โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 10,137 Views

Proton-pump Inhibitors (PPIs)

Proton-pump Inhibitors

(PPIs)จากชีวิตประจำวันที่ต้องเร่งรีบ และแข่งขันกับเวลา คนไทยจึงเลือกที่จะงดรับประทานอาหารบาง

มื้อ หรือรับประทานนอกเวลาปกติ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีภาวะแผลในกระเพาะอาหาร โรค

กระเพาะอาหารอักเสบที่ค่อนข้างสูง หรือที่คนทั่วไปมักจะมีอาการที่เรียกว่า หิวก้อปวด อิ่มก้อปวด

แสบยอดอก หรือ เรอเหม็นเปรี้ยว เป็นต้น ซึ่งเป็นอาการเริ่มต้นที่บ่งบอกถึงความผิดปกติของระบบ

ทางเดินอาหารและคนส่วนใหญ่มักคิดว่า เล็กน้อยจึงมักจะซื้อยาลดกรดมารับประทานเอง หาก

อาการกำเริบและเรื้อรังมากกว่านั้นถึงขั้นต้องไปพบแพทย์ แพทย์มักจะสั่งจ่ายยากลุ่ม Proton-

pump Inhibitorsร่วมกับการใช้ยาลดกรดด้วย ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ดีเกี่ยวกับการรักษา จึงควรมา

ทำความรู้จักกับยากลุ่มนี้ ซึ่งยากลุ่มนี้จะมีทั้งในรูปแบบรับประทานและรูปแบบฉีด แต่ในที่นี้จะกล่าว

ถึงเฉพาะในรูปแบบรับ

ประทานเท่านั้น

กลไกการออกฤทธิ์ยากลุ่ม Proton-pump Inhibitors

ยากลุ่มนี้จะต้านการหลั่งกรดโดยยับยั้งเอนไซม์ H+/ K+ ATPase ที่เซลล์ผนังกระเพาะอาหาร จึง

เสมือนเป็นตัวยับยั้งการปั๊มกรดเข้าสู่กระเพาะอาหาร

ข้อบ่งใช้

เนื่องจากกลไกการออกฤทธิ์ที่ต้านการหลั่งกรด ยากลุ่มนี้จึงมีข้อบ่งใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรค

หลอดอาหารอักเสบชนิดปานกลางถึงรุนแรง (Moderate to severe reflux esophagitis) แผลใน

กระเพาะอาหาร(Gastric Ulcers) แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal ulcers)ภาวะที่ร่างกายมีการ

หลั่งกรดสูง(Hypersecretion) โรค Zollinger-Ellison-Syndrome นอกจากนี้ยากลุ่มนี้จะใช้ร่วมกับยา

ปฏิชีวนะที่เหมาะสมอีก 2 ชนิด เพื่อกำจัดเชื้อ Helicobacter pylori ซึ่งเป็นสาเหตุของการกลับเป็น

ซ้ำของแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น รวมถึงบรรเทาอาการการไหลย้อนกลับของกรด

เช่น แสบยอดอก หรือ GERD (Gastroesophageal Reflux Disease) และป้องกันอาการไม่พึง

ประสงค์จากการใช้ยากลุ่ม NSAIDs เป็นระยะเวลานาน

ยากลุ่ม Proton-pump Inhibitors ที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันมีทั้งหมด 5 ชนิด ได้แก่

  1. Omeprazole ยาตัวนี้ในท้องตลาดมีชื่อการค้าหลายชื่อ ได้แก่ Miracid, Losec MUPS, O-sid เป็นต้น ขนาดยาที่มีจำหน่ายคือ 20 mg โดยมีข้อบ่งใช้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป ขนาดยาที่รับประทานจะขึ้นกับโรคและความรุนแรงของอาการ ตั้งแต่วันละ 10 mg จนถึง 80 mg เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-8 สัปดาห์ หรือตามแพทย์สั่ง
  2.  
  3. Esomeprazole มีชื่อการค้าคือ Nexium MUPS ขนาดยาที่มีจำหน่ายคือ 20mg และ 40 mg ยานี้ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเนื่องจากยังไม่มีการทดลอง ขนาดยาที่รับประทานขึ้นกับโรคและความรุนแรงของอาการเช่นกัน ขนาดยาที่แนะนำคือวันละ 20-40 mg เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-8 สัปดาห์ หรือตามแพทย์สั่ง เม็ดยา Nexium ทำอยู่ในรูปแบบ Multiple Unit Pellet System (MUPS) ซึ่งจะทำให้สามารถนำเม็ดยามาละลายในน้ำก่อนรับประทานได้ ทำให้สามารถใช้กับผู้ที่ไม่สามารถกลืนยาเม็ดได้ ซึ่งจะให้โดยนำไปละลายน้ำจำนวนเล็กน้อยแล้วจึงค่อยรับประทาน แต่ยาในรูปแบบนี้ห้ามบดเม็ดยาเพราะจะทำให้รูปแบบยาและการออกฤทธิ์เสียไป
  4.  
  5. Lansoprazole มีชื่อการค้าคือ Prevacid FDT ขนาดยาที่มีจำหน่ายคือ 15 mg และ 30 mg ยาตัวนี้มีข้อบ่งใช้ในเด็กตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยมีขนาดในการรับประทานยาดังนี้
     
    • เด็กอายุ 1-11 ปี น้ำหนักน้อยกว่าหรือเท่ากับ 30 กิโลกรัม รับประทานวันละ 15 mg
    • น้ำหนักมากกว่า 30 กิโลกรัม รับประทานวันละ 30 mg
    • เด็ก 12-17 ปี รับประทานวันละ 15-30 mg เป็นเวลาติดต่อกันนาน 8 สัปดาห์
    • ผู้ใหญ่มีขนาดรับประทานตั้งแต่ 15-30 mg เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-12 สัปดาห์
    • ขนาดยาและระยะเวลาในการรักษาอาจปรับได้ตามโรค และความรุนแรงของอาการ ซึ่งขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

    เม็ดยา Prevacid ทำอยู่ในรูปแบบ Fast Disintegrating Tablet (FDT) เม็ดยาจะมีลักษณะอ่อน กร่อนได้ง่าย บนเม็ดยาจะมีจุดสีส้มถึงน้ำตาลเข้มเล็กๆกระจายอยู่เต็ม ยารูปแบบนี้สามารถวางบนลิ้นอมให้เม็ดยาแตกตัวในปากแล้วจึงค่อยกลืนได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำเม็ดยามาใส่ในน้ำจำนวนเล็กน้อยให้เม็ดยาแตกตัว แล้วจึงนำมารับประทานได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเด็ก หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถกลืนเม็ดยาได้ ยามีการแต่งกลิ่นและรสให้สามารถอมให้แตกตัวในปากได้ อย่างไรก็ตามยารูปแบบนี้ห้ามนำไปบด หรือเคี้ยวเม็ดยาในขณะที่อมเม็ดยาอยู่ เพราะจะทำให้ยาสูญเสียการออกฤทธิ์ได้ นอกจากนี้ยายังไวต่อความชื้นและมีความเปราะบาง เมื่อแกะเม็ดยาออกจากแผงแล้วควรใช้ยาทันที
     

  6. Pantoprazole มีชื่อการค้าคือ Controloc ขนาดยาที่มีจำหน่ายคือ 20 mg และ 40 mg ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเนื่องจากยังไม่มีการทดลอง ขนาดยาที่รับประทานขึ้นกับโรค และความรุนแรงของอาการ ขนาดยาที่แนะนำคือวันละ 20-80 mg ติดต่อกัน 2-8 สัปดาห์ หรือตามแพทย์สั่ง เม็ดยา Controloc ทำอยู่ในรูปแบบเม็ดเคลือบด้วยสารที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร (Gastro-resistant Tablet) เม็ดยาจะแตกตัวในลำไส้ ดังนั้นจึงห้ามบดหรือตัดเม็ดยาเนื่องจากจะทำให้สารที่เคลือบเม็ดยาเสียคุณสมบัติและยาสูญเสียการออกฤทธิ์ได้
  7.  
  8. Rabeprazole มีชื่อการค้าคือ Pariet ขนาดยาที่มีจำหน่ายคือ 10 mg และ 20 mg ไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเนื่องจากยังไม่มีการทดลอง และมีขนาดรับประทาน วันละ 10-20 mg เป็นเวลาติดต่อกันนาน 4-8 สัปดาห์ หรือตามแพทย์สั่ง เม็ดยา Pariet ทำอยู่ในรูปแบบเม็ดเคลือบด้วยสารที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร (Gastro-resistant Tablet) เช่นกัน ดังนั้นจึงมีข้อควรทราบเช่นเดียวกับยา Controloc ที่ได้กล่าวมาแล้ว

ข้อควรปฏิบัติในการรับประทานยากลุ่ม Proton-pump Inhibitors

ยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors ทุกตัวจะไม่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหาร (ถูกกรดในกระเพาะ

อาหารทำลายตัวยา) ดังนั้นรูปแบบเม็ดยาจึงมีการเตรียมด้วยเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้ได้เม็ดยาที่มี

การปกป้องตัวยาจากกรดในกระเพาะอาหาร โดยตัวยาแต่ละชนิดจะมีเทคนิคต่างๆ ในการเตรียมเม็ด

ยาให้มีคุณสมบัติที่ทนต่อกรดในกระเพาะอาหารและปลดปล่อยตัวยาออกมาเมื่ออยู่ในลำไส้เล็ก ด้วย

เหตุนี้เม็ดยาของยาในกลุ่มนี้จึงห้ามบดหรือเคี้ยวเม็ดยา เพราะจะทำให้สารที่เคลือบตัวยาป้องกันกรด

ในกระเพาะถูกทำลาย และตัวยาจะสัมผัสกับกรดในกระเพาะอาหารก่อนจะถึงลำไส้เล็ก เป็นผลให้

ประสิทธิภาพในการออกฤทธิ์ของยาลดลง ดังนั้นการรับประทานจึงควรรับประทานโดยการกลืนทั้ง

เม็ดห้ามหัก แบ่ง เคี้ยว บด หรือทำแตก ยกเว้นรูปแบบยาบางชนิดคือ Fast Disintegrating Tablet

(FDT)และ Multiple Unit Pellet System (MUPS) ซึ่งสามารถนำมาอมในปากให้แตกตัว (FDT),

หรือนำมาผสมในน้ำจำนวนเล็กน้อยให้แตกตัว (FDT และ MUPS) เม็ดยารูปแบบนี้สามารถตัดแบ่ง

ได้ แต่ห้ามบดหรือเคี้ยวเม็ดยา นอกจากนี้ยากลุ่มนี้ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

เนื่องจากอาหารมีผลลดการดูดซึมยา

ข้อห้ามใช้

ไม่ควรใช้ยากลุ่ม Proton-pump Inhibitors กับผู้ป่วยที่มีประวัติการแพ้ยากลุ่มนี้ ถ้าหากมีประวัติแพ้

ยาตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ จะมีโอกาสที่จะแพ้ยาตัวอื่นๆในกลุ่มนี้เช่นกัน เนื่องจากมีลักษณะโครงสร้าง

ทางเคมีที่คล้ายคลึงกัน (Substituted benzimidazoles)

 

ข้อควรระวังในการใช้ยา

ยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors ส่วนใหญ่จะไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเนื่องจากยังไม่มีการทดลอง

ใช้ในผู้ป่วยเด็ก ยกเว้นยา Omeprazole ซึ่งสามารถใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปได้ และ

ยาLansoprazole ซึ่งสามารถใช้ในเด็กอายุตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไปได้ อย่างไรก็ตามการพิจารณาใช้ยา

สำหรับผู้ป่วยเด็กในบางครั้งขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

อาการไม่พึงประสงค์

อาการไม่พึงประสงค์ของยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors ที่พบบ่อย มักเป็นอาการเกี่ยวกับ

ระบบทางเดินอาหาร เช่น ปวดท้อง ท้องเสีย ท้องผูก ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปากแห้ง คลื่นไส้

อาเจียนนอกจากนี้ยังมีอาการไม่พึงประสงค์อื่นๆที่พบได้บ้าง เช่น ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ

ง่วงนอนผื่นแพ้ยา เป็นต้น ซึ่งถ้าหากพบว่าเกิดอาการไม่พึงประสงค์ที่ไม่สามารถทนได้ หรือพบว่า

เกิดผื่นที่ผิวหนังที่สงสัยว่าแพ้ยา ให้หยุดยาและมาปรึกษาแพทย์ทันที

ปฏิกิริยาระหว่างยา

ยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors มีปฏิกิริยาระหว่างยาที่มีความสำคัญดังนี้

  1. ยากลุ่มนี้สามารถลดการดูดซึมยา Ketoconazole, Itraconazole, Atazanavir ได้ เนื่องจากยาทำให้ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารลดลง
  2.  
  3. ยากลุ่มนี้จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับโดยอาศัยระบบเอนไซม์ Cytochrome P450 subtype 2C19 (CYP2C19) เป็นหลัก ดังนั้นถ้าหากมีการใช้ยาที่มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าว อาจส่งผลต่อระดับของยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors ในร่างกายได้ ดังนั้นอาจต้องมีการปรับขนาดยากลุ่มนี้ในระหว่างที่ได้รับร่วมกับยาที่มีผลต่อเอนไซม์ CYP2C19 ยาที่มีผลต่อเอนไซม์ดังกล่าวจะมีทั้งยาที่เพิ่มฤทธิ์ของเอนไซม์ (ทำให้มียา PPIs ในร่างกายลดลง) เช่น Carbamazepine, Phenytoin, Phenobarbital, Rifampicin เป็นต้น และยาที่มีผลลดฤทธิ์ของเอนไซม์ (ทำให้มียา PPIs ในร่างกายเพิ่มขึ้น) เช่น Fluconazole, Fluvoxamine, Gemfibrozil, Isoniazid, Ticlopidine เป็นต้น
  4.  
  5. กรณีที่คนไข้ได้รับยาต้านแข็งตัวของเลือดกลุ่ม Coumarin anticoagulants เช่น Warfarin ร่วมกับ ยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors ควรมีการติดตามค่า Prothrombin time และ ค่า INR เป็นระยะ ทั้งก่อนเริ่มการรักษา ระหว่างการรักษา และเมื่อสิ้นสุดการรักษาด้วยยาในกลุ่ม Proton-pump Inhibitors

การเก็บรักษา

ควรเก็บรักษาในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ในภาชนะปิดสนิทและป้องกันแสง ไม่ควรนำ

เม็ดยาออกจากแผงยาถ้ายังไม่ใช้

ภก. สมเจตน์ สุวรรณศิริพัฒน์

นสภ. วัลศิริ ศิรามพุช
 

ฝ่ายเภสัชกรรม ศูนย์การแพทย์ รพ.กรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เตรียมพร้อมรับ “วัยทอง” อย่างมีคุณภาพ

1 ตุลาคม 2559 2.727

ภาวะการลดลงของฮอร์โมนเพศ หรือการเข้าสู่ “วัยทอง” ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่สร้างความลำบากและหงุดหงิดใจให้กับตนเองรวมถึงคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นอาการหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า แม้กระทั่งกระดูกพรุน สิ่งเหล่านี้สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าก่อนได้เพื่อก้าวเข้าสู่ “วัยชรา”

มาลาเรีย

1 สิงหาคม 2556 3.978

มาลาเรีย เชื้อมาลาเรียที่ก่อโรคในคนมี 4 ชนิด ได้แก่ P. falciparum, P. vivax, P. malariae และ P. ovale ในประเทศไทยเชื้อที่พบส่วนใหญ่เป็นชนิด P.falciparum และ P.vivax ส่วนน้อยเป็นชนิด P.malariae, P.ovale มาลาเรียเป็นกันมากในจังหวัดตามแนวชายแดน

โรคซนสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)

17 กุมภาพันธ์ 2557 2.583

รคซนสมาธิสั้น เป็นปัญหาที่พบบ่อยในช่วงวัยเด็ก (ร้อยละ 5-15 ในเด็กวัยเรียน) และต่อเนื่องจนถึงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ