โพสต์ 20 ก.พ. 57 ปรับปรุง 15 ธ.ค. 60 2,293 Views

โรคเด็ก - วัคซีนป้องกัน

โรคเด็ก - วัคซีนป้องกัน

โรคไวรัสตับอักเสบบี

มีอาการ ได้แก่ มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหารนำมาก่อน ต่อมามีอาการตาเหลือง ตัวเหลือง ปัสสาวะเหลืองเข้ม

สาเหตุเกิดจาก

ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ อาจติดเชื้อระหว่างคลอด การเลี้ยงดู ทางเลือด และน้ำเหลือง การได้รับเลือดที่ติดเชื้ออาจเกิดจากการใช้ของมีคม/ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การฝังเข็ม การสัก การเจาะหูที่ไม่สะอาด การใช้ใบมีดโกน แปรงสีฟัน ร่วมกัน เป็นต้น ทางผิวหนังที่เกิดบาดแผล ผิวหนังถลอก ทางสัมผัสใกล้ชิด (Close contact) ระหว่างพาหะกับผู้อื่น เช่น สมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน เป็นต้น

วิธีการป้องกัน พบว่าการฉีดวัคซีน 3 เข็มบริเวณต้นแขนที่ระยะเวลา 0, 1 และ 6 เดือน ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติจะก่อให้เกิดภูมิต้านทานได้ ร้อยละ 90-95


โรคคอตีบ ไอกรน บาดทะยัก

อาการโรคคอตีบ หรือ ดิพทีเรีย จะไม่สบายตัว เจ็บคอ และมีไข้ ถ้าอ้าปากกว้างๆ หรือร้องอาๆ จะเห็นมีฝีสีขาวปนเทาอยู่ที่ต่อมทอนซิลซึ่งอาจจะกระจายลงมาในหลอดลมหรือกระจายขึ้นไปที่จมูกก็ได้ เวลาไอเสียงไอจะห้าวๆ ก้องๆ เริ่มหายใจลำบากหายใจหอบคล้ายวิ่งมาเหนื่อยๆ

สาเหตุ โรคคอตีบเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Corynebacterium diphtheriae (C. diphtheriae) ซึ่งมี รูปทรงแท่ง และย้อมติดสีแกรมบวก มีสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดพิษ (toxogenic) และไม่ทำให้เกิดพิษ (nontoxogenic) พิษที่ถูกขับออกมาจะชอบไปที่กล้ามเนื้อหัวใจ และปลายประสาท ทำให้เกิดการอักเสบ ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงจะทำให้ถึงตาย

วิธีการป้องกัน

ผู้ที่มีอาการของโรคจะมีเชื้ออยู่ในจมูก ลำคอ เป็นระยะเวลา 2-3 สัปดาห์
ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย เนื่องจากโรคคอตีบติดต่อกันได้ง่าย เช่นเดียวกับผู้ป่วย
ในเด็กทั่วไป การป้องกันนับว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด โดยการให้วัคซีนป้องกันคอตีบ 5 ครั้ง เมื่ออายุ 2, 4, 6 และ 18 เดือน และกระตุ้นอีกครั้งหนึ่งเมื่ออายุ 4 ปี

อาการโรคไอกรน อาการเริ่มแรกของโรคไอกรนจะคล้ายกับเป็นไข้หวัดมาก คิดว่าเป็นไข้หวัดธรรมดา เพราะเด็กจะมีแต่น้ำมูกไหล ไอแห้งๆ เท่านั้น พอผ่านไปสัก 7 วัน อาการจะดูดีขึ้นเหลือแต่ไอแห้ง แต่พอปลายสัปดาห์ที่สองฤทธิ์ของไอกรนเริ่มสำแดงทันทีเด็กจะเริ่มไอติดๆกัน บางทีไอตั้ง 10 ครั้งจึงจะหายใจเข้าสักครั้งหนึ่ง เด็กจะไอมากจนอาเจียนเพราะเสมหะเหนียวมากพอไอหมดชุดแล้ว เด็กจะสูดหายใจเข้าเต็มที่เสียงดัง เด็กจะไอจนหน้าดำหน้าเขียว น้ำตาไหล ลิ้นออกมาจุกปาก บางคนไอจนเลือดออกมาจุกในตา และอาเจียนจนหมดแรงก็มี

สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bordetella pertussis (B. pertussis) เป็นเชื้อที่เพาะขึ้นใน Bordet Gengau media ซึ่งเป็นเชื้อที่เพาะขึ้นได้ยาก จะพบเชื้อได้ในลำคอ ในส่วน nasopharynx ของผู้ป่วยในระยะ 1-2 อาทิตย์แรก ก่อนมีอาการ ไอเป็นแบบ paroxysmal

วิธีป้องกัน ควรพาเด็กไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอกรนตามกำหนดเวลาอย่างเคร่งครัด

อาการโรคบาดทะยัก ลักษณะเฉพาะเริ่มจากเกร็งที่ขากรรไกรทำให้ขากรรไกรแข็ง เกร็งที่หน้า ทำให้มีลักษณะแสยะปาก จากนั้นจะชักเกร็งที่คอ หลัง ท้องและขา โดยเด็กจะรู้สึกตัวดี ตลอดเวลา และระหว่างที่หยุดชัก กล้ามเนื้อจะเกร็งตลอดทำให้ดูไม่ออกว่าชักจากสาเหตุอื่นหรือเปล่า นอกจากนี้อาจมีภาวะอื่นแทรกด้วย คือ เลือดคลั่ง เลือดออกในระบบประสาท กล้ามเนื้อ ระยะฟักตัวก็มีตั้งแต่ 1 วัน ถึงหลายเดือน แต่เฉลี่ยแล้ว 3-21 วัน

สาเหตุ โรคนี้สำคัญแม้จะไม่พบบ่อยก็ตาม เพราะอาการจะรุนแรง และรวดเร็วมาก โดยเชื้อจะเข้าทางผิวหนังที่สกปรก สำหรับทารกแรกเกิดเชื้อเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลจากการตัดสายสะดือ เชื้อโรคมักอยู่ตามดินหรือของสกปรกประเภทอุจจาระม้า วัว หรือ อุจจาระสัตว์เลี้ยง ตามตะปูที่เป็นสนิม แผลตะปูตำ แผลลึกทำให้ออกซิเจนเข้ายาก เชื้อจะเจริญดีและเข้าทางสายสะดือของเด็กแรกเกิดได้ โดยเฉพาะถ้ามีการทำคลอดที่ไม่สะอาด

วิธีป้องกัน ปัจจุบัน โรคบาดทะยักนี้เราป้องกันตั้งแต่เด็กแรกเกิดเลย โดยให้วัคซีนป้องกันแก่หญิงมีครรภ์โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อ รวมสองครั้ง ห่างกันอย่างน้อยครั้งละหนึ่งเดือน โดยเริ่มฉีดครั้งแรกในโอกาสแรกที่พบจะเป็นเดือนไหนก็ได้ แต่ครั้งที่สองฉีดให้ก่อนครบกำหนดคลอดหนึ่งเดือน เมื่อฉีดครบชุด ดังกล่าวแล้วจะป้องกันได้ถึง 10 ปี จึงจะฉีดกระตุ้นอีกครั้งหนึ่ง สำหรับเด็กจะเริ่มฉีดหลังอายุ 2-3 เดือน โดยฉีดให้อย่างน้อย 3 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 2 เดือน รวมไปกับวัคซีนคอตีบและไอกรน และกระตุ้นอีกหนึ่งครั้ง หลังฉีดครบชุดแล้ว 1-1 ปีครึ่ง


โรคโปลิโอ

อาการ เริ่มแรกคือเป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ อาจมีอาเจียน ท้องผูกหรือท้องเดิน เพราะอาการทั่วไปคล้ายเป็นหวัดธรรมดา หากเด็กแข็งแรงก็จะหายเป็นปกติในเวลารวดเร็วและไม่มีความพิการ แต่ถ้าเป็นเด็กไม่แข็งแรงโรคจะลุกลามไปสู่ระบบประสาท ทำให้แขนหรือขาหรือทั้งแขนและขาเป็นอัมพาต ที่เห็นบ่อยจะเป็นขา ทำให้เด็กขากะเผลกๆ และมักเป็นข้างเดียว ในระยะที่มีการระบาดของโรคโปลิโอ ถ้ามีการกระทบกระเทือนที่แขนหรือขาของผู้ป่วยโรคโปลิโอในระยะเริ่มต้น อาจทำให้เป็นอัมพาตได้

สาเหตุ โรคโปลิโอ เป็นโรคติดต่อที่มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส เชื้อจะเข้าไปในระบบประสาท ทำให้เกิดอาการอัมพาต มักเกิดโรคในกลุ่ม อายุต่ำกว่า 5 ปี เพระเด็กยังไม่มีภูมิต้านทานต่อโรค หรือมีมีภูมิต้านทานไม่สูงพอ

การป้องกัน โรคนี้ป้องกันได้ด้วนการรับประทานวัคซีนโปลิโอหรือฉีดวัคซีนโปลิโอตามกำหนดโดยเริ่มครั้งแรกตั้งแต่เด็กอายุ 2-3 เดือน ซึ่งผู้ปกครองต้องพาเด็กไปรับการฉีดวัคซีนหรือกินวัคซีนอย่างเคร่งครัด

โรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม

อาการ จะคล้ายคลึงกับอาการของหวัดธรรมดา คือ ไข้ (ก่อน) น้ำมูกไหล มักจะไอแห้งๆ ตลอดเวลา จนเมื่ออาการเพิ่มขึ้นมีไข้สูง ตาแดงก่ำและแฉะ เวลาโดนแสงจะแสบตา ระคายตา ทำตาหยี ไอและมีน้ำมูกมาก ปาก และจมูกแดงไปหมด นอกจากที่กล่าวมาแล้ว เด็กอาจจะมีไข้สูงประมาณ 3-4 วัน จึงเริ่มมีผื่นจากหลังหูลามไปยังหน้า และร่างกาย ผื่นจะมีขนาดโตขึ้น และสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าสังเกตจะพบว่าก่อนวันที่เด็กจะมีผื่นออกตามลำตัวจะมีตุ่มเล็กๆ ในปากที่เรียกว่า คอปลิคส์สปอต ตรงฟันกรามบน ซึ่งเป็นตุ่มเกิดขึ้นเฉพาะโรคหัดเท่านั้น พอผื่นออกได้ประมาณ 1-2 วัน เด็กก็จะมีอาการดีขึ้น

สาเหตุ เกิดจาก เชื้อหัดเยอรมันซึ่งเป็นไวรัสชื่อว่า รูเบลลา (Rubella) เชื้อจะอยู่ในน้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย ติดต่อได้โดยการไอ จาม หายใจรดกัน เช่นเดียวกับโรคหวัดหรือโรคหัด ระยะฟักตัว 14-21 วันต่อมน้ำเหลืองโต (ที่หลังหู หลังคอ และท้ายทอย)

การป้องกัน ปัจจุบันเรามีวัคซีนฉีดป้องกันโรคหัด โดยฉีดในเด็กอายุ 9 เดือน และ 15 เดือน ซึ่งถ้าป้องกันโรคได้เสียก่อนอายุ 3-4 ปีจะดีมาก เพราะถ้าเป็นวัยนั้นโรคจะรุนแรง และมีโรคแทรกซ้อนได้ง่าย

โรคคางทูม

อาการ บริเวณดังกล่าวโตบวมจนเห็นไดชัด ถ้าเป็นในเด็กโตจะมีอาการปวดหู และเจ็บลำคอในวันแรกด้วย ไข้จะต่ำในวันที่สอง พอวันที่สามไข้กลับสูง วันก่อนจะเป็นคางทูม เด็กจะรู้สึกไม่สบาย ส่วนมากจะบวมข้างเดียวก่อน ต่อมาอีกข้างถึงจะบวมตามแต่บางคนก็บวมข้างเดียวถ้าบวมน้อยๆจะหายในเวลา 3-4 วัน แต่ถ้าเป็นมากกว่านี้จะยุบภายใน 10 วัน
สาเหตุ โรคคางทูม เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของต่อมน้ำลาย พาโรติด ที่บริเวณหน้าใบหู 2 ข้างของคาง

วิธีป้องกัน ฉีดวัคซีนให้ตั้งแต่ตัวเล็กๆ เลย โดยสามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนโรคหัด เพราะถ้าไม่เคยเป็นมาก่อนและติดโรค เกิดอาการอัเสบที่ลูกอัณฑะแล้วกลายเป็นหมันได้ เพราะโรคคางทูมในผู้ใหญ่รุนแรงมาก บางรายถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาลกลายเป็นสมองอักเสบไป


โรคไข้สมองอักเสบ

อาการ เมื่อรับเชื้อแล้วจะมีระยะฟักตัว 5-14 วัน จึงเริ่มแสดงอาการป่วย ปวดเมื่อย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาเจียน ซึม หงุดหงิด ถึงชักเกร็งกระตุก จนอาจเป็นอัมพาตได้ บางรายจะเอะอะ เพ้อ คลั่ง อาละวาด หายใจไม่สม่ำเสมอไข้สูงลอย และมีการทำลายสมอง กลายเป็นเจ้าหญิง เจ้าชายนิทราในที่สุด

สาเหตุ โรคสมองอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัสหลายชนิด แต่ชนิดที่น่ากลัวและร้ายแรงที่สุดมีชื่อว่า JAPANESE B ENCEPHALITIS หรือ JBE เจบีอี ไวรัสจะแพร่เชื้อในหมู โดยมีพาหะ นำเชื้อสู่คนคือ ยุงคิวเล็กซ์ เมื่อยุงคิวเล็กซ์มากัดคน เชื้อจากเลือดหมูจะตรงไปเจริญเติบโตที่สมองทันที หากร่างกายอ่อนแอ จะทำให้เกิดสมองอักเสบ ปัจจุบันนี้ เชื้อไวรัสนี้เติบโตในสัตว์อื่นด้วย พวกม้า วัว ควาย สุนัข เป็ด ไก่และนกกระจอก บ้านใดเลี้ยงสัตว์เหล่านี้ จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

วิธีป้องกัน คือ ทำลายแอ่งน้ำที่เพาะพันธุ์ยุง อย่าให้มีน้ำขัง ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันต้องอยู่ภายใต้การแนะนำ และดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะวัคซีนนี้ยังใหม่มากสำหรับบ้านเรา แต่ก็สามารถรับบริการได้ตามโรงพยาบาลทั่วไป

โรคสุกใส

อาการ มีไข้ต่ำๆ และสูงขึ้นแต่ไม่เกิน 101 องศาฟาเรนไฮท์ ร่วมกับปรากฏตุ่มขึ้นตามตัว และใบหน้า ซึ่งส่วนบนจะพองใสมีหนองสีเหลืองๆ ส่วนรอบๆ ฐานจะมีสีแดง ซึ่งต่อมาตุ่มนั้นจะแตกออกเป็นสะเก็ด และขนาดของตุ่มจะไม่เท่ากัน เมื่อตุ่มเม็ดเก่าแตก จะมีเม็ดใหม่ๆ ขึ้นมาอีกใน 3-4 วัน สำหรับเม็ดตุ่มจะมีอาการคัน

สาเหตุ จากเชื้อไวรัสที่กระจายออกมาจากทางเดินหายใจของผู้ป่วยหรือตุ่มหนองที่เริ่มตกสะเก็ด และปลิวมาถูกผู้สัมผัสโรคได้

วิธีป้องกัน ทำได้โดยการไม่ใช้ข้าวของเครื่องใช้ปะปนกัน พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ ไม่สัมผัสกับผู้ป่วยโรคอีสุกอีใสโดยตรง ในปัจจุบันนี้การป้องกันโรคอีสุกอีใสอีกวิธีหนึ่ง คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส (ประมาณ 800-1,200 บาท) หากไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคอีสุกอีใส หรือยังอาจลองปรึกษาแพทย์ให้ตรวจดูว่าร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคนี้หรือยัง สำหรับผู้ที่ต้องสัมผัส และใกล้ชิดกับผู้ป่วยเป็นประจำอาจจำเป็นต้องป้องกันแบบเร่งด่วนโดยฉีดเซรุ่ม (VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าสู่ร่างกายโดยตรง


โรคเชื้อฮิบ

อาการ

ในเด็กเล็ก จะมีอาการไข้สูง งอแงมาก หงุดหงิด ชัก ซึม กระหม่อมตึง คอแข็ง อาเจียน
ในเด็กโต จะมีอาการปวดศีรษะไข้สูง ซึม อาเจียน รับประทานอาหารไม่ได้ ไม่ชอบแสงสว่าง วันต่อมาจะมีอาการ “คอแข็ง” ไม่สามารถก้มจนคางชิดอกได้ ความรู้สึกตัวเปลี่ยนไป อาจมีแขนขาอ่อนแรง การวินิจฉัย และการรักษา แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ และอาการแสดงของผู้ป่วย และอาจเจาะไขสันหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลัง ไปตรวจทางห้องปฏิบัติ

สาเหตุ เป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อเต็มว่าฮีโมฟีลุสอินฟลู เอนซา ชนิดบี (Haemophilus influenza type b) เป็นเชื้อที่อยู่ตามลำคอทำให้ติดต่อกันได้ง่ายจากการใกล้ชิดสัมผัส เช่น ไอจามรดกัน และหลังจากเชื้อฮิบเข้าสู่ร่างกายแล้ว เชื้อจะแพร่กระจายไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดโรคได้หลายชนิด เช่น ปอดบวม ฝาปิดกล่องเสียงอักเสบ ผิวหนังอักเสบ ข้ออักเสบแต่ที่สำคัญ และร้ายแรงที่สุด คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ

วิธีป้องกัน ควรให้ทารกดูดนมมารดา ซึ่งพบว่าเด็กที่ดูดนมมารดา จะมีอัตราการติดเชื้อต่ำกว่าเพราะได้รับภูมิต้านทานเชื้อตัวนี้ผ่านทางน้ำนมมารดา ปัจจุบันสามารถผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันเชื้อฮิบได้ โดยนำเข้าจากต่างประเทศเริ่มใช้ฉีดเพื่อป้องกันตั้งแต่อายุ 2 เดือน 4 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ซึ่งสามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ไวรัสโรต้า

อาการ เด็กถ่ายบ่อย ถ่ายเหลวเป็นน้ำมีมูกในอุจจาระมีไข้สูงเกิน 101 องศาฟาเรนไฮท์

สาเหตุ ไวรัสโรต้าเป็นสาเหตุประมาณครึ่งหนึ่งของโรคอุจจาระร่วงรุนแรง ที่ทำให้เด็กต้องนอนโรงพยาบาล ไวรัสนี้ระบาดได้ตลอดทั้งปี และพบมากขึ้นในช่วงฤดูหนาว เชื้อพบได้ในอุจจาระของเด็กที่เป็นโรค ติดต่อได้โดยการรับประทานนม หรืออาหารที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือการที่เด็กเอาของเล่นที่มีเชื้อปนเปื้อนอยู่เข้าปาก เชื้อโรต้ามักทนทานในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นแม้จะมีสุขอนามัยที่ดี ก็ยังอาจเกิดโรคท้องร่วงจากไวรัสโรต้าได้ การหมั่นล้างมือ ล้างของเล่นจะช่วยลดโอกาสติดเชื้อไปได้มาก

วิธีป้องกัน วัคซีนป้องกันโรคอุจจาระร่วงโรต้าไวรัสเป็นวัคซีนชนิดหยอดปาก คำแนะนำให้เด็กก่อนอายุ 6 เดือน ให้ 2 ครั้งห่างกัน 2 เดือน วัคซีนจะป้องกันโรคอุจจาระร่วงโรต้าไวรัสได้ประมาณ 70 % เด็กที่ได้รับวัคซีนอาจป่วยได้แต่อาการจะไม่รุนแรง ผลข้างเคียงของวัคซีน อาจมีอาการคลื่นไส้ ถ่ายเหลวเล็กน้อย


โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี

คือ โรคติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสชนิดแพร่กระจายที่อันตรายสูง ตัวเชื้อนิวโมคอคคัสมักพบอาศัยอยู่ในโพรงจมูกหรือคอของคนทั่วไป ทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ (เป็นพาหะ) แต่แพร่กระจายสู่ผู้อื่นได้ เพียงการ ไอ จาม สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง โดยเฉพาะในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ที่ภูมิคุ้มกันยังต่ำ อาจติดเชื้อโรคได้ง่าย

โรคติดเชื้อ ไอ พี ดี ที่มีอาการรุนแรง คือ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นโรคร้ายที่อาจทำลายชีวิตลูกน้อยได้ใน 2 วัน ควรป้องกันดีกว่าเป็นแล้วมารักษา เพราะเชื้อมักดื้อยา และต้องรักษาอย่างทันท่วงที

สาเหตุ เกิดจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส ชื่อเต็มคือ สเตรปโตคอคคัส นิวโมเนียอี่ (Streptococcus pneumoniae) เชื้อโรคชนิดนี้ เป็นสาเหตุสำคัญของการติดเชื้อในเด็ก มักพบการติดเชื้อในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และพบการติดเชื้อรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

เด็กกลุ่มไหนที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้

เด็กที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อนี้ได้แก่

 เด็กที่มีสุขภาพดีอายุน้อยกว่า 2 ปี
 เด็กที่เป็นโรคหัวใจ โรคปอด โรคตับเรื้อรัง
 เด็กที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานไม่ดี
 เด็กที่อยู่สถานเลี้ยงเด็กกลางวัน
 เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
 เด็กที่มีน้ำไขสันหลังรั่ว

วิธีป้องกัน

สอนให้เด็กมีสุขภาพอนามัยที่ดี ล้างมือบ่อยๆ และปิดปาก ปิดจมูกทุกครั้งที่จาม หรือไอ
สอนในเด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนที่เป็นไข้หวัดหรือป่วย
ให้ลูกกินนมแม่เพื่อให้มีภูมิต้านทานจากแม่ไปสู่ลูกทางอ้อม
การฉีดวัคซีนเป็นการป้องกันได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทดสอบสมรรถภาพทางกาย (ตอนที่ 1)

7 มิถุนายน 2556 4.242

สมรรถภาพทางกาย (Physical Fitness) หมายถึง ลักษณะสภาพของร่างกายที่มีความสมบูรณ์ แข็งแรง อดทนต่อการปฏิบัติงานในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โลหิต..ที่ท่านควรทราบ

24 กันยายน 2556 4.360

โลหิต..ที่ท่านควรทราบ โลหิตหรือเลือด (blood) เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนอยู่ภายในเส้นเลือดทั่วร่างกาย โดยอาศัยการสูบฉีดของหัวใจ อวัยวะสำคัญที่ร่างกายมนุษย์ใช้ในการสร้างเม็ดโลหิต คือไขกระดูก ในร่างกายของคนเรามีโลหิตมากน้อย ตามน้ำหนักของแต่ละคน

วิธียกเครื่องผู้สูงอายุ

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.320

มนุษย์เราไม่มีใครอยากเป็นคนแก่แบบเงอะงะหรอก ล้วนอยากมีสภาพเป็นหนุ่มสาวกันนานๆ ทั้งนั้น เรามีข้อเสนอแนะสำหรับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ทำให้ตนเองไม่แก่เร็ว หรือแก่แล้วยังมีหัวใจอ่อนเยาว์อยู่ ได้แก่

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ