โพสต์ 16 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 5,614 Views

โรคหิด

โรคหิด

โรคหิด (Scabies) เป็นโรคผิวหนังอักเสบที่เกิดจากตัวหิด ซึ่งเป็นตัวไรเล็ก ๆ สามารถมองเห็นด้วย

ตาเปล่าเป็นจุดขาวเล็ก ๆ ติดต่อโดยการสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่เป็นโรคหิด หรือการใช้เสื้อผ้า เครื่อง

ใช้ที่นอนร่วมกัน เนื่องจากตัวเชื้อสามารถมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ 2-3 วัน

 

สาเหตุ

โรคหิดเกิดจากการติดเชื้อปาราสิตชนิดหนึ่ง ที่มีชื่อว่า Sarcoptes scabieiซึ่งเชื้อนี้เป็นแมลงเล็กมาก

ตัวหิดมีขนาดเล็กกว่าปลายเข็ม จัดอยู่ในกลุ่มตระกูลเดียวกับตัวไร ขนาดประมาณ 0.4 มิลลิเมตร

ลักษณะเป็นตัวกลมรีๆ และแบนเหมือนเห็บสุนัข ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ ตัวอ่อนมี 6 ขา ตัวแก่มี

8 ขา

 

เชื้อหิดผสมพันธุ์กันบนผิวหนังของคน เมื่อผสมพันธุ์แล้วตัวผู้ก็จะตายไป ส่วนตัวเมียก็จะขุดอุโมงค์

วางไข่ต่อไป โดยตัวเมียเจาะอุโมงค์ในชั้นหนังกำพร้า เพื่อใช้วางไข่ ตัวเมียจะฝังตัวใต้ผิวและขึ้นมา

วางไข่วันละ 2-3 ฟอง จนกระทั่งถึง 10-25 ฟอง ก็จะตายไป

 

ตัวอ่อนจะออกจากไข่ในวันที่ 3 หรือ 4 โดยจะคลานออกจากอุโมงค์ เพื่อหาที่อยู่ใหม่ และอาศัยอยู่

ในรูขุมขน ทำให้มีตุ่มแดงตรงรูขุมขนและมีอาการคัน ตัวหิดสามารถมีชีวิตอยู่ภายนอกร่างกายของ

คนเราได้ 2-3 วัน ส่วนตัวอ่อนจะโตเต็มที่ในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์

 

 

การติดต่อ

 

โรคนี้จะติดต่อโดยการสัมผัสระหว่างผิวหนังที่เป็นโรคและผิวหนังปกติ การติดต่อมักจะเกิดเมื่อนอ

ร่วมกันเป็นเวลานาน การร่วมเพศก็มีโอกาสติดเชื้อนี้ ทำให้เกิดตุ่มคันตรงบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ ถือ

เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธุ์ชนิดหนึ่ง ตุ่มคันจะพบก่อนแถว ๆ อวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ที่หนังหุ้ม

องคชาตและอัณฑะ สำหรับผู้หญิงไม่ค่อยพบที่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ นอกจากนั้นโรคนี้ยังติดต่อโดย

การจับมือเสื้อผ้า หรือเครื่องใช้ แม้กระทั่งฝาโถส้วมก็สามารถติดต่อได้ เมื่อได้รับเชื้อแล้ว 4-6

สัปดาห์จึงจะเกิดอาการคัน

 

การแพร่กระจายของหิดคน เกิดจากอยู่ใกล้ชิดหรือใช้ของร่วมกันผู้ป่วยหิด จึงมักพบการระบาดของ

หิดในคนที่นอนในห้องเดียวกัน คนที่อาศัยในที่แออัดเช่น สถานกักขัง สถานสงเคราะห์เด็กหรือคน

ชราโรงเรียน วัด โรคหิดพบได้บ่อยในคนทุกวัย สามารถติดต่อได้ง่าย โดยการสัมผัสหรือใช้ของร่วม

กันหิดไม่แพร่กระจายโดยทางการหายใจ หรือทางอาหาร โรคหิดติดต่อมาได้โดยการสัมผัสใกล้ชิด

กับคนที่เป็นโรคนี้อยู่แล้ว หรือการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกัน หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคนี้ก็มี

โอกาสติดโรคได้

 

อาการของโรค

 

อาการทางผิวหนังจะเริ่มปรากฏ 2 สัปดาห์หลังจากติดเชื้อเมื่อร่างกายได้รับการกระตุ้นจากโปรตีนใน

น้ำลายของตัวหิด แล้วเกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น ผู้ป่วยจะมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนอง คัน เกิดขึ้นกระจายทั้ง

สองข้างของร่างกาย มักจะพบที่ง่ามนิ้วมือนิ้วเท้า ข้อมือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ ก้น

ข้อเท้า อวัยวะสืบพันธุ์ ในเด็กเล็กอาจขึ้นที่หน้าและศีรษะ ส่วนในผู้ใหญ่มักไม่ขึ้นในบริเวณนี้ บาง

รายอาจพบเป็นผื่นนูนแดงคดเคี้ยว ขนาดเท่าเส้นด้าย ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ซึ่งตรงปลายสุด

จะเป็นที่อยู่ของตัวหิด บางครั้งอาจเห็นมีรอยเคลื่อนที่ของตัวปาราสิตเป็นรูปตัว s ผู้ป่วยมักจะมี

อาการคันมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน อาการคันเกิดจากปฎิกิริยาภูมิไวต่อหิดตัวเมีย ต่อไข่หิด และ

ต่อมูลหิดอาการคันไม่ได้เกิดจากตัวหิดไปรบกวนผิวหนังโดยตรง แต่เกิดจากการแพ้ต่อสารพิษที่ตัว

หิดปล่อยทิ้งไว้ในผิวหนัง เมื่อร่างกายมีการต่อต้านก็จะเกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดอาการคันขึ้น ยิ่งถ้าเป็น

ครั้งต่อไปบริเวณที่เคยเป็นและหายแล้ว จะกลับคันขึ้นมาอีกได้ทันที หิดมักจะทำให้เกิดหนองด้วย

เพราะการเกาย่อมทำลายผิวหนังและเล็บมักสกปรกมีเชื้อโรค ซึ่งตุ่มหนองพบบ่อยแถวง่ามนิ้วมือ ซึ่ง

จะทำให้เกิดการอักเสบ มีพิษทำให้ไข้ขึ้นสูงอีกด้วย

 

 

อาการแทรกซ้อนที่สำคัญ ผู้ป่วยมักเกาจนกลายเป็นแผลพุพอง และถ้าติดเชื้อแบคทีเรีย บีตา-ส

เตรปค็อกคัส อาจเกิดเป็นโรคไตอักเสบได้ นอกจากนี้เด็กบางคนอาจคัน จนนอนไม่พอ กินไม่ได้

และน้ำหนักลด

 

การวินิจฉัย

 

จากลักษณะประวัติอาการ แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยโรคได้แล้ว ยืนยันโดยการตรวจทางห้อง

ปฏิบัติการ โดยการขูดบริเวณรอยโรคที่เป็นอุโมงค์ นำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบตัวหิดหรือ

ไข่

 

การรักษา ยารักษาหิดมีหลายชนิด ได้แก่

  1.  
  2. ครีมลินเดน หรือแกมม่าเบ็นซีนเฮ็กซาคลอไรด์ (lindane หรือ gamma benzene hexachloride)
  3. เป็นยาที่ได้ผลดีทาทั่วตัว ยกเว้นศีรษะ ทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นเวลา 1-3 วัน และอาจทาซ้ำใน 1 สัปดาห์ถัดมา ไม่ควรใช้ยานี้ในบริเวณผิวหนังที่มีแผล การรักษาในเด็กเล็กต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
  4.  
  5. ครีมเพอร์มีธิน (5% permethrin) ทาตั้งแต่คอลงมาทิ้งไว้ 8 ชั่วโมงแล้วล้างออก
  6.  
  7. ยาทาชนิดน้ำเบ็นซิลเบ็นโซเอด (12.5 - 25 % benzyl benzoate) ทาทั้งตัวตั้งแต่ระดับคอลงมา
  8. ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง
  9.  
  10. ครีมโครตามิตอน (crotamiton)
  11.  
  12. ขี้ผึ้งผสมผงกำมะถันเหลือง (6-10% precipitated sulfur)

ยาแต่ละตัวมีประสิทธิภาพในการรักษา และราคาแตกต่างกันไป บางชนิดมีข้อห้ามใช้ในคนบาง

กลุ่ม มีความสะดวกสบายในการใช้และความน่าใช้ต่างกัน ในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีหญิงมีครรภ์ ไม่ควร

ใช้ยาลินเดน ผู้ป่วยสูงอายุมาก หรือผู้ป่วยที่มีไตผิดปรกติต้องระมัดระวังในการใช้ยา

 

 

วิธีทายาฆ่าหิด

 

  1.  
  2. ควรทายาหลังอาบน้ำตอนเย็น เช็ดผิวหนังให้แห้งแล้ว ทายาทั่วทุกแห่งของผิวหนัง ยกเว้นบริเวณ
  3. ใบหน้าและศีรษะ
  4.  
  5. สำหรับเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรทาที่หน้าและคอด้วย
  6.  
  7. ยา benzyl benzoate มีฤทธิ์ระคายเคืองต่อผิวหนังและขี้ผึ้งกำมะถัน มีกลิ่นฉุน ไม่ควรทาบริเวณ
  8. หน้า
  9.  
  10. สิ่งสำคัญที่สุดในการรักษาคือเทคนิคการทายา เพราะพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่หายขาดเนื่องจาก
  11. เทคนิคการทายาผิด
  12.  
  13. วิธีการทายาที่ถูกต้องควรทายาหลังอาบน้ำ ทาเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ คลุมทุกพื้นที่ของผิวหนังของ
  14. ร่างกายใต้คางลงมาทุกซอกทุกมุม ตามซอกนิ้วมือนิ้วเท้าและใต้เล็บซึ่งบริเวณนี้ควรใช้แปรงสีฟันถูยาใต้แผ่นเล็บเพื่อให้เนื้อยาเข้าถึงทุกจุด แล้วทิ้งยาไว้บนผิวหนังซึ่งในผู้ใหญ่ ควรให้ยาสัมผัสผิว
  15. นาน 24 ชั่วโมง ถ้าอาบน้ำก็ให้ทายาหลังอาบน้ำอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อให้ยาสัมผัสกับผิวนานตามเวลาที่กำหนด
  16.  
  17. ในเด็กเล็กแพทย์จะกำหนดระยะเวลาที่เหมาะสมให้ การจะทายาซ้ำอีกกี่วันหรือกี่ครั้งขึ้นกับยาที่ใช้และสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยปกติจะทายาหิดติดต่อกันประมาณ 1-3 วัน
  18.  
  19. ทุกคนที่อยู่ร่วมบ้านและสัมผัสใกล้ชิดไม่ว่าจะมีอาการคันหรือไม่มีอาการคันควรได้รับการรักษา
  20. พร้อมกันภายใน 48 ชั่วโมง
  21.  
  22. สำหรับผู้ที่มีภูมิต้านทานบกพร่องต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังให้เข้าใจ
  23. ก่อนใช้ยา
  24.  

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เม็ดเลือดแดงนาโน

8 สิงหาคม 2556 1.345

เม็ดเลือดแดงนาโน หรือที่เรียกว่า "respirocyte" จัดเป็นนวัตกรรมที่ได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดในบรรดาสิ่งประดิษฐ์นาโน เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคปัจจุบัน และดูเหมือนว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในอนาคตอันใกล้

อาหารการกินในวัยรุ่น

16 กุมภาพันธ์ 2557 2.099

อาหารการกินในวัยรุ่น วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตในด้านร่างกายอย่างมาก และในวัยนี้เองที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ และจิตใจค่อนข้างสูง มีกิจกรรมต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านสังคม กีฬาและบันเทิง ความต้องการสารอาหารย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรมดา

CDC ประกาศคู่มือคำแนะนำล่าสุดสำหรับการควบคุมโรค MERS-CoV ในโรงพยาบาล

17 มิถุนายน 2558 1.884

CDC ได้ออกประกาศคำแนะนำสำหรับการป้องกันและควบคุมโรคในผู้ป่วยในที่ป่วยด้วยโรค Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV)

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ