โพสต์ 3 ส.ค. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 6,405 Views

โรคไขข้อพาลินโดรมิก (Palindromic Rheumatism)

โรคไขข้อพาลินโดรมิก (Palindromic Rheumatism)

 หรือเรียกย่อๆ ว่า PR เป็นโรคข้ออักเสบชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุโดยพบว่ามีข้ออักเสบเป็นๆ หายๆ แต่ละครั้งไม่เกิน 2 วันอาการข้ออักเสบอาจเป็นได้ทั้งข้อเล็ก และข้อใหญ่ครั้งแรกๆอาจเป็นเพียงข้อเดียว ข้อที่อักเสบมีอาการปวด บวม แดง ร้อนซึ่งเป็นลักษณะของการอักเสบ บางคนแนะนำให้สังเกตอาการเด่นของโรคนี้ดังนี้ "ข้ออักเสบ" "เป็นเร็วหายเร็ว" "น้อยข้อ" "เรื้อรังอย่างน้อย 2 ปี"โดยเฉลี่ยพบโรคไขข้อพาลินโดรมิกในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยแต่ก็พบได้ตั้งแต่วัยหนุ่มสาวถึงวัยสูงอายุ ชายหญิงพบโรคนี้พอๆ กันเมื่อพิจารณาจากรากศัพท์ คำว่า palindromic มาจากภาษากรีก มีความหมายว่า "กลับมาอีกครั้งหนึ่ง" (to run back, to recur) บ่งบอกถึงลักษณะของโรคนี้ที่เป็นๆ หายๆ เกิดได้รวดเร็วและหายได้รวดเร็วเช่นกัน สลับช่วงปลอดอาการผู้ป่วยโรคไขข้อพาลินโดรมิกบางรายอาการเป็นๆ หายๆ ระยะเวลาไม่สม่ำเสมอส่วนมากเป็นข้อเดียว แต่อาจเป็นหลายข้อก็ได้ บางรายอาจมีอาการขึ้นๆ ลงๆมากบ้างน้อยบ้าง หรืออาการของโรคเป็นๆ หายๆ ในระยะเวลาที่สม่ำเสมอ

เมื่อติดตามผู้ป่วยโรคไขข้อพาลินโดรมิกไปเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งจะกลายไปเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดใดชนิดหนึ่งที่พบบ่อยคือจากโรคไขข้อพาลินโดรมิกกลายเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์โรคไขข้อพาลินโดรมิกอาจเปลี่ยนไปเป็นโรคข้ออักเสบอื่นๆ เช่นโรคลูปุสหรือเอสแอลอี โรคข้ออักเสบชนิด SNSA เป็นต้นแต่อีกส่วนหนึ่งก็จะยังคงปวดข้อเป็นๆหายๆ ต่อไปปัจจัยที่อาจทำให้โรคเปลี่ยนแปลงไปยังไม่ชัดเจนแต่ผู้ป่วยที่มีรูมาตอยด์แฟคเตอร์ในเลือดให้ผลบวกขณะวินิจฉัยมีโอกาสที่จะเปลี่ยนไปเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ในอนาคตได้มากกว่าธรรมดา

สาเหตุ

  1. ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน
  2. ผู้ป่วยบางคนสามารถเชื่อมโยงอาการอักเสบของข้อกับเหตุการณ์บางอย่าง เช่น ออกแรงใช้งานข้อนั้นมากๆ
  3. บางรายพบว่าอาการอักเสบมีความสัมพันธ์กับภาวะเครียด และการแปรผันทางอารมณ์

อาการ

  1. อาการข้ออักเสบเกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน โดยจะแตกต่างกันในแต่ละราย โดยทั่วไปพบครั้งละ 1 ข้อ น้อยครั้งที่พบ 2-3 ข้อ หรือหลายข้อ
  2. ข้อที่พบบ่อยตามลำดับดังนี้ ข้อเข่า ข้อมือ ข้อเท้า ข้อไหล่ ข้อนิ้วมือ ข้อศอก ข้อกลางเท้า ข้อสะโพก ข้อขากรรไกร ข้อสันหลังส่วนคอ และข้อนิ้วหัวแม่เท้า
  3. ระยะเวลาการอักเสบตั้งแต่เริ่มจนหายประมาณ 3-7 วัน การอักเสบแต่ละครั้งทำให้ปวดมากและพิการได้ อาการมักเริ่มช่วงบ่ายเย็น ปวดมากตอนกลางคืน
  4. เริ่มปวดจนปวดมากที่สุดใน 2-3 ชั่วโมงความรุนแรงของอาการปวดไม่แน่นอน อาจน้อยมากหรือปวดมากจนแทบทนไม่ได้ความถี่ไม่แน่นอน 2-3 ครั้งต่อปี หรือต่อสัปดาห์ก็ได้
  5. หนึ่งในสามของผู้ป่วยทั้งหมดจะมีการอักเสบบริเวณเนื้อเยื่อที่อยู่ใกล้ข้อร่วมด้วย
  6. อาจพบผื่นปื้นสีแดงที่ผิวหนังใกล้ข้อ แดงร้อนลูบแล้วเจ็บ แต่ไม่คันและไม่ชา ขนาดของผื่นประมาณ 2-4 ซม.
  7. ระยะแรกมักเป็นซ้ำข้อเดิม แต่ต่อมาจะเปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อยๆ บางคนพบว่าระยะแรกไม่บ่อยครั้งละข้อ ต่อไปจะบ่อย และหลายข้อ
  8. มักไม่มีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย หรืออาจมีแค่ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย อาจพบว่ามีปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการ เช่น ออกกำลังกาย ใช้ข้อมาก ไปนวดมา ความเครียด อารมณ์เศร้า เป็นต้น

การวินิจฉัย

  1. การวินิจฉัยโรคไขข้อพาลินโดรมิก ใช้ลักษณะประวัติอาการเป็นสำคัญ
  2. อาการข้ออักเสบเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว อาการกลับเป็นซ้ำ ข้อที่อักเสบเพียงข้อเดียวหรือ 2-3 ข้อ
  3. แพทย์สังเกตอาการข้ออักเสบอย่างน้อยหนึ่งครั้ง
  4. อาการข้ออักเสบเกิดขึ้นมากกว่า 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 2 ปี
  5. ข้อที่อักเสบในแต่ละครั้งน้อยกว่า 2 ข้อ
  6. ตรวจภาพรังสีไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด
  7. วินิจฉัยแยกโรคจากโรคอื่นที่มีอาการคล้ายกัน ได้แก่โรคข้ออักเสบจากผลึกเกลือ เช่น เกาต์หรือเกาต์เทียมซึ่งวินิจฉัยจากการเจาะข้อ และมีวิธีการรักษาต่างกัน
  8. ผู้ป่วยที่ปวดข้อจำนวนมากขึ้น เป็นระยะเวลานานขึ้น หายยากขึ้นหรือเอกซเรย์พบการทำลายข้อก็ต้องเปลี่ยนการวินิจฉัยเป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังวิธีการรักษาก็จะเปลี่ยนไป

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  1. โดยทั่วไปจะปกติ
  2. บางรายมี ESR สูงในช่วงที่มีอาการ
  3. ตรวจสารน้ำในข้อพบเซลล์เม็ดเลือดขาวซึ่งไม่บ่งชี้ชัดเจน (WBC 150-12700, PMN 2-60, Lym 3-46, Mono 8-24)

การรักษา

  1. ในกรณีที่ไม่ได้รักษาอะไร ก็อาจจะหายไปได้เองใน 1 วัน หลังจากนั้นก็จะมีข้ออักเสบอีกเป็นๆ หายๆ ช่วงที่หาย ก็จะหายสนิทเป็นปกติ
  2. หลักการรักษาที่สำคัญคือ ต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป การรักษาเพียงทำให้อาการน้อยลง เมื่อหยุดยา ก็จะเป็นใหม่
  3. พิจารณาใช้ยาแก้ปวด หรือยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น voltarenไม่เกิน 1 สัปดาห์ก็ควรจะหายเป็นปกติ กรณีที่เกิดขึ้นไม่บ่อย หลายๆ เดือนเป็นครั้ง รักษาเฉพาะช่วงที่เป็นก็พอ ให้ NSAIDs เริ่มเร็ว จะหายเร็ว หากไม่ได้ผลให้ corticorsteroidพิจารณาให้ prednisolone ขนาดยา 5-20 มิลลิกรัมต่อวัน จะได้ผลดีมาก เมื่ออาการหายก็หยุดยาได้ทันที
  4. ถ้าเป็นบ่อยมาก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาต้านมาลาเรีย หรือเกลือทองคำ จนกว่าอาการจะดีขึ้น แล้วค่อยพิจารณาลดยาลง
  5. กรณีที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น เป็นทุกสัปดาห์ การใช้ยาในกลุ่ม NSAIDs หรือ steroid อาจไม่เพียงพอ เพราะแค่ทำให้โรคสงบแต่ไม่ได้ป้องกันการเป็นซ้ำ แพทย์อาจแนะนำให้รักษาด้วย chloroquine 250mg หรือ hydroxychloroquine (200-400mg) ต่อวัน ให้รักษาเหมือนกับโรครูมาตอยด์พอให้ยา 2-3 เดือนอาการจะดีขึ้น ความรุนแรงดีขึ้น ความถี่จะลดลงหากให้หลายๆ เดือนไม่ดีขึ้นให้เปลี่ยนไปฉีดสารเกลือทองคำ จะได้ผลดีหากอาการผู้ป่วยมีลักษณะไปทางรูมาตอยด์ และไม่ได้ผลดีหากอาการบ่งไปทางลูปัส บางรายอาจต้องใช้ยากดอิมมูน เช่น azathiopine, cyclophosphomideร่วมด้วย
  6. ส่วนยา colchicines, sulfasalazine และ metrotrexateมักไม่ได้ผลในการป้องกันโรคไขข้อพาลินโดรมิก

พยากรณ์โรค

  1. ช่วงที่มีการอักเสบจะปวดมาก และพิการชั่วคราว เนื่องจากใช้การข้อนั้นไม่ได้ เช่น ที่เข่าเดินไม่ได้
  2. อาการปวด ทั้งความรุนแรง และระยะเวลาก็แล้วแต่ละรายต่างกันไป
  3. จากการติดตามผู้ป่วยในระยะยาว พบว่าร้อยละ 50 จะปวดแบบ palindromic ไปเรื่อยๆ ผู้ป่วยประมาณร้อยละ 33 จะกลายเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ร้อยละ 15 โรคสงบหายไปเองและที่เหลือประมาณร้อยละ 5 จะเป็นโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพันอย่างอื่น เช่น SLE, spondilitis, psoriatic arthritis, Sjogren syndrome เป็นต้น

การป้องกัน

เนื่องจากยังไม่ทราบตัวกระตุ้นที่แน่ชัด ในปัจจุบันจึงยังไม่ทราบวิธีป้องกันที่ได้ผลดี

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เม็ดเลือดแดงนาโน

24 กันยายน 2556 3.908

เม็ดเลือดแดงนาโน หรือที่เรียกว่า "respirocyte" จัดเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในบรรดาสิ่งประดิษฐ์นาโน เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และดูเหมือนว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในอนาคตอันใกล้

เป็นโรคตับจะปฏิบัติตัวอย่างไรดี

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.677

คำถามนี้เป็นคำถามที่ผู้ป่วย ซึ่งเป็นโรคตับมักจะถามแพทย์เสมอ นอกจากทานยาตามที่แพทย์สั่งสม่ำเสมอแล้ว ความจริงคำว่าโรคตับมีความหมายค่อนข้างกว้าง อาจจะหมายถึงผู้ที่เป็นพาหะของโรคตับอักเสบบี ซึ่งสภาพตับโดยทั่วไปแล้ว

ไม่เริ่ม...ไม่ต้องเลิก

7 มิถุนายน 2556 2.379

"ไม่เริ่ม ไม่ต้องเลิก" นี้ ไม่ว่าท่านจะเป็นผู้ที่ยังไม่เคยสูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่มาแล้วไม่ว่าท่านจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ ผู้ปกครองหรืออาจเป็นน้อง ๆ ที่สงสัยความหมายของหัวข้อเรื่องนี้ แต่ถ้าท่านลองค่อย ๆ ตรึกตรองคำกล่าวที่ว่า "ไม่เริ่ม ไม่ต้องเลิก" นี้ให้ดี

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ