulfate) และให้ยาอื่นๆ ตามอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นในขนาดที่เหมาะสม

ความเชื่อของชาวบ้าน

imageชาวบ้านบางแห่งกินคางคกกันเป็นประจำ โดยเลือกคางคกที่มีจุดสีแดงบนลำตัว ถ้าหงายจะมีคางสีเหลือง ภาษาท้องถิ่นแถวนี้จะเรียก "ไอ้ล็อก" มีพิษเหมือนกันแต่น้อย ส่วนคางคกอีกประเภทหนึ่ง เช่น คางคกสีดำทั้งตัวคางแดง จะมีพิษรุนแรง ถ้านำมารับประทานจะต้องมีวิธีการชำแหละ ตัดหัว ลอกหนัง ตัดนิ้วทุกนิ้ว เครื่องใน เส้นพิษ เอาออกทั้งหมด เมื่อได้เนื้อแล้วก็ต้องนำมาล้างในน้ำที่ไหล เช่นน้ำก๊อก หรือน้ำตก เพื่อให้เนื้อขาว โดยต้องใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที และห้ามให้ยางคางคกโดนเนื้อเด็ดขาด ก่อนที่จะนำมาปรุงรับประทาน ซึ่งจะทำให้พิษหมดไป ส่วนวิธีการทำอาหารหรือปรุง แล้วแต่ความนิยมของใครของมัน เช่น ทอด ย่าง ผัดกะเพรา ต้มแซ่บ

จริงๆ แล้ว ต้องถือว่าคางคกทุกชนิดมีพิษทั้งหมด ชาวบ้านไม่ควรนำมารับประทาน ถึงไม่ตายแต่ก็มีปัญหาอาการข้างเคียง ควรงดเว้นรับประทานคางคกอย่างเด็ดขาด หลายหมู่บ้านนิยมกินคางคก โดยความเชื่อว่าจะไม่มีอาการปวดหลัง ปวดเอว และบำรุงกระดูก ถ้าจะนำคางคกมาบริโภค จะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญ และจะต้องเตรียมเนื้อคางคกอย่างถูกวิธี เครื่องในและไข่คางคกห้ามนำมาปรุงอาหารอย่างเด็ดขาด เนื่องจากสารพิษจากเครื่องใน และไข่คางคกไม่สามารถถูกทำลายด้วยความร้อน หากเกิดพิษจากการรับประทาน ต้องรีบทำให้ผู้ป่วยอาเจียนโดยเร็ว ด้วยการป้อนไข่ขาว และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

รายงานผู้บริโภคคางคกเป็นพิษ

การได้รับพิษจากการบริโภคคางคกเคยมีรายงานบ้างประปรายเนื่องจากยังมีชาวชนบทบางกลุ่มนิยมบริโภคคางคก เคยมีรายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ 2541 ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงหม้าย อายุ 60 ปี อาชีพเก็บของเก่าและเผาถ่านจากเศษไม้ขาย ก่อนเสียชีวิต ได้นำคางคกท้องแก่ที่จับได้ในบริเวณที่พัก และขังไว้ในถุงพลาสติกเมื่อ 2 วันก่อน มาปรุงอาหารโดยทุบหัวให้ตาย ถลกหนังออกทั้งหมด แล้วนำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ รวมทั้งไข่และเครื่องในก็หั่นใส่ลงไปด้วย แล้วนำไปผัดกับต้นหอมปรุงด้วยน้ำปลาและผงชูรส เมื่อผัดสุกแล้วก็นำมารับประทานกับเหล้าเชี่ยงชุน โดยไม่ได้รับประทานข้าวหรืออาหารอื่น มีผู้ร่วมรับประทานด้วย หนึ่งคน หลังจากรับประทานคางคกแกล้มกับเหล้าเชี่ยงชุนจนกระทั่งหมดไปหนึ่งขวด สักครู่ต่อมา ทั้งสองคนมีอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง และอาเจียนออกมาหลายครั้ง เวียนศีรษะ ใจสั่น แน่นหน้าอก รู้สึกร้อนกระวนกระวายและกระหายน้ำมาก แขนขาไม่มีแรง จึงได้ตะโกนให้เพื่อนข้างห้องพักช่วยเอาน้ำมาให้ดื่มและราดตามตัวจากนั้นทั้งสองคนก็ไม่รู้สึกตัว หมดสติอยู่ด้านหลังเพิงพัก ต่อมาผู้ที่ร่วมดื่มเหล้าด้วยได้สติขึ้นมาก่อน เห็นเพื่อนยังแน่นิ่งอยู่ ปลุกเท่าไรก็ไม่ตื่น จึงได้พยายามลุกไปเรียกให้คนช่วย เมื่อชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึงพบว่าได้เสียชีวิตแล้ว

imageที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

ข่าวสุขภาพ

ฉลาดซื้อ : ภัยร้ายจาก "ไส้กรอกหมู" ใส่สารกันบูดเพียบ!!
รู้หรือไม่ว่า กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้วัตถุเจือปนอาหารใน อาหารหลายชนิด แต่ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อาหารทั้งหมด ดังนั้น อาหารที่จำเป็นต้องใช้วัตถุกันเสียเพื่อเก็บรักษาและถนอมอาหารควรใช้เท่าที่ จำเป็น การใช้เกินความจำเป็นอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
"คอเลสเตอรอล" ไขมันแห่งชีวิต
คอเลสเตอรอล คือ ไขมันประเภทหนึ่ง มีลักษณะกึ่งแข็งกึ่งเหลว พบได้ในเซลล์ของอวัยวะทั่วไปในร่างกาย จินตนาการง่ายๆ ว่าส่วนประกอบที่เป็นของเหลวในตัวเรา ล้วนมีคอเลสเตอรอลแทรกซึมเป็นเจ้าถิ่นอยู่ทุกอณู ไม่เว้นแม้แต่ส่วนสำคัญที่สุดอย่างก้อนไขมันทรงประสิทธิภาพที่เรียกว่า สมอง
เตือนสาวอยากผอมกินยาลดอ้วน"พิงค์เลดี้-บอดี้บาลานซ์-แอล คานีทีน" เสี่ยงอันตรายไร้มาตรฐาน
เมื่อ วันที่ 23 ธันงาคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้จัดงานเสวนา สรุปสถานการณ์การตรวจจับยาลดความอ้วน-อาหารเสริมไร้มาตรรฐานในรอบปี 2551-2552 เนื่องจากปัจจุบันปัญหาสสุขภาพของประชาชนจากภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสมมี แน้วโน้มเพิ่มาากขึ้น
"มะเร็งตับ" ภัยสุขภาพที่ป้องกันได้
"มะเร็ง ตับ" ถือเป็นมะเร็งที่คนไทยป่วยมากเป็นอันดับต้นๆ ที่ผ่านมา ได้มีบุคคลสำคัญ และผู้มีชื่อเสียงจำนวนไม่น้อยที่เสียชีวิตด้วยโรคนี ้ อาทิ "DJ โจ้" - อัครพล ธนะวิทวิลาศ จากคลื่นฮอตเวฟ, ยอดรัก สลักใจ ราชาลูกทุ่งชื่อดัง,นายอภิชาติ หาลำเจียก ดาราผู้ผันตัวมาลงสนามการเมือง หรือกระทั่งล่าสุดอย่าง "สมัคร สุนทรเวช" อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย
เด็กไทยเสื่อมหนัก 10ขวบท้อง มีเซ็กซ์พิสูจน์รัก
เด็กไทยเสื่อมหนัก ดญ. 10 ขวบ ท้องเกินครึ่งร้อย เหตุเพราะไม่ชอบใส่ถุงยางอนามัย แถมบรรดาวัยโจ๋ มีค่านิยมการมีเซ็กซ์เป็นเรื่องปกติและเป็นการพิสูจน์ ความรัก ...
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube