โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 6,391 Views

ไวรัสตับอักเสบเอ

ไวรัสตับอักเสบเอ

 ถึงแม้ว่าโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอ จะไม่ใช่โรคที่รุนแรงหรือโรคเรื้อรัง แต่ก็เป็นโรคที่ติดต่อกันได้ง่าย จากการใช้ชีวิตประจำวันทั่วไป วิธี การป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบชนิดเอคือการรักษาอนามัยส่วนบุคคลให้ดี ขับถ่ายในส้วมที่ถูกสุขลักษณะ และล้างมือให้สะอาดก่อนไปหยิบจับอาหารหรือดื่มน้ำ ควรเลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ไม่มีแมลงวันตอม หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้เพื่อป้องกัน การแพร่ของเชื้อ การฉีดวัคซีนตั้งแต่อายุ 1-2 ปีขึ้นไป โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 ปี โดยฉีด 2-3 ครั้ง และวัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้นานกว่า 20 ปี โรคตับอักเสบจากไวรัสพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยโรคตับอักเสบจากไวรัสเอ จะพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และติดต่อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป การติดเชื้อมักจะไม่ปรากฏอาการ มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากมีอาการเล็กน้อย โดยไม่มีอาการเหลือง แต่สามารถวินิจฉัยได้โดยการทดสอบการทำงานของตับ อัตราป่วยตายร้อยละ 0.1 -0.3 ในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 50 ปี พบอัตราป่วยตายร้อยละ 1.8 ส่วนโรคตับอักเสบจากไวรัสบี พบได้ทั้งในเด็กเล็ก ซึ่งมักไม่มีอาการ จนกระทั่งถึงเด็กโตและผู้ใหญ่ที่อาจมีอาการรุนแรงขึ้น ติดต่อได้ทั้งทางเลือดและเพศสัมพันธุ์
 
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญมากอวัยวะหนึ่งของร่างกาย หน้าที่ของตับเริ่มตั้งแต่ขณะที่ยังเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา ตับ ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เมื่อเจริญเติบโตขึ้น ตับจะพัฒนาเพื่อเปลี่ยนแปลงหน้าที่บางประการ โดยหน้าที่ของตับที่สำคัญมีมากมายหลายอย่าง เช่น หน้าที่เก็บสำรองอาหาร เป็นแหล่งสร้างพลังงานความร้อน เป็นแหล่งสร้างสารที่จำเป็นต่างๆ ได้แก่ สร้างน้ำดี สังเคราะห์วิตามิน สังเคราะห์สารที่ทำให้เลือดแข็งตัว เป็นต้น ตับอักเสบ เป็นภาวะที่เซลตับถูกทำลาย การถูกทำลายของเซลตับเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากการติดเชื้อซึ่งเป็นได้ทั้ง แบคทีเรีย ไวรัส และโปรโตชัว หรือเซลตับอาจถูกทำลายจากสาเหตุอื่น ได้แก่ จากพิษของสุรา ยาบางชนิด รวมถึงสารเคมี การที่เซลตับถูกทำลายจะทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับบกพร่องไปเกิดภาวะที่ร่างกายเจ็บป่วยและไม่สบายตามมา
 
สาเหตุ
1. สาเหตุของตับอักเสบที่พบบ่อยที่สุดสำหรับประเทศไทย ได้แก่ ตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสตับอักเสบมีหลายชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ บี ซี ดี อี และจี แต่ละชนิดจะมีวิธีการติดต่อและแพร่เชื้อที่แตกต่างกัน
2. ไวรัสตับอักเสบเอ และอี สามารถแพร่เชื้อได้ทางอาหาร น้ำดื่ม ผัก ผลไม้ รวมถึงสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ นอกจากนั้นระบบสุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น การขับถ่ายอุจจาระลงแหล่งน้ำ เป็นสาเหตุที่สำคัญมากของการระบาดของเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ และอี ไวรัสตับอักเสบทุกชนิด สามารถแพร่เชื้อผ่านทางเลือดได้ ไวรัสตับอักเสบบี ซี ดี และจี แพร่เชื้อทางเพศสัมพันธุ์ ทางมารดาสู่ทารก ทางการได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด การใช้ของมีคมร่วมกับผู้ที่ติดเชื้อ การสัก การเจาะหู การฝังเข็ม เป็นต้น
3. ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ (HAV) เป็น RNA virus เป็นสมาชิกตระกูล picornaviridae ติดต่อจากคนสู่คนโดยเชื้อเข้าสู่ปาก เชื้อจะอยู่ในอุจจาระของผู้ป่วยซึ่งพบระดับสูงสุดในสัปดาห์แรกหรือสอง สัปดาห์ก่อนเริ่มแสดงอาการ และลดลงอย่างรวดเร็วหลังจากตับเริ่มแสดงการทำงานลดลงหรือเริ่มแสดงอาการ พร้อมกับพบภูมิคุ้มกันในกระแสโลหิต การระบาดของโรคนี้มักจะเกิดจากแหล่งโรคร่วมโดยสัมพันธ์กับการปนเปื้อนเชื้อ ในน้ำและอาหารที่ปนเปื้อนจากผู้เตรียมอาหารที่เป็นพาหะของโรค รวมทั้งรับประทานอาหารที่ไม่ได้ทำให้สุกหรือมีการจับต้องอาหารภายหลังปรุง สุก รวมทั้งนม สลัด หอยปรุงไม่สุก ที่เก็บจากน้ำบริเวณที่ปนเปื้อนเชื้อ
4. ระยะฟักตัว 15-50 วัน โดยเฉลี่ยประมาณ 28-30 วัน จากการศึกษาการติดต่อในคน และหลักฐานทางระบาดวิทยาชี้ชัดว่า ระยะเวลาที่จะเกิดการติดเชื้อได้สูงสุดอยู่ในช่วงครึ่งหลังของระยะฟักตัว จนถึงประมาณ 2-3 วัน หลังจากเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือในช่วงของจุดสูงสุดของระดับเอนไซม์ตับในเลือดในผู้ป่วยที่ไม่มีอาการตัว เหลืองตาเหลือง ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหมดระยะติดต่อของโรคหลังจากมีอาการตัวเหลืองตาเหลืองไป แล้ว 1 สัปดาห์
 
อาการ
1. อาการของผู้ป่วยตับอักเสบแตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนจะมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น อ่อนเพลีย ในบางคนจะมีอาการตัวเหลือง ตาขาวเป็นสีเหลืองร่วมด้วย หรือ บางคนจะมีอาการมากกว่านั้น เช่น เป็นไข้ คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียน เบื่ออาหาร ปวดท้องที่ตำแหน่งชายโครงด้านขวา ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระสีซีด อาจพบว่ามีอาการคันตามผิวหนัง หรือผื่นลมพิษก็เป็นได้
2. ภาวะการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มักปรากฏอาการในเด็กโตและผู้ใหญ่มากกว่าในเด็กเล็ก ผู้ป่วยมักสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสต่อไปในระยะยาว และหายจากโรคอย่างสมบูรณ์โดยไม่เป็นพาหะเรื้อรัง ปัจจุบันมีการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอในเด็กแรกเกิด
3. โดยทั่วไปผู้ป่วยโรคตับอักเสบจะมีไข้นำมาก่อน ร่วมกับอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ต่อมาจะเริ่มมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง หรือที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นโรคดีซ่าน นั่นเอง ถ้ามีอาการดังกล่าว ควรรีบไปพบแพทย์ ไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ ซึ่งทำให้เกิดโรคตับอักเสบชนิดเอ หรือที่เดิมเรียกว่า infectious hepatitis สามารถติดต่อโดยทางระบบทางเดินอาหาร กล่าวคือโดยการกินอาหาร ดื่มนม หรือน้ำที่เปื้อนอุจจาระของคนที่มีเชื้อโรคนี้ เช่นเดียวกับโรคบิด อหิวาต์ ไทฟอยด์ ดังนั้นจึงสามารถแพร่กระจายโรคได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบ้านเรา ซึ่งการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมเรื่องส้วม และน้ำดื่มยังไม่ดี บางครั้งอาจพบเป็นโรคระบาดได้ ระยะฟักตัวของตับอักเสบชนิดเอ 15-45 วัน โดยเฉลี่ย 30 วัน ซึ่งนับว่าสั้นกว่าชนิดบี
4. ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอับเสบบี มักไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในเด็ก ส่วนใหญ่หายได้เอง ส่วนน้อยกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรังและเป็นพาหะของโรคหรือมีภาวะตับแข็ง ปัจจุบันมีการให้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีตั้งแต่แรกเกิด สำหรับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ไม่ค่อยพบภาวะการติดเชื้อแบบเฉียบพลัน ผู้ติดเชื้อมักไม่แสดงอาการ กลายเป็นผู้ป่วยติดเชื้อเรื้อรัง นำไปสู่ภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ เป็นสาเหตุที่สำคัญของตับอักเสบที่เกิดภายหลังการได้รับเลือดหรือส่วนประกอบ ของเลือด ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบซี
5. ไวรัสตับอักเสบดีเป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบบี ไม่สามารถพบชนิดเดียวได้ แต่สามารถก่อให้เกิดอาการตับอักเสบที่รุนแรงมากกว่าชนิดอื่น ส่วนไวรัสตับอักเสบอี ยังไม่พบว่ามีการระบาดในประเทศไทย แต่มีการระบาดอย่างหนักแล้วในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น พม่า อินเดีย บังคลาเทศ จึงเป็นไวรัสตับอักเสบที่ควรมีแผนการเฝ้าระวัง เนื่องจากมีการเดินทางเข้าประเทศของประชากรประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้เป็น จำนวนมาก
 
การวินิจฉัย
1. ปัจจุบันมีวิธีตรวจสอบหาเชื้อไวรัสตับอักเสบหลายวิธี ทั้งตรวจระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง หรือแม้แต่ผู้ที่ไม่มีอาการ ก็สามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบหรือไม่
2. ตรวจพบภูมิคุ้มกันชนิด IgM ต่อไวรัสตับอักเสบ เอ (IgM anti HAV) ในน้ำเหลืองที่เก็บทันทีหรือขณะป่วย สามารถตรวจพบได้ใน 5-10 วันหลังติดเชื้อ และพบจนถึง 6 เดือนหลังเริ่มป่วย ร่วมกับการตรวจพบภูมิคุ้มกันที่จำเพาะต่อเชื้อไวรัสเพิ่มขึ้น 4 เท่าหรือมากกว่าในน้ำเหลืองที่เจาะ 2 ครั้ง โดยวิธี RIA หรือ ELISA
3. ใช้หลักฐานทางระบาดวิทยาช่วยในการวินิจฉัยโรค
4. สำหรับ IgG anti-HAV ก็จะตรวจพบในช่วงต้นของการติดเชื้อและคงอยู่ตลอดไปซึ่งจะป้องกันโรคได้ตลอดชีวิต
 
การรักษา
1. การรักษาโรคตับอักเสบ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยเฉพาะ โดยทั่วไปจะเป็นการรักษาตามอาการ สิ่งที่ผู้ป่วยควรทราบ คือ หลีกเลี่ยงยารับประทานที่อาจทำให้ภาวะตับอักเสบ โดยทั่วไปรักษาตามอาการ หลีกเลี่ยงยารับประทานที่อาจนำให้ภาวะตับอักเสบรุนแรงขึ้น นอนพักผ่อนให้มาก เมื่อผู้ป่วยได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ภูมิต้านทานโรคในร่างกายจะเพิ่มขึ้น อาการป่วยไข้ที่เป็นอยู่ก็จะดีขึ้นในไม่ช้า
2. ส่วนมากโรคมักจะหายเป็นปกติ โดยไม่มีอาการแทรกซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นตับอักเสบชนิดเอ ส่วนน้อยเท่านั้นที่อาจมีอาการแทรกซ้อน ซึ่งจะพบในผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบชนิดบีหรือซี และมักเกิดในผู้ป่วยสูงอายุ หรือมีโรคอื่น ๆ เช่น หัวใจวาย เบาหวาน มะเร็ง โลหิตจางรุนแรง เป็นต้น อยู่ก่อน โรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายร้ายแรงถึงกับทำให้เสียชีวิตในเวลารวดเร็ว ซึ่งพบได้น้อยมาก ได้แก่ ตับอักเสบชนิดร้ายแรง ซึ่งเซลล์ของตับถูกทำลายจนเนื้อตับเสียเกือบทั้งหมด ผู้ป่วยจะมีอาการตาเหลืองจัด บวม และหมดสติ ประมาณร้อยละ10 ของผู้ป่วยที่เป็นตับอักเสบชนิดบี อาจกลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะมีอาการอ่อนเพลียและตาเหลืองอยู่นานกว่า 6 เดือน ถ้าเป็นชนิดคงที่ อาการจะไม่รุนแรงและมักจะหายได้เป็นปกติภายใน 1-2 ปี แต่ถ้าเป็นชนิดลุกลาม ก็อาจกลายเป็นโรคตับแข็งได้ แพทย์สามารถแยกชนิดคงที่ออกจากชนิดลุกลามได้ด้วยการเจาะเอาเนื้อตับพิสูจน์
3. พบว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบีหรือซีแบบเรื้อรัง หรือเป็นพาหะของเชื้อชนิดบีหรือซีอยู่นาน 30-40 ปีขึ้นไป อาจมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับได้
 
การป้องกัน
1. เชื้อไวรัสตับอักเสบเป็นเชื้อที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับชีวิตความเป็น อยู่ทั่วไปของมนุษย์ เชื้อสามารถปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำและอาหารของมนุษย์ เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายมนุษย์จากการดำรงชีวิตตามธรรมชาติ จากแม่สู่ทารก จากการใช้เข็มฉีดยาในผู้ติดยาเสพติด การฝังเข็ม หรือแม้แต่ในวงการเสริมความงาม เช่น การสัก การเจาะหู การใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่นที่มีเชื้อในกระแสเลือด เช่น มีดโกน กรรไกรตัดเล็บ รวมถึงการรับเลือดหรือส่วนประกอบของเลือดจากผู้บริจาค
2. แนวทางการป้องกัน ได้แก่ น้ำดื่มควรได้รับการต้มให้เดือดเป็นเวลา 20 นาที ก่อนใช้บริโภคเชื้อไวรัสตับอักเสบทุกชนิดจะตายที่ความร้อน 100 องศาเซลเซียส อาหารควรปรุงให้สุกก่อนรับประทาน โดยเฉพาะอาหารที่มาจากแหล่งน้ำทั้งสัตว์และพืช
3. ผู้ประกอบอาหารต้องรักษาความสะอาดด้วยการล้างมือ หรือสวมถุงมือขณะประกอบอาหารแหล่งผลิตอาหารสดต้องได้รับการควบคุม เช่น การสุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ เป็นต้น
4. ให้ความรู้แก่ประชาการในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้อยู่อาศัยใกล้แหล่งน้ำหรือในแหล่งที่ระบบสุขอนามัยไม่ดี ผู้ที่ใช้เข็มฉีดยา หรือมารดาที่ตั้งครรภ์ เป็นต้น เพื่อให้ทราบถึงวิธีการติดเชื้อ
5. สถานพยาบาล หน่วยงาน รวมถึงบ้านอยู่อาศัย ควรมีการควบคุมแหล่งแพร่เชื้อ โดยเฉพาะเลือด น้ำลาย สิ่งขับถ่าย และเครื่องมือเครื่องใช้ของผู้ป่วย สำหรับเข็มฉีดยา เข็มเจาะเลือดโดยต้องทำลายฆ่าเชื้ออย่างถูกวิธี โดยการเผา การนึ่งฆ่าเชื้อด้วยความดัน การอบแห้งที่ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง หรือการต้มเดือด เป็นเวลา 20 นาที
6. การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบในเลือดผู้บริจาคทุกยูนิต
7. การให้ภูมิคุ้มกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบหรือการฉีดวัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ 2 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ และไวรัสตับอักเสบบี สามารถให้ได้ในผู้ที่ยังไม่เคยคิดเชื้อมาก่อน โดยก่อนการให้วัคซีนต้องได้รับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ และตรวจเลือดเพื่อดูว่าเคยได้รับเชื้อมาก่อนหรือมีภูมิคุ้มกันอยู่แล้วหรือ ไม่ ถ้ายังไม่เคยติดเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันจึงจะให้วัคซีน ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบเอและบีที่ให้ในทารก ตั้งแต่แรกเกิด
 
 
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพ กรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

แพ้ยา

6 มิถุนายน 2556 1.707

การแพ้ยา เป็นภาวะการเกิดปฏิกิริยาของร่างกายที่มีกับยา โดยภูมิต้านทานของร่างกายแสดงการต่อต้านยา ด้วยสัญญาณว่าเป็นภัยต่อร่างกายทำให้เกิดการหลั่งสารหลายชนิดขึ้นในร่างกาย เช่น

ฝีที่มีสาเหตุจากฟัน

6 มิถุนายน 2556 10.521

อาการปวดฟันแบบตุบ ๆ หรือปวดเมื่อใช้ฟันนั้นกัดหรือเคี้ยวอาหาร ซึ่งเป็นอาการที่บ่งบอกได้ว่า คุณอาจเป็นฝีที่ฟันซี่นั้น ฝีของฟัน

โรคพิษสุราเรื้อรัง

7 มิถุนายน 2556 2.965

ในปัจจุบันโรคพิษสุราเรื้อรัง เป็นปัญหาของสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะสังคมมีการเปลี่ยนแปลงไป การใช้ชีวิตที่ต้องอาศัยการดื่มเหล้า เบียร์ หรือไวน์เพื่อการสังคม เพื่อสนุกสนานรื่นเริง เพื่อการเฉลิมฉลองในทุกโอกาส

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ