ตกขาว
( 4 Votes )
ตกขาว ที่มีอยู่ตามปกติ ลักษณะคล้ายแป้งละลายน้ำ ปกติไม่มีกลิ่น แต่อาจมีกลิ่นคาวเล็กน้อย เนื่องจากเป็นสารคัดหลั่งจากเยื่อบุช่องคลอด มูกปากมดลูก และบางส่วนจากต่อม Skene's gland และ Bartholin's gland ปกติช่องคลอดของผู้หญิงจะบุผิวด้วยเซลชนิดเยื่อเมือกเหมือนกับเซลเยื่อเมือกที่บุในช่องปากและจมูกที่เรียกว่า mucous membrane ซึ่งทำหน้าที่สร้างเยื่อเมือกและความชื้นให้กับช่องคลอด

ในบางช่วงตกขาวที่มีอยู่ตามปกติอาจมีจำนวนมากขึ้น มักเกิดในช่วงใกล้ๆ ตกไข่ โดยมีมูกปากมดลูกเพิ่มขึ้น จึงมีตกขาวเป็นน้ำใสๆออกมา หรือมีออกมาในระยะใกล้ๆมีระดู ซึ่งมีเลือดมาหล่อเลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญตกขาวที่มีอยู่ตามปกติจะไม่มีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น แสบหรือคันช่องคลอด และจะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องให้การรักษาใดๆ
ปริมาณตกขาวมากหรือน้อยจะขึ้นกับแต่ละคน โดยทั่วไปตกขาวจะมีมากช่วงวันที่ไข่ตกซึ่งอยู่ระหว่างวันที่ 14 ของรอบเดือน นอกจากนั้นขณะตั้งครรภ์ก็จะพบว่าตกขาวมากจนบางครั้งอาจจะเหนียวหนืด การกระตุ้นทางเพศสัมพันธ์ก็จะมีการหลั่งน้ำออกมาหล่อลื่นมาก หลังจากมีกิจกรรมทางเพศก็มีตกขาวเป็นปริมาณมาก และการใช้ยาคุมกำเนิดก็ทำให้ตกขาวเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

ปกติในช่องคลอดจะมีแบคทีเรียอยู่หลายชนิด โดยไม่ก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติใดๆ ที่สำคัญได้แก่ แบคทีเรียที่มีชื่อเรียกว่าแลคโตบาซิลลัส (lactobacillus) ซึ่งจะเปลี่ยนสารไกลโคเจนจากเยื่อบุช่องคลอดเป็นกรดแลคติก ทำให้ pH ในช่องคลอดต่ำกว่า 4.5 และความเป้นกรดในช่องคลอดนี้เอง จะช่วยป้องกันไม่ให้แบคทีเรียอื่นเจริญเติบโต ธรรมชาติสร้างให้ช่องคลอดมีฤทธิ์เป็นกรดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยจะเริ่มสร้างเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นจนกระทั่งวัยทอง ดังนั้นผู้หญิงอาจจะรู้สึกชื้นๆบริเวณอวัยวะเพศ หากช่องคลอดแห้งจะทำให้เกิดการติดเชื้อที่ช่องคลอด และรู้สึกเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์

บางครั้งผู้ป่วยมีตกขาวเพิ่มขึ้น ถือว่าไม่ใช่ตกขาวที่มีอยู่ตามปกติ ผู้ป่วยมักจะมีอาการคัน หรือปวดแสบปวดร้อน ตกขาวมีกลิ่นเหม็น ที่สำคัญอาการจะไม่หายไปเอง สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบติดเชื้อ รองลงมาได้แก่ เนื้องอก ซึ่งหากเกิดจากเนื้องอกแล้วมักจะมีเลือดปนด้วย บางรายเกิดจากสิ่งแปลกปลอม เช่น การใส่วัตถุหรือวัสดุต่างๆเข้าไปในช่องคลอด ผ้าอนามัยชนิดสอดช่องคลอด หรือถุงยางคุมกำเนิด เป็นต้น

เชื้อโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อ เกิดจากเชื้อราเป็นส่วนใหญ่ เป็นเชื้อราชื่อ Candida albicans รองลงมาพบว่าเกิดจากพยาธิ Trichomonas vaginalis และเชื้อแบคทีเรียบางชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้อแบคทีเรียชนิดที่ไม่อาศัยออกซิเจนที่มีชื่อเรียกว่า Garnerella vaginalis ดังนั้นการรักษาจึงขึ้นกับเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุ แพทย์จะทำการตรวจภายในและนำตกขาวมาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งจะพบลักษณะเฉพาะของการติดเชื้อแต่ละชนิดหรือย้อมสีเพิ่มเติมเพื่อตรวจหาเชื้อก่อเหตุ จากนั้นจึงพิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อโรคเพื่อบำบัดรักษาการอักเสบติดเชื้อ ซึ่งยาที่ใช้มีได้หลายชนิด ทั้งชนิดสอดช่องคลอด ชนิดรับประทาน หรืออาจพิจารณาให้ยาทาภายนอกร่วมด้วยตามความเหมาะสม
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
| < Prev | Next > |
|---|







