Thursday Sep 02

Share

ไวรัสนิปาห์คืออะไร

( 5 Votes )

imageในช่วงระยะเวลาระหว่างปี พ.ศ. 2541 ถึงปี พ.ศ. 2542 ได้มีรายงานการระบาดของโรคไข้สมองอักเสบจากเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) ในประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ซึ่งเดิมคาดว่าเกิดจากเชื้อไวรัสสมองอักเสบเจแปนนีสชนิดบี แต่จากการศึกษาต่อมาพบว่า เชื้อก่อโรคเป็นเชื้อไวรัสชนิดพารามิกโซไวรัสซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ปัจจุบันเรียกว่า ไวรัสนิปาห์

ไวรัสนิปาห์ เป็นไวรัสที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน ลักษณะใกล้เคียงกับไวรัสเฮนดร้า ซึ่งเคยระบาดในประเทศออสเตรเลีย ทั้งไวรัสนิปาห์ และไวรัสเฮนดร้า จัดอยู่ในกลุ่มของพารามิกโซไวรัส ความจริงแล้วสมาชิกส่วนใหญ่ของพารามิกโซไวรัสมักไม่ค่อยก่อให้เกิดการระบาด สามารถติดเชื้อไปยังโฮสต์หลายชนิด การที่ไวรัสในกลุ่มนี้เป็นสาเหตุของการระบาด ทำให้ได้รับความสนใจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก ด้วยเกรงว่าอาจเกิดเป้นโรคติดต่อที่อุบัติใหม่ได้ในอนาคต

imageการระบาดในประเทศมาเลเซีย

การระบาดของไวรัสนิปาห์ที่ทำให้เกิดโรคไข้สมองอักเสบในประเทศมาเลเซีย เริ่มต้นตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2541 ในรัฐเปรัค และแพร่ระบาดไปยังรัฐเนกริเซมบิลันอีกสองเดือนต่อมา ในช่วงที่มีการระบาดจนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 พบว่ามีรายงานผู้ป่วยจากประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์รวมทั้งสิ้น 258 ราย และยอดผู้ป่วยเสียชีวิตจำนวน 111 ราย โดยมีอัตราตายเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 40

การสอบสวนโรคระบาดดำเนินการในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2541 จนถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2542 เป็นไปด้วยความลำบาก เนื่องจากไม่เคยพบดารระบาดของเชื้อไวรัสชนิดนี้มาก่อน ข้อมูลขององค์การอนามัยระบุว่ามียอดผู้ป่วยรวมทั้งสิ้น 265 ราย ยอดผู้เสียชีวิตรวม 105 ราย และร้อยละ 93 ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดมีอาชีพที่เกี่ยวข้องกับสุกร

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ชายที่มีประวัติว่าทำงานอยู่ในฟาร์มหมู หรือได้สัมผัสกับหมูที่ยังมีชีวิตโดยเฉพาะหมูที่ป่วย
โดยตรง อย่างไรก็ตาม จากการรวบรวมหลักฐานทางระบาดวิทยา ไม่พบว่ามีการแพร่เชื้อไวรัสจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง

imageการระบาดในประเทศสิงคโปร์

ในประเทศสิงคโปร์ มีรายงานผู้ป่วยด้วยอาการไข้สมองอักเสบ และมีอาการ
ทางระบบทางเดินหายใจ รวมทั้งสิ้น 11 ราย ทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเกิดจากการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และผู้ป่วยทั้งหมดเป็นคนงานในโรงฆ่าหมู ซึ่งดำเนินการ
ฆ่าหมูที่ถูกนำเข้ามาจากประเทศมาเลเซีย ในจำนวนนี้พบว่ามีผู้เสียชีวิต 1 ราย

การระบาดของเชื้อไวรัสเฮนดร้า

รายงานการระบาดของเชื้อไวรัสเฮนดร้าในประเทศออสเตรเลีย 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2537, 2538 และ 2542 ซึ่งการระบาดในสองครั้งแรก พบมีผู้ป่วย 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย ส่วนการระบาดครั้งที่ 3 นั้น เกิดขึ้นในม้า แล้วติดต่อมายังคน ภายหลังพบหลักฐานการป่วยของม้าที่เป็นต้นเหตุและตายในที่สุด

imageสาเหตุ

เชื้อโรคก่อเหตุที่ถูกค้นพบเป็นเชื้อไวรัสชนิดใหม่ ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันจากศูนย์ควบคุมโรคประเทศสหรัฐอเมริกาว่าเป็นเชื้อไวรัสที่คล้ายกับเชื้อไวรัสเฮนดร้า
ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกที่ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2537 ต่อมาทางการประเทศมาเลเซียได้ตั้งชื่อไวรัสใหม่นี้ว่า
“ไวรัสนิปาห์” ตามชื่อหมู่บ้านสุไหงนิปาห์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่สามารถแยกเชื้อไวรัสดังกล่าวได้จากผู้ป่วยด้วยอาการไข้สมองอักเสบเป็นครั้งแรก

ไวรัสนิปาห์จัดเป็นพารามิกโซไวรัสกลุ่มเดียวกับเชื้อไวรัสโรคหัด คางทูม ไวรัสอีโบลา และไวรัสมาร์บวก
เชื้อไวรัสถูกขับออกมากับสิ่งขับถ่ายของสัตว์ป่วยโดยเฉพาะปัสสาวะ ซึ่งจะถูกทำลายได้ง่ายโดยการใช้สบู่ ผงหรือน้ำยาซักฟอก หรือยาฆ่าเชื้อส่วนใหญ่สามารถทำลายเชื้อดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เชื้อไวรัสนิปาห์มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับเชื้อไวรัสเฮนดร้า ซึ่งเคยก่อโรคระบาดในม้าและติดต่อมาถึงมนุษย์ จนมีผู้เสียชีวิตที่ประเทศออสเตรเลียในปี พ.ศ. 2537 จึงให้ชื่อในเบื้องต้นว่าไวรัส Hendra-like และต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นไวรัสนิปาห์ในที่สุด

เชื้อไวรัสนิปาห์เป็นอาร์เอ็นเอไวรัส สายเดียว ก่อโรคในหมู และติดต่อมาสู่คนได้ และมีแหล่งสะสมเชื้อในค้างคาว การติดเชื้อเกิดจากไปสัมผัสกับสารคัดหลั่ง และเนื้อเยื่อของหมูที่ยังมีชีวิต พบการเกิดโรคในกลุ่มคนงานในฟาร์มเลี้ยงหมู และโรงฆ่าสัตว์ รวมทั้งคนขับรถส่งหมูด้วย ยังไม่มีรายงานการติดโรคในพ่อค้าที่ชำแหละเนื้อหมู ผู้บริโภค หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ให้การดูแลผู้ป่วย รวมถึงยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คน

ไวรัสจีโนม

imageจีโนม หรือสารพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์เป็นอาร์เอ็นเอ ความยาว 17-20 กิโลเบส ประกอบด้วยชิ้นส่วนของยีน 6 ส่วนเรียงตัวกันในแนวตรง ระหว่างยีนเป็นลำดับของเบสชนิด GAA ก่อโรคโดยเข้าไปจับกับผิวเซลล์ สลายส่วนเปลือกหุ้มแล้วกระตุ้นให้เซลล์สร้างโปรตีนรวมทั้งชิ้นส่วนพันธุกรรมของไวรัส หลังจากนั้นจะรวมกันเป็นอนุภาคใหม่ หลุดออกมาจากเซลล์เพื่อติดเชื้อเซลล์อื่นต่อไป กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นในซัยโตพลาสซึมของเซลล์

โฮสต์ธรรมชาติ

ปัจจุบันเชื่อว่าโฮสต์ธรรมชาติของไวรัสนิปาห์และไวรัสเฮนดร้าเป็นค้างคาวชนิดกินผลไม้ (fruit bats) ค้างคาวพวกนี้พบได้ในทางเหนือ ตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลีย พบในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ หมู่เกาะในทะเลแปซิฟิกหลายแห่งสามารถตรวจพบค้างคาวกินผลไม้ได้เช่นกัน สำหรับการติดต่อจากโฮสต์ธรรมชาติไปยังโฮสต์ที่สองนั้น ยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด

imageการติดต่อ

แม้ว่าปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดถึงกลไกการติดต่อของเชื้อไวรัสจากสัตว์สู่สัตว์ และจากสัตว์สู่มนุษย์ แต่เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการสัมผัสสารคัดหลั่งของสัตว์ติดเชื้อ หลังจากสามารถตรวจพบแอนติบอดีต่อไวรัสนิปาห์ในสุกร สัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ และสัตว์ป่าหลายชนิด ทำให้เกิดความกังวลว่าเชื้อไวรัสนิปาห์อาจสามารถแพร่เชื้อได้ในสัตว์หลายชนิด

ผู้ค้นพบไวรัสนิปาห์

ศ.ดร.แลม ซัยกิต นักไวรัสวิทยา มหาวิทยาลัยมาลายา ประเทศมาเลเซียเป็นผู้ค้นพบไวรัสนิปาห์ภายหลังการระบาดในครั้งนั้น ต่อมาได้รับการยกย่องจากวงการแพทย์นานาชาติจากผลงานการศึกษาวิจัยดังกล่าว และได้เข้ารับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2544 สาขาสาธารณสุข จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระบรมราชวัง เมื่อวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2545

งานวิจัยชิ้นนี้พบไกลโคโปรตีนชนิด HN และ F ซึ่งมีลักษณะไม่เป็นหนามเหมือนไวรัสไข้หวัดใหญ่ และส่วนของโปรตีนชนิด L และ P ทำหน้าที่เป็นเอ็นซัยม์โพลีเมอเรสimage

โรคสัตว์อุบัติใหม่ และอุบัติซ้ำ

การเฝ้าระวังโรคสัตว์อุบัติใหม่ และโรคแปลกถิ่น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากโรคสัตว์อุบัติใหม่โดยมากจะเป็นโรคที่สามารถติดต่อจากสัตว์สู่คน และมักจะก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือถึงกับเสียชีวิตได้ เช่น โรคนิปาห์ในสุกร
โรควัวบ้าในโค และโรคไข้หวัดนก
เป็นต้น

โรคเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะก่อปัญหาทางการสาธารณสุขอย่างมากเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการปศุสัตว์ และเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดการระบาดอย่างมหาศาล โรคเหล่านี้แม้จะยังไม่มีการรายงานในประเทศไทย แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะความเข้มแข็งทางด้านวิชาการและการประสานงานที่เป็นระบบ

สำหรับไวรัสนิปาห์ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีรายงานของการติดต่อของโรคโดยวิธีอื่น นอกจากการสัมผัสโรคจากหมู
ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ก็สามารถพบการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ได้ในสุนัขและแมวได้ด้วย จึงเป็นข้อสังเกตว่าใน
ผู้ป่วยที่เกิดจากสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ บางรายที่ไม่มีประวัติสัมผัสโรคจากหมูเลย อาจได้รับเชื้อมาจาก
แหล่งโรคอื่น เช่น จากสัตว์อื่นที่มีเชื้อก็ได้

image ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ กรุงเทพ

ข่าวสุขภาพ

ใบหมี่...สมุนไพรสำหรับเส้นผม
ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ใบหมี่เป็นพืชที่ให้สารเมือกที่มีประโยชน์ทางเครื่องสำอางโดยมีการนำมาทำยา สระผม ใบหมี่เป็นพืชในท้องถิ่น หาได้ง่าย ราคาไม่แพง ชาวบ้านนิยมนำมาใช้สระผมเนื่องจากมีสารเมือก (mucilage) ที่มี polysac charide เป็นองค์ประกอบหลัก สารสกัดจากใบหมี่มีสารสำคัญที่มีสมบัติเป็นสารเพิ่มความหนืดสำหรับผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางหรือยาที่ใช้ภายนอก ใบหมี่ มีชื่อในตำรับ ยาล้านนาว่า หมีเหม็น มีชื่อในท้องถิ่นอื่นในภาคเหนือว่า มะเย้อ, ยุบเหยา, หมีเหม็น, ยุกเยา, ยุบเย้า, ดอกจุ๋ม (ลำปาง), หมี่, ตังสีไพร (พิษณุโลก) เป็นต้น...
"มังคุด"ราชินีแห่งผลไม้ ช่วยพิชิตโรคร้าย
"มังคุด" ได้รับสมญานามว่าเป็น "ราชินีแห่งผลไม้" (Queen of Fruits) ด้วยคุณประโยชน์ที่มีให้มากกว่าความเป็นผลไม้ ศูนย์วิจัยและพัฒนา มังคุดไทย (www.mangosteenrd.com) นำเสนอผลงานวิจัยมังคุดที่ศึกษามายาวนานกว่า 32 ปี ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา หัวหน้าคณะนักวิจัยศูนย์วิจัยและพัฒนามังคุดไทย บอกว่า มังคุดถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์สูง มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ พบว่ามังคุดมีสารต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพหากมีการนำไปใช้ในทางที่ถูกต้อง
ผัว-เมียป่วยโรคประหลาดแมลงบินออกจากแผล
สามี-ภรรยาป่วยด้วย โรคประหลาดมีผื่นคันเป็นเม็ดตามร่างกายแถมมีแมลงบินออกมาจากบาดแผลที่เกิด ขึ้น เผยก่อนเป็นโรคพิลึกเดินทางไปปลูกยางพาราในต่างอำเภอ ผู้ว่าฯ สั่งนำตัวเข้ารักษาอาการหาสาเหตุที่แท้จริง
เด็ดหัวโรคเอดส์ ใน5-10ปี ใช้ยาปลุกไวรัสให้ตื่นจากหลับ แล้วฆ่ามันเสีย
ผู้เชี่ยวชาญโรคเอดส์ ผู้มีชื่อเสียงทั่วสากลโลกได้ ลั่นวาจาว่าจะรักษาโรคเอดส์ ให้หายลงได้ภายในเวลา 5-10 ปีข้างหน้านี้
พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากบริการ สาธารณสุข แพทย์กลายเป็นผู้ร้ายจริงหรือ?
จากการที่สมาคมผู้บริโภค เครือข่ายผู้เสียหายจากทางการแพทย์ และเครือข่ายต่างๆ ได้มีการแถลงการณ์เกี่ยวกับการยืนยันที่ว่า "ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข พ.ศ. ..." ที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ เป็นเครื่องมือที่สำคัญต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างแพทย์และคนไข้ และจะช่วยไม่ให้เกิดการฟ้องอาญาต่อแพทย์ โดยหลักการนี้มีหัวใจที่สำคัญคือ การช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจาการรับบริการสาธารณสุขโดยที่จะไม่มีการพิสูจน์ความผิดและผู้ที่กระทำความผิด และเป็นระบบที่มุ่ง"ชดเชยความเสียหาย" มิใช่การมุ่งหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษแต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้นทางแพทย์เองก็เกิดความกังวลและตระหนกต่อประเด็นนี้เป็นอย่างยิ่ง
Facebook Flickr Picasa Twitter YouTube