โพสต์ 16 ก.พ. 57 ปรับปรุง 20 ธ.ค. 60 4,636 Views

โรคสุกใส

โรคสุกใส (chickenpox) 

เกิดจากเชื้อไวรัสที่ชี่อว่า Varicella-Zoster Virus (VZV) ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรค

"งูสวัด" โดยทั่วไปมักพบการระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน แต่ก็พบได้ประปรายตลอดทั้ง

ปี ลักษณะสำคัญของโรคสุกใสคือ มีผื่นขึ้น ระยะแรกจะเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน

มีน้ำใสๆ อยู่ข้างใน และมีอาการคัน ผื่นและตุ่มจะทยอยขึ้นที่ละระลอกๆทั่วร่างกาย โดยทั่วไปผื่นจะ

หายโดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นมีเชื้อแบคทีเรียมาแทรกซ้อนบนผิวหนัง ทำให้กลายเป็นหนองและมี

แผลเป็นตามมา ในบางรายเชื้อที่แทรกซ้อนอาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิต

เป็นพิษ และปอดบวมได้

โรคสุกใสเมื่อหายแล้วมักจะมีเชื้อหลบอยู่ที่ปมประสาท ซึ่งอาจเกิดเป็นโรค "งูสวัด" ในภายหลัง

ได้ โรคสุกใสถึงแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็เป็นสาเหตุของการขาดเรียน ขาดงาน ก่อให้เกิดความ

รำคาญ อาจส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน เป็นแผลเป็นที่มีผลต่อความสวยงาม จึงมีผู้พยายามคิดค้น

วัคซีนป้องกันโรคสุกใส

วัคซีนป้องกันโรคสุกใสที่ค้นพบและผลิตขึ้นมาใช้ในระยะแรก มีข้อจำกัดที่ต้องเก็บรักษาที่อุณหภูมิ

ต่ำถึง -20 องศาเซลเซียส แต่ปัจจุบันสามารถพัฒนาเป็นวัคซีนที่เก็บให้คงประสิทธิภาพได้ที่อุณหภูมิ

2-8 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิตู้เย็นปกติ เก็บได้นาน 2 ปี ภายใต้ชื่อการค้า " Varilrix " ของ

บริษัท Glaxo Smith Kline และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

วัคซีนสุกใส

วัคซีนป้องกันโรคสุกใสเป็นวัคซีนชนิดมีชีวิต ผลิตจากเชื้อสายพันธุ์ OKAผลิต

ขึ้นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1974 เมื่อกว่า 30 ปีที่ผ่านมา แนะนำให้

ฉีดในเด็กปกติที่ไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อ VZV ตั้งแต่อายุ 12 เดือน มี

ประสิทธิภาพในการป้องกันโรคสุกใสร้อยละ 70-90

 

ในเด็กอายุ 12 เดือน – 12 ปี แนะนำให้ฉีดครั้งเดียวเข้าชั้นใต้ผิวหนัง เด็กโตที่

อายุเกิน 12 ปี และผู้ใหญ่ การตอบสนองต่อวัคซีนไม่ดีเท่าเด็กเล็ก แนะนำให้ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1

 

เดือนเมื่อพิจารณาในแง่ความจำเป็น วัคซีนป้องกันโรคสุกใสอาจถูกมองว่าไม่จำเป็น หมายถึง ไม่

ต้องฉีดก็ได้ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ต้องยอมรับว่าเด็กอาจมีความเจ็บป่วยทุกข์ทรมานจาก

การที่เป็นโรคสุกใส บางคนกลัวน่าเกลียด พ่อแม่บางคนต้อง หยุดงาน เด็กหยุดเรียน เพื่อนล้อ บางที

มีแผลเป็นที่ไม่หาย หรือร่างกายอ่อนแอลง เวลาเป็นสุกใสอาจเป็นมากๆ อาจต้องให้ยาแรงซึ่งเป็นยา

ต้านไวรัส ส่วนใหญ่มีราคาแพงในการรักษา แล้วในที่สุดโรคก็จะหายไปได้เอง อีกประการหนึ่งเมื่อ

เป็นสุกใสแล้ว เวลาที่แก่ตัว ร่างกายอ่อนแอก็อาจเป็นโรคงูสวัดได้อีก เนื่องจากเกิดจากเชื้อเดียวกับ

โรคสุกใส

สหรัฐอเมริกา

วัคซีนป้องกันโรคสุกใสได้รับการอนุมัติให้จำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 1995 ต่อมา

วัคซีนป้องกันโรคสุกใสถูกบรรจุให้อยู่ในตารางการให้วัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคในเด็กปกติที่

มีอายุในช่วง 12-18 เดือนแล้ว และกำหนดให้ฉีดให้เด็กอายุ 11-12 ปี ที่ยังไม่เคยรับวัคซีนและยัง ไม่

เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนด้วย

 

ประเทศไทย

เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคสุกใสมีราคาค่อนข้างสูง จากรายงานทางระบาด

วิทยาพบว่า ร้อยละ 50 ของโรคสุกใสเป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ซึ่งมักมี

อาการไม่รุนแรง จึงยังไม่กำหนดให้เป็นวัคซีนที่บังคับฉีดในเด็กไทย อย่างไร

ก็ตามมีข้อแนะนำว่า สำหรับเด็กไทยที่อายุอยู่ในช่วง 10-12 ปี ถ้ายังไม่เคยเป็น

อีสุกอีใสมาก่อน ก็น่าจะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใส เนื่องจากในวัย

เด็กช่วง อายุ 1-12 ปี การสร้างภูมิต้านทานของร่างกายจะตอบสนองกับวัคซีน

ได้ดี การได้รับวัคซีนเพียงเข็มเดียว ก็เพียงพอแล้ว ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย แต่สำหรับผู้ที่มีอายุตั้งแต่

13 ปีขึ้นไปต้องได้รับวัคซีน 2 เข็มใน ระยะห่าง 4-8 สัปดาห์ จึงเพียงพอที่จะกระตุ้นให้สร้างภูมิ

ต้านทานได้สูงพอที่จะป้องกันโรค ส่วนผู้ที่เคยเป็นโรคสุกใสมาแล้ว จะมีภูมิต้านทานตามธรรมชาติ

อยู่แล้วไม่ต้องฉีดวัคซีนอีก

 

สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยแนะนำว่าให้เด็กไทยเป็นไปโดยธรรมชาติภายในอายุ 10 ปี ส่วน

ในกลุ่มเด็กอายุ 10 ปี ถึง 13 ปี ให้พิจารณาว่า หากไม่ต้องการให้เป็นโรคสุกใส ก็สามารถฉีดวัคซีน

ได้ 1 เข็ม สำหรับเด็กอายุหลัง 13 ปี ถ้าจะป้องกันก็ให้ฉีดวัคซีน 2 เข็ม เช่นเดียวกับผู้ใหญ่

 

ชื่อการค้า

วัคซีนป้องกันโรคสุกใสที่มีวางจำหน่ายในท้องตลาดปัจจุบันภายใต้ชื่อการค้า " Varilrix

" ของบริษัท Glaxo Smith Kline และเป็นที่นิยมฉีดกันแพร่หลายมากขึ้น

 

ขนาดที่ใช้

วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix เมื่อผสมตัวทำละลายแล้วจะได้ปริมาตร 0.5

มิลลิลิตร ซึ่งเท่ากับ 1 dose เด็กอายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป จนถึง 12 ปี ฉีด 1

dose ส่วนวัยรุ่นอายุตั้งแต่ 13 ปี ขึ้นไป ฉีดวัคซีน 2 doses ห่างกันหนึ่งเดือน ผู้รับ

การฉีดวัคซีน จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ในการสร้างภูมิต้านทานป้องกันโรค

 

เมื่อฉีดวัคซีน 1 เข็มในเด็กอายุน้อยกว่า 12 ปี หรือฉีดวัคซีน 2 เข็มในเด็กอายุ

มากกว่า 12 ปีห่างกัน 1 เดือน มีข้อมูลว่าป้องกันการเป็นสุกใสได้ตลอดชีวิต รวมทั้งป้องกันงูสวัด

ด้วย แล้วถ้าเพิ่งฉีดไปแล้วผู้ป่วยไปติดเชื้อมาพอดีหลังจากฉีด มีข้อมูลมาว่าจะขึ้นสุกใสมาก็ไม่เกิน 5

ตุ่ม ราคาวัคซีนป้องกันโรคสุกใสในโรงพยาบาลรัฐประมาณ 800-1,000 บาท ส่วนโรงพยาบาล

เอกชน มีตั้งแต่ 1,200-2,000 บาท

 

วิธีการบริหารยา

วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ใช้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous) เท่านั้น การใช้วัคซีน

ป้องกันโรคสุกใสในเด็กควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ทุกราย

ข้อควรระวังในการเก็บรักษา

ควรเก็บวัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส และป้องกันมิให้ถูกแสงสว่าง

สำหรับตัวทำละลายอาจเก็บในตู้เย็นหรือที่อุณหภูมิห้องก็ได้ การแช่แข็งไม่ทำให้วัคซีนผงแห้งเสีย

หาย การขนย้ายวัคซีนจำเป็นต้องเก็บรักษาวัคซีนขณะขนย้ายไว้ที่อุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส

 

ข้อบ่งใช้

  1. สำหรับผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ใช้ป้องกันโรคสุกใสแบบ active immunisation แนะนำให้ใช้วัคซีนในคนที่มีสุขภาพแข็งแรง อายุตั้งแต่ 12 เดือนขึ้นไป
  2.  
  3. ควรพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเฉียบพลัน หากยังไม่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน หรือไม่มีภูมิคุ้มกันของโรค การให้วัคซีนในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวระยะเฉียบพลัน ควรหยุดการรักษาด้วยเคมีบำบัดลงชั่วคราวก่อนและหลังการฉีดวัคซีน 1 สัปดาห์
  4.  
  5. สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยรังสีบำบัดไม่ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ในระหว่างที่ทำการรักษาอยู่
  6.  
  7. พิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการกดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
  8.  
  9. ผู้ป่วยที่จะเข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ ควรพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ในระยะเวลา 2-3 สัปดาห์ ก่อนเริ่มทำการรักษาด้วยการกดการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน
  10.  
  11. พิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ในผู้ที่ต้องคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย

ผลข้างเคียง

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีน พบว่าอาจมีไข้หรืออาการร้อนแดงตรงตำแหน่งที่ฉีดยา พบ

ได้ร้อยละ 5 บางรายอาจมีผื่นคล้ายผื่นอีสุกอีใสเกิดขึ้น แต่ไม่รุนแรง พบได้ร้อยละ 3-4 ส่วนใหญ่ของ

ผู้รับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส Varilrix ไม่พบความผิดปกติใดๆ

 

ผู้ที่ได้รับวัคซีนและเกิดผื่นสามารถแพร่เชื้อสายพันธุ์ที่ใช้ทำวัคซีนแก่ผู้ใกล้ชิดได้ประมาณ 1-2 วัน

ก่อนปรากฏผื่นจึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนไม่ควรสัมผัสใกล้ชิดกับบุคคลที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในการเกิด

ภาวะแทรกซ้อนได้ถ้าเป็นโรคสุกใส ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานบกพร่องอย่างมาก

หญิงมีครรภ์

วัคซีนสุกใสนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ฉีดวัคซีนนี้ ควร

หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในช่วง 3 เดือน หลังจากฉีดยา

เชื้อไวรัสที่นำมาผลิตเป็นวัคซีนเป็นเชื้อที่มีชีวิต อาจทำให้เกิดการติดเชื้อกับ

ทารกในครรภ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนของการตั้งครรภ์ ทารกแรก

เกิดที่ติดเชื้อจะตัวเล็ก น้ำหนักแรกเกิดน้อยกว่าปกติ เนื่องจากการเจริญเติบโต

ในครรภ์มารดาและการพัฒนาตัวอ่อนเป็นไปอย่างช้ากว่าปกติ

ทารกจะมีแผลเป็นตามตัว ผิวหนังส่วนที่เกิดแผลเป็นจะหนาตัวขึ้น เกิดเป็น

ลักษณะคล้ายแผลเป็น โดยเนื้อเยื่อรอบๆมีลักษณะแข็งตัวหนาขึ้น แดง และ

อักเสบ ตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ บริเวณแขนและขา เด็กบางคนอาจพบความ

ผิดปกติของกระดูกแขนและขาร่วมด้วย บางรายนิ้วมือและนิ้วเท้าพัฒนาไม่เต็มที่ ความผิดปกติทาง

ตาที่พบได้เด่นชัดปรากฏที่เลนซ์ตา อาจเกิดเป็นต้อกระจก หรือขนาดของลูกตาเล็กกว่าปกติ ข้าง

เดียวหรือทั้งสองข้าง อาจตรวจพบลักษณะตาเข และบางรายเกิดการอักเสบของเยื่อบุภายในลูกตา

ความผิดปกติของสายตาพบได้แตกต่างกันในแต่ละรายขึ้นกับความรุนแรงของโรค

 

อาจพบทารกแขนขาลีบ ร่วมกับความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติชนิดซิมพาเธติก

ปัญญาอ่อน ศีรษะมีขนาดเล็ก ในบางรายเมื่อโตขึ้นจะมีปัญหาในการเรียนรู้ เนื้อสมองเหี่ยวลีบ ในบาง

รายพบว่าส่วนของเนื้อสมองมีขนาดเล็กกว่าปกติ และโพรงน้ำหล่อเลี้ยงสมองมีขนาดขยายใหญ่กว่า

ปกติ ผู้ป่วยเสียชีวิตร้อยละ 25 ความรุนแรงของโรค รวมทั้งความผิดปกติและอาการต่างของเด็กอาจ

แตกต่างกันได้มาก ส่วนหนึ่งขึ้นกับการติดเชื้อไวรัสสุกใสที่เกิดขึ้นกับมารดานั้น เกิดขึ้นในระยะใด

ของพัฒนาการของทารกในครรภ์

 

ทารกตายคลอด ในทารกตายคลอดที่มีอาการของโรคสุกใสแต่กำเนิด สามารถตรวจพบดีเอ็นเอของ

ไวรัสสุกใส โดยวิธี PCR จากปอด ม้าม ตับ ผิวหนัง และต่อมหมวกไต ทารกที่รอดชีวิตอาจตรวจไม่

พบแอนติบอดีชนิด IgM ต่อเชื้อไวรัสสุกใส แต่จะมีระดับแอนติบอดีชนิด IgG อยู่นานเกินหนึ่งปีได้

 

ลดอัตราการเกิดโรคงูสวัด

 

การใช้วัคซีนป้องกันโรคสุกใสในผู้สูงอายุ ช่วยลดอัตราการเกิดโรคงูสวัดลงได้ เนื่องจากเป็นการ

กระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัส VZV ซึ่งเป็นสาเหตุของโรค มีการศึกษาพบว่าผู้ที่มีภูมิต้านทานผิดปกติ

ที่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคสุกใส และต่อมาสัมผัสกับผู้ป่วยโรคสุกใส มีอัตราการเกิดโรคงูสวัดต่ำ

กว่าผู้ที่มีภูมิต้านทานผิดปกติที่เคยได้รับวัคซีนแต่ไม่เคยสัมผัสกับผู้ป่วยโรคสุกใส

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การสวนปัสสาวะทิ้งด้วยตนเองในผู้หญิง

22 สิงหาคม 2556 6.975

เริ่มแรกเรามาทำความรู้จักอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการขับถ่ายปัสสาวะกันก่อน ระบบทางimageเดินปัสสาวะมีส่วนประกอบที่สำคัญ 5 ส่วนด้วยกันคือ

ปัสสาวะเป็นเลือด

21 สิงหาคม 2556 1.546

ปัสสาวะคนเราจะมีสีเหลืองใส อาจจะมีสีเข้มขึ้นนิดหน่อยถ้าหากว่าดื่มน้ำน้อย หรือว่ากลั้นปัสสาวะไว้นาน ๆ ถ้าปัสสาวะที่ออกมาเริ่มมีสีแดง หรือมีสีที่คล้าย ๆ สีน้ำล้างเนื้อ

การดูแลฟันวัยรุ่น

16 กุมภาพันธ์ 2557 2.334

เมื่อลูกอายุ 14 ปีขึ้นไป หรือลูกเริ่มเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว ในปากจะมีแต่ฟันแท้ซึ่งขึ้นเกือบครบ 32 ซี่ ยกเว้นฟันกรามสุดท้าย 4 ซี่ ที่จะขึ้นเมื่ออายุประมาณ 18 ปีขึ้นไป วัยรุ่นเป็นวัยที่มีฟันผุมากที่สุดเพราะมักหักง่าย และชอบกินชอบขบเคี้ยว ขนมหวาน ลูกอมต่าง ๆ จนเป็นนิสัยและแฟชั่น นอกจากนั้นมักจะมีปัญหาโรคเหงือกอักเสบ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ