โพสต์ 17 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 2,651 Views

โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง Musculotendinous Strain ตอนที่ 2

โรคปวดกล้ามเนื้อหลัง Musculotendinous Strain ตอนที่ 2 

การป้องกันโรคปวดกล้ามเนื่อหลัง โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยระวังรักษาท่านั่ง ท่ายืน ท่ายกของ ให้ถูกต้อง หมั่นออกกำลัง กล้ามเนื้อหลังเป็นประจำ และนอนบนที่นอนแข็ง โรคปวดหลังป้องกันได้ไม่ยาก Back painโรคปวดหลังพบได้บ่อยรองจากโรคปวดหัว เมื่อคุณอายุมากอาจ จะต้อง เผชิญกับโรคนี้ "คิดป้องกันตอนนี้จะได้ไม่เป็นโรคปวดหลัง"

สาเหตุของการปวดหลังนั้นมีมากมาย ขึ้นกับอายุของผู้ป่วย ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคน ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุจากการอักเสบของเอ็น และกล้ามเนื้อบริเวณสันหลัง อาจเกิดจากการจัดท่าทางของร่างกายไม่ถูกต้อง เช่น นั่งหลังงอ, เดินหลังโก่ง หรือยกของหนักผิดวิธี ฯลฯ การรักษาจึงเป็นเพียงการรับประทานยาเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ แก้ปวด การจัดท่าทางให้ถูกต้อง และการบริหารกล้ามเนื้อเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง ก็จะเพียงพอ

ยังมีสาเหตุของการปวดหลังในวัยหนุ่มสาว และกลางคนที่พบได้ไม่น้อยเลยคือ หมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาทขา ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดหลังส่วนล่าง ปวดตะโพก ส่วนใหญ่จะร้าวลงขา มีบางรายอาจจะไม่ร้าวลงถึงต้นขา แต่อาการปวดจะยังคงอยู่แค่บริเวณตะโพก และหลังเท่านั้น ในรายเช่นนี้ อาการปวดมักจะเป็นมากขึ้น เมื่อก้มหรือ ไอ, จาม และดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ

ส่วนใหญ่ของผู้ป่วยที่มีอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทนี้สามารถวินิจฉัยได้จากการ

·     ซักถามประวัติ และตรวจร่างกาย

·     มีการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา และการทำกายภาพบำบัดค่อนข้างดี มีบางส่วนเท่านั้นที่อาการไม่ดีขึ้น ซึ่งต้องได้รับการยืนยันการวินิจฉัยโรค ด้วยการเอ็กซเรย์พิเศษอาจจะเป็นการฉีดสีเข้าบริเวณไขสันหลัง (Myelogram) หรือการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์แม่เหล็ก (MRI) ก็ได้ เมื่อยืนยันการวินิจฉัยได้แล้ว ก็สามารถให้การรักษาในขั้นต่อไปได้ โดยอาจจะเป็นการฉีดยาเข้าบริเวณไขสันหลัง หรือการผ่าตัดเอาหมอนรองกระดูกที่ทับเส้นประสาทนั้นออก ส่วนในวัยสูงอายุ อาการปวดหลังมักมีสาเหตุจากการเสื่อมสภาพของกระดูกสันหลัง

·     กระดูกสันหลังงอกดทับเส้นประสาท หรือมีการเคลื่อนตัวของข้อกระดูกสันหลังออกจากตำแหน่งเดิม ซึ่งสามารถวินิจฉัยได้จากการซักประวัติ, ตรวจร่างกาย และเอ็กซเรย์ การรักษาเบื้องต้นก็ยังคงเป็นการรับประทานยา, ใส่เสื้อรัดเอว, ทำกายภาพบำบัดเสียก่อน ถ้าอาการไม่ดีขึ้นหรือเป็นมากขึ้น ก็อาจจะพิจารณาเรื่องการผ่าตัดรักษา สาเหตุอื่นๆ ส่วนน้อย ที่ทำให้มีอาการปวดหลังได้ ก็คือ ปวดจากการร้าวของอวัยวะของช่องท้อง เช่น นิ่วที่ไต, ตับอ่อนอักเสบ ฯลฯ ซึ่งพบไม่บ่อยนัก จากประวัติอาการปวด, ตรวจร่างกาย, เอ็กซเรย์ รวมถึงการตรวจทางห้องทดลอง (เลือด, ปัสสาวะ) ก็สามารถให้การวินิจฉัยได้ถูกต้องพอสมควรอยู่แล้ว

การรักษาที่ดีที่สุด คือป้องกันสาเหตุ ได้แก่

1.  ลดน้ำหนักตัว ไม่ใช่การอดอาหาร แต่เป็นการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่งดเว้นการกินอาหารที่มีแคลอรี่สูง มากเกิน ความจำเป็น เช่น ดื่มน้ำหวาน

2.  ท่าทางเหมาะสม

o  ท่ายืนที่ถูกต้อง คือ แขม่วท้องอกผายไหล่ผึ่งเอวแอ่นน้อยที่สุด ถ้าต้องยืนเป็นเวลานานควรมีที่พักเท้า การยืนห่อไหล่พุงยื่น ทำให้เอวแอ่น มากปวดหลังได้

o  ท่านั่งที่ถูกต้อง สันหลัง ตรงพิงพนัก เก้าอี้สูงพอดี และควรมีที่พักแขน การนั่งห่างจากโต๊ะ มากทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมาก ที่นั่งที่เหมาะสม ที่สุดในการพักผ่อน ควรเอียง 60 องศา จากแนวตั้ง มีส่วนหนุนหลัง มีที่วางแขน ทำด้วยวัสดุนุ่มแต่แน่น

o  ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง หลังพิงพนัก เข่างอเหนือระดับสะโพก การนั่งห่างเกินไป ทำให้เข่าต้องเหยียดออกกระดูกสันหลังตึง

o  ท่ายกของที่ถูกต้อง ควรย่อตัว ยกของให้ชิดตัว แล้วลุกด้วยกำลังขา การก้มลงหยิบของในลักษณะ เข่าเหยียดตรง ทำให้ปวดหลังได้

o  ท่าถือของ ที่ถูกต้องควรให้ชิดตัวที่สุด การถือของห่างจากลำตัว ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานหนัก ปวดหลังได้

o  ท่าเข็นรถที่ถูกต้อง ควรดันไปข้างหน้า ออกแรงที่กล้ามท้อง การดึง ถอยหลังจะออกแรงที่กล้ามเนื้อ หลังเป็นเหตุให้ปวดหลัง

o  ท่านอนที่นอน ควรจะแน่น ยุบตัวน้อยที่สุด ไม่ควรใช้ฟูกฟองน้ำ หรือเตียงสปริง เพราะหลัง จะจมอยู่ในแอ่ง ทำให้กระดูกสันหลังแอ่น มากปวดหลังได้

o  นอนคว่ำ จะทำให้กระดูกสันหลังแอ่นมากที่สุด โดยเฉพาะระดับเอว ทำให้ปวดหลังได้

o  นอนหงาย ทำให้หลังแอ่นได้เล็กน้อย ควรใช้หมอนข้างใบใหญ่ หนุนใต้ โคนขา จะช่วยให้กระดูก สันหลังไม่แอ่น

o  นอนตะแคง เป็นท่านอนที่ดี ควรให้ขาล่างเหยียดตรง ขาบน งอสะโพก และเข่ากอดหมอนข้าง

3.  การออกกำลังกาย กระดูก สันหลังปกติรับน้ำหนักมากอาจหลุดได้ แต่นักกีฬายกน้ำหนัก ได้มาก เพราะมีกล้ามเนื้อท้อง แข็งแรง เปรียบเสมือนมีลูกบอลคอยช่วย รับน้ำหนักไว้ การออกกำลังกายที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำ

ขอขอบคุณ

Author
ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เสียง…สิ่งมหัศจรรย์ของธรรมชาติ

7 สิงหาคม 2556 1.531

เสียงเป็นสิ่งที่ร่างกายสามารถรับรู้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อวัยวะที่ใช้ในการรับเสียงของเราจะพัฒนาเต็มที่ตอนอายุครรภ์ได้ 6 เดือนปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการกระตุ้นด้วยเสียงเพลงให้เด็กทารกในครรภ์ ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปจะช่วยในการกระตุ้นพัฒนาการ

การใช้เข็มเจาะเพื่อดูดเซลไปตรวจ (FNA)

8 สิงหาคม 2556 18.039

การใช้เข็มเจาะเพื่อดูดเซลไปตรวจ หรือที่แพทย์มักเรียกย่อๆ ว่า FNA (Fine Needle Aspiration) เป็นวิธีที่แพทย์มักใช้เสมอๆ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีก้อนในตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย เพื่อให้ได้เนื้อเยื่อจากก้อนนั้น ไปส่องตรวจดูด้วยกล้องจุลทรรศน์

การเอ๊กซเรย์ฟัน

27 กันยายน 2556 2.673

ในกรณีที่ทันตแพทย์ ไม่อาจมองเห็นพยาธิสภาพบริเวณปลายรากฟัน หรือรอยผุบริเวณด้านประชิดของฟัน หรือกระดูกรองรับฟันและขากรรไกร ทันตแพทย์จำเป็นต้องใช้ภาพรังสี หรือที่เราคุ้นเคยกันว่าภาพเอ๊กซเรย์ ซึ่งมี 2 ชนิด คือชนิดที่ถ่ายภาพรังสีในปาก มักจะเป็นฟิล์มเล็กๆ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ