โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,260 Views

โรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับ

โรคมะเร็งตับเป็นโรคที่พบมากในประเทศทางแถบเอเชีย โดยมีอัตราการพบโรคที่ 150 – 220 /

100,000 คน ของผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง สำหรับในประเทศไทยโรคมะเร็งตับ มีการตรวจพบเป็นอันดับที่

2 รองจากมะเร็งปอด ซึ่งผู้ป่วยส่วนมากที่ตรวจพบ จะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 40–60 ปี

 

อาการของโรคมะเร็งตับ

  1. - ไม่แสดงอาการผิดปกติทางร่างกาย แต่จะตรวจพบความผิดปกติจากการตรวจเลือด
  2. - มีอาการปวดแน่นท้อง
  3. - น้ำหนักลด มีอาการอ่อนเพลีย และมีไข้
  4. - เบื่ออาหาร
  5. - มีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และขาบวม
  6. - มีอาการเลือดออกง่าย อาเจียนเป็นเลือด
  7. - มีอาการซึมและสับสน

 

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งตับ

อัตราเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งตับ เฉลี่ยระหว่างผู้ชายและผู้หญิงคือ 4.6 : 1 คือพบในผู้ชายมากกว่าผู้

หญิง ส่วนใหญ่แล้วจะพบในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง ดังต่อไปนี้คือ

  1. - ผู้ป่วยที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี จะพบในอัตรา 0.4–0.6 % ของผู้ป่วยดังกล่าว
  2. - ผู้ป่วยที่เป็นโรค ไวรัสตับอักเสบซี
  3. - ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง ที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส จากการใช้ยา จากการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ จากธาตุเหล็กและแคลเซี่ยม
  4. - ผู้ป่วยที่ได้รับสารอะฟลาทอกซิน
  5. - ผู้ป่วยที่มีประวัติสมาชิกในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ หรือโรคไวรัสตับอักเสบบี

 

ความสำคัญในการตรวจวินิจฉัยเบื้องต้น

ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับจะมีชีวิตอยู่ได้อีกประมาณ 6–20 เดือน หลังจากการตรวจพบ

ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจพบในระยะสุดท้ายของโรค ดังนั้นผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดดรค จึงควรได้

รับการตรวจหามะเร็งตับ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น

 

อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยได้รับการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี

  1. - การที่ก้อนเนื้องอกมีขนาดใหญ่
  2. - มีการลุกลามของมะเร็งเข้าเส้นเลือด
  3. - มีการลุกลามของมะเร็งเข้าต่อมน้ำเหลือง
  4. - สุขภาพของผู้ป่วย ไม่ดีมาก่อนเป็นโรคมะเร็งตับ

ผลการตรวจหามะเร็งตับนั้น หากพบเหตุพยากรร์ดังกล่าวข้างต้น ผู้ป่วยจะอยู่ในขั้นรุนแรงมาก

 

วิธีการตรวจหามะเร็งตับ

ตรวจหาสารอัลฟลาฟีโตโปรตีน : เป็นสารที่เป็นตัวบ่งชี้ เพื่อการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วยที่สงสัยว่า

เป็นโรคมะเร็งตับ หากตรวจพบสารอัลฟลาฟีโตโปรตีนในเลือดมีระดับสูงมากก็จะช่วยในการวินิจฉัยโรค

ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับประมาณ 60 % จะตรวจพบสารนี้อยู่ในระดับที่สูงมาก

 

การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ : มีอยู่หลายวิธี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้กำหนด การตรวจว่าจะใช้วิธีใด

หรือหลายวิธีรวมกัน เพื่อความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค คือ

  1. - การทำอัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อหาความผิดปกติของตับ
  2. - เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
  3. - การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แพทย์จะใช้ผลการตรวจด้วยภาพประกอบกับผลการตรวจระดับ อัลฟ่าฟีโตโปรตีน ในการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ

 

การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ

การตรวจคัดกรอง : เป็นการตรวจโดยอาศัยปัจจัยอื่นโดยรอบเข้ามาประกอบการวินิจฉัยปัจจัยเสี่ยง

ต่างๆ คือ

  1. - ผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็ง จากทุกสาเหตุ
  2. - ผู้ป่วยที่มีที่อาการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และ ซี
  3. - ผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบเรื้อรัง

 

สำหรับผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงควรปฏิบัติดังนี้

  1. - ตรวจเลือด ตรวจการทำงานของตับ ตรวจค่าบ่งชี้การเป็นมะเร็งตับ ทุก 3–6 เดือน
  2. - ตรวจอัลตราซาวด์ทุก 6 เดือน

 

การป้องกันโรคมะเร็งตับ

เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงและป้องกันการเป็นโรคมะเร็งตับ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

  1. - ควรรับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  2. - ไม่รับเลือดนอกจากกรณีจำเป็น
  3. - ลด งด หรือหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกประเภท
  4. - หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีสารอะฟลาทอกซิน เช่น ถั่วลิสงคั่วที่มีสารอะฟลาทอกซิน
  5. - งดการฉีดยาเข้าเส้น งดการเสพยาเสพติดโดยการฉีด
  6. - ไม่ใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น
  7. - ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรัง เช่น ไวรัสบี และซี ควรดูแลและรักษาสุขภาพอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 เป็นอย่างไร

7 มิถุนายน 2556 1.461

ระยะฟักตัวของโรคอหิวาต์ที่เกิดจากเชื้อวิบริโอสายพันธุ์ O139 นาน 6-48 ชั่วโมง อาการเกิดขึ้นทันทีทันใด เริ่มต้นด้วยท้องเสียชนิดอุจจาระเป็นน้ำ

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya)

1 สิงหาคม 2556 4.916

โรคชิคุนกุนยา (Chikungunya) สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาในจังหวัดพัทลุง รายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 พบผู้ป่วยโรคชิคุนกุนยาแล้ว 33 คน โดยสำรวจพบผู้ป่วยครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2552

กล่องเสียงอักเสบ (Laryngitis)

6 มิถุนายน 2556 2.186

กล่องเสียงอักเสบอาจ เกิดจากการติดเชื้อ เช่น ไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการใช้เสียงมากเกินไปเช่น ตะโกน ตะเบ็ง ร้องเพลงนานๆ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักมีอาการระคายเคืองในคอ เจ็บคอ เสียงแหบ หรือพูดไม่มีเสียง อาจมีอาการไอหรือเสมหะร่วมด้วย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ