โพสต์ 6 มิ.ย. 56 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 22,023 Views

โรคเหา

โรคเหา

เหา เป็นแมลงที่ชอบกัดและดูดเลือดคน อาศัยอยู่บนศีรษะและอยู่ตามขนบริเวณลำตัว มีลักษณะตัว

แบนคล้ายตัวเห็บ แต่มีขนาดเล็กกว่า มีสีดำ เหา 1 ตัวจะวางไข่ประมาณ 150 ฟอง มีสีขาวขุ่นอยู่ติด

กับโคนผม ไข่เหาจะฟักเป็นตัวภายใน 7 - 10 วัน เด็กเป็นเหาจะมีอาการคันมากและเกาจนหนังศีรษะ

ถลอก อักเสบ และเป็นแผลติดเชื้อได้ ทำให้เสียสมาธิในการเรียน วิธีป้องกันไม่ให้เป็นเหา ควรปฏิบัติ

ตัวดังนี้ คือ สระผมให้สะอาดเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ไม่อยู่ใกล้คลุกคลีหรือใช้ของร่วม

กัน ครูหรือผู้ปกครองควรตรวจเหาให้เด็กและสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แนะนำ

ให้เพื่อนและคนในครอบครัวกำจัดเหาพร้อมกันด้วยวิธีที่ถูกต้อง จะป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

เหาได้

 

สำหรับการรักษาโรคเหาให้สระผมวันเว้นวัน ใช้หวีเสนียดสางเหาใส่กระดาษและเผาทำลาย ทำเช่นนี้

ทุกวันประมาณ 2 - 3 สัปดาห์ จะช่วยให้เหาหมดไปได้โดยไม่ต้องใช้ยากำจัดหรือใช้สมุนไพร เช่น

ยาฉุน ใบหรือเมล็ดน้อยหน่า ตำแล้วคั้นกับน้ำหรือน้ำมันชโลมผมให้ทั่วศีรษะทิ้งไว้ 3 - 4 ชั่วโมง จึง

สระผม หากใช้ยารักษาหิดเหาขององค์การเภสัชกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นยาน้ำแขวนตะกอนสีขาวขุ่น ก็

ควรใช้อย่างระมัดระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก ดังนั้นถ้าเด็ก ๆ ไม่อยากเป็นโรคเหาซึ่งน่า

รังเกียจต้องรักษาความสะอาดของร่างกาย และสระผมเป็นประจำ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตาม

คำขวัญว่า "หมั่นสระ หมั่นสาง จะห่างจากเหา"

 

เหาเป็นแมลงขนาดเล็ก 1-2 มม. สีดำ ไม่มีปีก ส่วนหัวยื่นออกไปข้างหน้า มีหนวดสั้นๆ 1 คู่ ส่วนอกไม่เห็นรอยแยกของ

ปล้อง มีขา 3 คู่ ชอบกัดและดูดเลือดคน อาศัยอยู่บนศีรษะและอยู่ตามขนบริเวณลำตัว ลักษณะตัว

แบนคล้ายตัวเห็บ แต่มีขนาดเล็กกว่า เหาหนึ่งตัวจะวางไข่ประมาณ 150 ฟอง มีสีขาวขุ่นอยู่ติดกับ

โคนผม ไข่เหาจะฟักเป็นตัวภายใน 7-10 วัน เนื่องจากเหามีลำตัวเรียวยาว และมีความคล่องตัวใน

การเคลื่อนไหว จึงติดต่อกันได้ง่ายมาก โรคเหาที่หนังศีรษะพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็ก

ผู้หญิง เหาจะคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร ในน้ำลายของเหามีสารที่ระคายผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคัน

ตรงรอยกัด โดยที่เหาเกิดจากเชื้อปาราสิต ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Pediculus humanus ซึ่งอาศัย

อยู่บนหนังศีรษะ เส้นผม ขน ปาราสิตชนิดนี้จะคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร และวางไข่บนเส้นผม โดย

หลั่งสารไคตินหุ้มปลายหนึ่งของไข่ ให้เกาะติดแน่นอยู่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนไม่มีอาการ

มากเท่าใด แต่อาจสร้างความรำคาญได้

 

โรคเหาที่หนังศีรษะพบได้บ่อยในเด็กวัยเรียน โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เหาจะคอยดูดเลือดกินเป็น

อาหาร ในน้ำลายของเหามีสารที่ระคายผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคันตรงรอยกัด โดยที่เหาเกิดจากเชื้อ

ปาราสิต ชื่อวิทยาศาสตร์เรียกว่า Pediculus humanusซึ่งอาศัยอยู่บนหนังศีรษะ เส้นผม ขน ปารา

สิตชนิดนี้จะคอยดูดเลือดกินเป็นอาหาร และวางไข่บนเส้นผม โดยหลั่งสารไคตินหุ้มปลายหนึ่งของ

ไข่ ให้เกาะติดแน่นอยู่ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บางคนไม่มีอาการมากเท่าใด แต่อาจสร้างความ

รำคาญได้

 

พบว่าเด็กผู้หญิงที่มีเหาที่หนังศีรษะ สามารถแพร่การติดเชื้อให้แก่เพื่อนๆ ภายในชั้นเรียนเดียวกัน

ภายใน 24 ชม. ไข่มีขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 มม. ฟักเป็นตัวอ่อนของเหาภายในหนึ่งสัปดาห์ มอง

เห็นได้ด้วยตาเปล่า มักจะทำให้เกิดอาการคันที่บริเวณด้านหลังและด้านตรงศีรษะ ถ้าเกามากเป็น

หนอง สะเก็ดแห้งกรังได้ บางครั้งเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ต่อมน้ำเหลืองที่บริเวณ

ท้ายทอยและข้างคอโตได้ ในทางตรงกันข้าม บางคนอาจจะไม่มีอาการใดมาก ไม่คันมาก แม้ว่าเหา

จะพบบ่อยในเด็กวัยเรียนมากที่สุด แต่จริงๆ แล้วพบได้ทุกเพศทุกวัย

 

ตัวเหาบนศีรษะสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรืออาจใช้แว่นขยายช่วยส่องดู ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมี

ตัวเหาบนศีรษะน้อยกว่า 10 ตัว น้ำลายของตัวเหาจะมีสารซึ่งระคายเคืองผิวหนังได้ ทำให้เกิดตุ่มคัน

ตรงรอยกัด ลักษณะไข่เป็นรูปวงรี ยาว 0.5-1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับเส้นผม จำนวนแตก

ต่างหันเป็นร้อยเป็นพันได้ ตัวเหาจะวางไข่ที่บริเวณโคนรากผม เมื่อผมยาวขึ้นก็จะเห็นไข่เหาเขยิบ

ห่างจากหนังศีรษะมากขึ้น เช่น ปกติผมจะยาววันละประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ถ้าพบไข่อยู่บนเส้นผม

ห่างจากหนังศีรษะหรือโคนรากผม ประมาณ 15 เซนติเมตร แสดงว่าเป็นเหามาประมาณ 9 เดือนแล้ว

ไข่ที่ยังมีตัวอยู่จะมีสีเหลืองขุ่น แต่ไข่ที่ว่างเปล่าไม่มีตัวจะมีสีขาวขุ่น

การติดต่อ

ติดต่อทางการสัมผัสโดยตรง เช่น การใช้หวีแปรงร่วมกัน การใช้หมวกร่วมกัน การใช้หมอนแฃที่นอน

ร่วมกัน จากศีรษะคนหนึ่งไปที่ศีรษะอีกคนหนึ่ง เพราะฉะนั้นจึงมักพบระบาดในโรงเรียนได้บ่อย เพราะ

เด็กนักเรียนจะวิ่งเล่นใกล้ชิดกันมาก เหามักจะติดต่อสู่คนโดยการสัมผัสอย่างใกล้ชิด เช่น เด็กเล่นกัน

แบบศีรษะแตะศีรษะ ในชุมชนแออัด เช่น ค่าผู้อพยพ บริเวณที่ชุมชนหนาแน่นในผับหรือคลับ

 

อาการ

เด็กที่เป็นเหาจะมีอาการคันมาก อาจเกาจนหนังศีรษะถลอก อักเสบ และเป็นแผลติดเชื้อได้ นอกจาก

นี้ยังทำให้เด็กเสียสมาธิในการเรียน บางรายจะมีอาการคันศีรษะมาก และพบตัวเหาและไข่เหาซึ่ง

เห็นเป็นจุดขาว ๆ ติดอยู่บนบริเวณโคนผมและเส้นผม ส่วนใหญ่จะพบที่บริเวณเหนือใบหูและที่

ท้ายทอย บางรายอาจมีอาการคันมากตอนกลางคืน จนนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เหาทำให้เกิด

แผลที่หนังศีรษะเนื่องจากการเกาเพื่อลดอาการคัน ซึ่งทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียได้

 

การวินิจฉัย

  1. - โดยการตรวจพบตัวและไข่เหา
  2. - ลักษณะไข่ (nits) ไข่รูปวงรี ยาว 1 มิลลิเมตร สีขาวขุ่น เกาะติดแน่นกับเส้นผม จำนวนแตกต่างหันเป็นร้อยเป็นพันได้ ตัวเหาจะวางไข่ที่บริเวณโคนรากผม เมื่อผมยาวขึ้นก็จะเห็นไข่เหาเขยิบห่างจากหนังศีรษะมากขึ้น เช่น ปกติผมจะยาววันละ ประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ถ้าพบไข่อยู่บนเส้นผมห่างจากหนังศีรษะหรือโคนรากผม ประมาณ 15 เซนติเมตร แสดงว่าเป็นเหามาประมาณ 9 เดือนแล้ว ไข่ที่ยังมีตัวอยู่จะมีสีเหลืองขุ่น แต่ไข่ที่ว่างเปล่าไม่มีตัวจะมีสีขาวขุ่น
  3. - สำหรับการวินิจฉัยแยกโรค ต้องแยกจากรังแคซึ่งจะเป็นสะเก็ด ขุยลอกเล็กๆ บนศีรษะ ตัวขุยเล็กๆ นี้ จะไปติดแน่นกับเส้นผม เหมือนไข่เหา บางครั้งอาจแยกโรคที่เกิดจากการใช้เจลใส่ผม ซึ่งเจลใส่ผมบางครั้งเมื่อทำปฏิกิริยากับเส้นผม แล้วจะแห้งกรัง เกาะติดเป็นแผ่นเล็กๆ บนเส้นผมได้ อีกประการหนึ่งคือ แยกจากโรคหนังศีรษะอักเสบ ซึ่งจะมีอาการคัน สะเก็ดลอก หนา เป็นแผ่นๆ บางครั้งมีแผลน้ำเหลืองแห้งกรัง

การวินิจฉัยแยกโรค

  1. - รังแค (dandruff) จะเป็นสะเก็ด ขุยลอกเล็ก ๆ บนศีรษะ ตัวขุยเล็ก ๆ นี้ จะไปติด แน่นกับเส้นผม เหมือนไข่เหา
  2. - การใช้เจลใส่ผม เจลใส่ผมบางครั้งเมื่อทำปฏิกิริยากับเส้นผม แล้วจะแห้งกรัง เกาะติดเป็นแผ่นเล็ก ๆ บนเส้นผมได้ 
  3. - ผู้ป่วยโรคหนังศีรษะอักเสบ (seborrheic capitis) จะมีอาการคัน สะเก็ดลอก หนา เป็นแผ่น ๆ บางครั้งมีแผล น้ำ เหลืองแห้งกรัง

การรักษา

- ใช้หวีฟันถี่ ทำการหวีเพื่อเอาตัวและไข่เหาออกมา ก่อนที่จะใช้ 25 % benzyl benzoate ชะโลมบนศีรษะในรูปของ lotion ทิ้งไว้ 1 วัน เบนซิลเบนโซเอตชนิด 25 % ชโลมทั่วศีรษะ โพกผ้าทิ้งไว้ประมาณ 12-20 ชั่วโมง วิธีที่สะดวก คือ ใส่ยาตอนเย็น แล้วทิ้งไว้ค้างคืนหลังจากนั้นสระผมให้สะอาด พร้อมทั้งใช้หวีเสนียดสางเอาไข่เหาออกมา อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ควรทำซ้ำอีกครั้ง เพราะเป็นระยะที่ไข่เหาที่หลงเหลืออยู่จะฟักตัวอีกครั้งหนึ่ง

- อาจเลือกใช้ 1% gamma benzoate hexachloride ชะโลมศีรษะทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง และทำซ้ำอีกครั้งหลังจากครั้งแรก 7-10 วัน รวมทั้งนำเครื่องใช้ของผู้ติดเหาไปล้างทำความสะอาด ส่วนเครื่องนุ่งห่มให้นำไปตากแดดหรือเข้าเครื่องอบผ้า

- โกนผมทิ้ง เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพมากที่สุด การโกนผมจะช่วยได้มากและสะดวกดี ไม่สิ้นเปลือง แต่เด็กจะอายเพื่อนฝูง

- การใช้หวีเสนียด ซึ่งเป็นหวีซึ่งมีซี่ของหวีถี่มากใช้สางผมทำให้ทั้งตัวเหาและไข่เหา หลุดติดกับหวีออกมาได้ สระผมวันเว้นวัน ใช้หวีเสนียดสางเหาใส่กระดาษและเผาทำลาย ทำเช่นนี้ทุกวันประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะช่วยให้เหาหมดไปได้โดยไม่ต้องใช้ยากำจัด การใช้หวีเสนียดซึ่งเป็นหวีซึ่งมีซี่ของหวีถี่มากใช้สางผมทำให้ทั้งตัวเหาและไข่เหาหลุดติดกับหวีออกมาได้

- การใช้ยาฆ่าเหา ชื่อทางการค้าว่า จาคูติน (Jacutin) ใช้ทาศีรษะ ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง ล้างออกใช้ทาติดต่อกัน 3 วัน ยาที่ใช้ฆ่าเหาและไข่เหาได้ผลดี คือ แกมมาเบนซินเฮกซาคลอไรด์ ชื่อทางการค้าว่า "จาคูติน" ใช้ทาทั่วศีรษะ หลังสระผมให้สะอาดแล้ว แล้วทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง และสระผมซ้ำล้างออก โดยจะฆ่าตัวเหาได้หมด แต่ไข่เหายังไม่หมด ควรทายาซ้ำอีก 1 สับดาห์ แล้วใช้หวีซี่ถี่ๆ สางผมให้ไข่เหาหลุดออก หรือใช้ทาศีรษะ ทิ้งไว้ 12 ชั่วโมงจึงล้างออก ใช้ทาติดต่อกัน 3 วัน

- ใช้ยารักษาหิดเหาขององค์การเภสัชกรรมซึ่งมีลักษณะเป็นยาน้ำแขวนตะกอนสีขาวขุ่น ควรใช้อย่างระมัดระวัง และปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลาก

- ใช้สมุนไพร เช่น ยาฉุน ใบหรือเมล็ดน้อยหน่า ตำแล้วคั้นกับน้ำหรือน้ำมัน ชโลมผมให้ทั่วศีรษะ ทิ้งไว้ 3-4 ชั่วโมง จึงสระผม เหามักจะเกิดในเด็กนักเรียน ในการกำจัดเหาจำเป็นต้องทำซ้ำ เพราะขณะกำจัดเหา สมุนไพรที่ใช้สามารถฆ่าเหาได้ แต่ไข่อาจจะถูกกำจัดไม่หมด จึงควรใช้ซ้ำ และแนะนำให้รักษาความสะอาดโดยการสระผมบ่อยๆ

- ใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าเกิดมีเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนเกิดขึ้น

- ยากินกลุ่มแอนติฮีสตามีน ใช้กินเพื่อระงับอาการคัน

 

การป้องกัน

- หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชนแออัด

- ทำความสะอาดเส้นผมเป็นประจำ

- อย่าใช้ของร่วมกัน เช่น หวี แปรง หมวก ที่นอน หมอน เป็นต้น

- ปลอกหมอน ควรซัก ตากแดด หรือใช้ต้มน้ำร้อน

- ควรรักษาทั่วทั้งบ้าน ทั้งโรงเรียนที่มีการระบาดเกิดขึ้น

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไส้ติ่งอักเสบ

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.266

เมื่อเวลาที่ปวดท้อง คนโดยทั่วไปมักนึกถึงโรคไส้ติ่งอักเสบด้วยโรคหนึ่งเสมอ ผู้ป่วยที่ไปหาแพทย์เวลาปวดท้องมักจะถามว่าเป็นไส้ติ่งอักเสบหรือไม่

โรคแอนแทรกซ์

1 สิงหาคม 2556 1.633

แอนแทรกซ์ไม่ใช่โรคใหม่ เป็นโรคที่เกิดในสัตว์มานาน โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วัว แพะ แกะ มักไม่ค่อยทำให้เกิดโรคในคน เชื้อที่ทำให้เกิดโรคชื่อ Bacillus anthracis ซึ่งขยายพันธ์โดยสปอร์ ซึ่งมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง

สเต็มเซลล์แบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่าได้อย่างไร

7 มิถุนายน 2556 1.624

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด เป็นเซลล์ที่มีความสามารถแบ่งตัวเองขึ้นมาใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า การที่สเต็มเซลล์แบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่เหมือนเดิมทุกประการได้เป็นระยะเวลาที่นานมาก

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ