โพสต์ 21 ม.ค. 61 ปรับปรุง 21 ม.ค. 61 795 Views

โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ Urinary Incontinence

โรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกัน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อยมาก ทั้งกลางวัน กลางคืน ปวดกลั้นมากขณะที่จะไปห้องน้ำจนบ่อยครั้งหรือบางครั้งกลั้นไม่อยู่ราดออกไปก่อน สตรีหลังคลอดบุตรตามธรรมชาติผ่านช่องคลอด 2-3 คนแล้ว อาจจะพบว่ามีอาการปัสสาวะเล็ดออกมาบ้างทั้งน้อยหรือมากเมื่อเวลาเป็นหวัด มีไอและจาม พบว่าปัสสาวะเล็ด เรียกว่า “ปัสสาวะเล็ดเมื่อมีการออกแรงเบ่งช่องท้อง” (Stress Urinary Incontinence,SUI) รวมทั้งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อก้มลงยกของหนักจากพื้นหรือกระโดด ออกเอ็กเซอร์ไซด์ หรือแม้แต่ก้าวขึ้นบันใดหลายๆขั้นก็ตาม สาเหตุหลักที่สำคัญและเกี่ยวข้องโดยตรงในสตรีเพศเป็นเพราะว่ากล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานหย่อนลง บางทีเรียกกันว่า กระบังลม (เชิงกราน) หย่อน ลองนึกถึงภาพ “เปลญวณ” ที่ผูกขึงไว้หย่อนเมื่อมีแรงของน้ำหนักตัวที่ลงไปนั่งนอนยิ่งหย่อนลงไปคล้ายๆ กับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่หย่อนอาจจะดึงท่อปัสสาวะและช่องคลอดหย่อนลงมาด้วยเป็นมุมที่ทำให้ปัสสาวะเล็ดราดออกมาได้ง่ายนั่นเอง

ในความเป็นจริงโรคหรือกลุ่มอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นั้น มีมานานแล้วในอดีต โดยเฉพาะในเพศหญิง แม่บ้านที่คลอดบุตร 2 ถึง 3 หรือหลายคน ดังปรากฏว่าภาษาชาวบ้านในอดีตเรียกกันว่า โรค”ช้ำรั่ว” คล้ายจะบอกเล่าว่าเป็นอาการที่เกิดความรู้สึกที่น่ารำคาญใจในการดำเนินชีวิตตามปกติทีเดียว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังเป็นเรื่องของความเคยชินในสังคมที่เรามักจะไม่อยากพูดหรือเปิดเผยอาการปัสสาวะที่มีปัญหาเหล่านี้กับผู้อื่น รวมทั้งประชาชนผู้ซึ่งเจ็บป่วยด้วยโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่นี้ ก็ไม่อยากจะไปปรึกษาแพทย์ด้วยเช่นกัน เพราะอาจจะถูกมองว่าเป็นเรื่องที่น่าอับอายหรือเป็นข้อห้ามไม่ควรจะบอกเล่าต่อกัน จวบจนอาการมากๆ จึงไปปรึกษาแพทย์ แนวโน้มเช่นนี้พบได้คล้ายคลึงกับในหลายๆประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา ประมาณกันว่ามีจำนวนประชากรทั่วโลกไม่น้อยกว่า 200 ล้านคน กำลังมีปัญหาเรื่องโรคอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ (Urinary Incontinence) ซึ่งเป็นปัญหาทางการแพทย์และภาวะแทรกซ้อนที่ตามมาโดยเฉพาะการอักเสบทางเดินปัสสาวะและระคายเคือง

โรค/กลุ่มอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ (Urinary Incontinence) ปัจจุบันมีการจัดจำแนกอาการเหล่านี้เป็นรายละเอียดให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นไป เพื่อการซักถามปรึกษาอาการและแนวทางการตรวจวิฉิจฉัย และการวางแผนการปรึกษาและแนะนำผู้ป่วยต่อไป

โรค/กลุ่มอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ แบ่งออกได้ดังต่อไปนี้

  1. ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ที่เป็นมาแต่กำเนิด (Congenital)
  2. ปัสสาวะรดที่นอน (Bed Wetting Enuresis)
  3. ปัสสาวะกลั้นไม่อยู่จากระบบประสาท (Neurogenic)
  4. ปัสสาวะเล็ดเมื่อออกแรงเบ่ง (Stress Urinary Incontinence)
  5. ปัสสาวะราดกลั้นไม่ได้ (Urge Incontinence)
  6. ปัสสาวะเล็ดและราดร่วมกัน (Mixed Incontinence) หมายถึงอาการข้อ4 และข้อ5เป็นร่วมกัน
  7. ปัสสาวะล้นซึม (Over Flow Incontinence)
  8. ปัสสาวะบ่อยมากในช่วงกลางวัน (Urinary Freguency Daytime)
  9. ปัสสาวะบ่อยในช่วงเวลากลางคืน (Nocturia Night Time)
  10. ปัสสาวะปวดกลั้น (Urgency)
  11. กระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Over Active Bladder) หมายถึงกลุ่มอาการในข้อ5,8,9และ10รวมๆกัน

ความชุกของโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่

จากสถิติตัวเลขที่มีรายงานในสหรัฐอเมริกา พบว่ามีชาวอเมริกาเป็นโรคปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ถึง 25 ล้านคนและกลุ่มอาการกระเพาะปัสสาวะไวเกิน33ล้านคน สำหรับประเทศไทยนี้เคยมีการศึกษา ร่วมกัน 4 โรงพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลจุฬา และโรงพยาบาลกรุงเทพ รวมข้อมูล 905 คน ความชุกของโรค/อาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ซึ่งพบว่าเมื่อปี ค.ศ 1998 ศึกษาในเพศหญิงแบ่งตามอายุเป็น 3 กลุ่ม พบความผิดปกติและอาการต่างๆดีที่แสดงตามตารางดังต่อไปนี้

ข้อมูลความชุกของโรคและกลุ่มอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ สำหรับเพศหญิง ในประเทศไทย

กลุ่มอาการ อายุ 18-39 ปี อายุ 40-59 ปี มากกว่า อายุ 60 ปี
ปัสสาวะปวดกลั้น 7% 12.1% 23.2%
ปัสสาวะบ่อย 5.6% 11% 10.5%
ปัสสาวะบ่อยกลางคืน 3.2% 6.9% 24.5%
ปัสสาวะเล็ด 1.2% 7.5% 15.8%
ปัสสาวะราด 0.4% 1.7% 3.6%
กระเพาะปัสสาวะไวเกิน 3.2% 7.7% 15.5%

การตรวจวินิจฉัยและการรักษาจะเริ่มเน้นที่การซักถามประวัติอาการเป็นสำคัญ

  1. การซักถามประวัติ อาการปัจจุบันอย่างละเอียด จะสามารถแยกแยะอาการแสดงที่เป็นอยู่ และพอที่จะทราบชนิดของปัสสาวะกลั้นไม่อยู่
  2. ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต รวมทั้งโรคที่เป็นอยู่ถึงปัจจุบัน เช่น โรคความดัน เบาหวาน หัวใจ ระบบประสาท รวมทั้งการผ่าตัดรักษาและอุบัติเหตุที่ส่งผลถึงระบบทางเดินปัสสาวะ
  3. ประวัติการคลอดบุตร และในเพศชายเน้นอาการโรคต่อมลูกหมากโต รวมทั้งระบบทางเพศและฮอร์โมน ฯลฯ
  4. ประวัติการใช้ยารักษาในปัจจุบัน โดยเฉพาะ ยาขับปัสสาวะ ยานอนหลับ กล่อมประสาท เป็นต้น
  5. สภาพทางจิตใจและอารมณ์
  6. อาชีพความเป็นอยู่ทางสังคม
  7. อาหารและน้ำดื่ม เครื่องดื่ม น้ำชา กาแฟ แอลกอร์ฮอล์ บุหรี่ ฯลฯ
  8. การออกกำลังกาย พักผ่อน นอนหลับ

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์

  1. ตรวจปัสสาวะ เพื่อตัดปัญหาการอักเสบ
  2. ตรวจสอบความแรงของสายปัสสาวะ (Uroflowmetry residual urine)
  3. ตรวจระบบประสาททางเดินปัสสาวะ ถ้าจำเป็น (Urodynamic)
  4. ตรวจส่องกล้องกระเพาะปัสสาวะ ถ้าจำเป็น
  5. และอื่นๆ

การรักษาโรคกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และกลุ่มอาการอื่นๆที่เกี่ยวข้องกัน

ในที่นี้จะเน้น โรคปัสสาวะเล็ดเวลาออกแรงเบ่ง เช่น ไอหรือ จาม (Stress Urinary Incontinence) เป็นหลัก รวมทั้งปัสสาวะปวดกลั้นและราดออกไปก่อนจะเดินถึงห้องน้ำ (Urgency Incontinence) และหรือกลุ่มความรู้สึกกระเพาะปัสสาวะไวเกิน (Over Active Bladder)

  1. การบริหารฝึกฝนกล้ามเนื้ออุ้งกราน Kegel Exercise

  2. การบริหารทานยา ปกติไม่สามารถช่วยในกลุ่มอาการปัสสาวะเล็ดได้ เนื่องจากเป็นปัญหาของกลุ่มกล้ามเนื้อเชิงกราน ยาอาจจะช่วยได้ในอาการปัสสาวะกลั้นไม่อยู่ urgency incontinence เท่านั้นแต่อาจมีผลข้างเคียงทำให้ปัสสาวะขัดไปอีกด้วย
  3. การผ่าตัดรักษาผ่านบริเวณช่องคลอด ในกรณีที่ผู้ป่วยอาการเป็นมากและเป็นมานาน อาจจะไม่สามารถหายได้จากการฝึกฝนกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน อาจจะต้องได้รับการผ่าตัดรักษา ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นสาย sling ยกให้ท่อปัสสาวะส่วนต้นและกระเพาะปัสสาวะไม่หย่อนลงไปตามกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

ข้อมูลเบื้องต้น

ที่ผ่านมาในอดีตนั้นเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว บ่อยครั้งผู้ป่วยที่มีปัญหาเก็บและขับถ่ายปัสสาวะผิดปกติเนื่องจากความบกพร่องของกลุ่มกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานและกล้ามเนื้อหูรูด ท่อปัสสาวะ ท่อทวารหนัก ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่เล็ดราดเมื่อไอจามหรือออกแรงเบ่งช่องท้อง โดยเฉพาะในเพศหญิงปัสสาวะเล็ดราด สภาพการเสื่อมทางสรีระของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานนี้มักจะเกี่ยวกับการคลอดบุตร การตั้งครรภ์ ผู้ป่วยโรคอ้วนน้ำหนักเกินมาก อ่อนแรงลง ดังนั้นการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่เรารู้จักกันมานานเรียกว่า “ Kegel Exercise” หรือ Pelvic Floor Muscle Exercise, PFME จึงเป็นวิธีการที่ทางการแพทย์ได้แนะนำและสอนให้ผู้ป่วยทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปกติต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 อาทิตย์ถึง 3 เดือน วันละ 2-3 รอบ ในการฝึกปฏิบัตินี้ ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ มีวิธีการฝึกสอนที่เป็นมาตรฐานเป็นรูปแบบที่ดีจากอดีต ปี พ.ศ. 2539 มาจนถึงปัจจุบัน

ทางเลือกใหม่สำหรับการรักษาที่จะไม่ใช้การผ่าตัด แต่เน้นการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยใช้เทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ QRS PelviCenter

ในปัจจุบันทางโรงพยาบาลกรุงเทพ ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ ได้ติดตั้งเครื่องมือทางการแพทย์ใหม่นำมาใช้ในการรักษากลุ่มอาการของโรคดังกล่าวข้างต้น ด้วยเครื่อง QRS-PelviCenter (Quantum Resonance Systems) ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยจากประเทศเยอรมันนี โดยใช้หลักการของคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากระตุ้นกลุ่มกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานทั้งระบบและจะส่งคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นแรงสั่นสะท้านลักษณะรูปโคมแบบ 4 มิติ เป็นคลื่นที่สัมผัสได้เบา ๆ ถึงแรงสั่นสะเทือนแต่ไม่รู้สึกเจ็บกล้ามเนื้อ (ต่างกับการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า) ได้ทั้งส่วนเนื้อที่ความกว้างและความสูงหรือลึกไปถึงโครงสร้างกล้ามเนื้อเชิงกรานทั้งหมดของช่องอุ้งเชิงกราน (กระบังลม) และกล้ามเนื้อส่วนหลังและหน้าท้องส่วนล่างเกือบทั้งหมด ระบบของสนามแม่เหล็กนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในขดลวดสนามแม่เหล็กซึ่งซ่อนอยู่ข้างใต้เบาะเก้าอี้นวมที่นั่งสบายสำหรับผู้ป่วย จึงเป็นวิธีการที่สะดวกสบายมาก ทั้งหมดนี้จะได้ผลลัพธ์ที่ทดแทนการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน Kegel’s Exercise ไปโดยปริยายจึงเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยสูงอายุ และรวมทั้งเด็กเยาวชนด้วย ปกติการบำบัดนี้ใช้เวลาครั้งละ 20 นาทีควรทำอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง จนครบ 8-16 ครั้ง (เต็มทั้งคอร์สของการรักษา)

มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์แล้วในปีนี้ 2017 พบว่าผู้ป่วยหญิงที่มีปัญหาปัสสาวะเล็ดราดได้รับการรักษาว่า ส่งผลดีมากในระยะเวลา 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน แล้วได้รับการบำบัดรักษาเต็มคอร์ส16ครั้งแรก

นอกจากนี้ QRS-PelviCenter (Quantum Resonance Systems) ยังสามารถช่วยในเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศและในอุ้งเชิงกรานในผู้ชาย กล้ามเนื้อหูรูดเพศชายหย่อนสภาพหลังได้รับการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก หรือขูดต่อมลูกหมากโต อวัยวะเพศหย่อนสมรรถภาพไม่แข็งตัว ED (Erectile Dysfunction) อาการปวดหน่วงๆ ต่อมลูกหมาก และรวมทั้งอาการปวดในอุ้งเชิงกรานเรื้อรังพบในเพศหญิง เป็นต้น

ความเสี่ยงและผลข้างเคียงของการรักษา

ข้อควรระวัง

  1. ผู้ป่วยที่มีการฝังอุปกรณ์อิเลคโทรนิค เช่น เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ เครื่องปั้มหัวใจ เครื่องปั้มอินซูลิน ไม่อนุญาตให้ใช้การบำบัดโดยเครื่อง QRS PelviCenter
  2. ผู้ป่วยที่มีการฝังอุปกรณ์ ในร่างกาย เช่น เกลียวฮอร์โมนในเพศหญิง เปลี่ยนข้อสะโพก สกรู อื่นๆ ไม่อนุญาตให้ใช้โปรแกรมบำบัด โดยเครื่อง QRS PelviCenter

ผลข้างเคียง

  1. หลังจากการนั่ง QRS PelviCenter 2-3วัน บางคนอาจมีอาการปวดเมื่อยบริเวณก้น
  2. ในการบำบัดด้วยแสง อาจจะมีอาการข้างเคียง ซึ่งพบได้น้อยมาก เช่น คลื่นไส้ หงุดหงิด ระคายเคืองตา ซึ่งก็ไม่ได้ถือเป็นข้อห้ามในการบำบัด

การปฏิบัติตัวก่อน QRS

  • ไม่มีการปวดปัสสาวะ
  • การเปลี่ยนแผ่นรองเปียก
  • นำเครื่องช่วยฟังที่หูออกก่อน
  • นำเครื่องประดับออก ที่อยู่ระหว่าง เข่า คอ (โซ่, แหวน, การเจาะใส่)
  • นำสิ่งเหล่านี้ออกก่อน ได้แก่ นาฬิกา กุญแจรถยนต์ บัตรเครดิต เครื่องเพจเจอร์ โทรศัพท์มือถือ เหรียญต่างๆ

การปฏิบัติตัวหลัง QRS

  • หลังจากการรักษา ควรฝึกการบริหาร Kegel exercise ด้วย เพื่อช่วยกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานได้เร็วขึ้น

นพ. ดำรงพันธุ์ วัฒนะโชติ

ศูนย์โรคทางเดินปัสสาะ โรงพยาบาลกรุงเทพ

ขอขอบคุณ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาวะกลัวทันตแพทย์

19 กุมภาพันธ์ 2557 868

ในปัจจุบันนี้การทำฟันสามารถทำได้โดยปราศจากความเจ็บปวด หรือเกิดความเจ็บปวดน้อยมาก ซึ่งก็ต้องขอบคุณยาชาเฉพาะที่และยาแก้ปวดรูปแบบต่างๆ แต่ถ้าคุณมีความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการมาทำฟัน คุณสามารถใช้การฟังเทปแนะนำเกี่ยวกับการผ่อนคลายอาการวิตกกังวล

ความจำเป็นต้องฝึกสมาธิ

15 กุมภาพันธ์ 2557 790

ท่านทั้งหลายคงทราบดีแล้วว่าสมาธิคืออะไร ? ผู้ที่มีสมาธิดีไม่ว่าจะเป็นการทำงานสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือการเล่าเรียนหนังสือ ย่อมได้เปรียบผู้อื่น เพราะใช้เวลาน้อยกว่าในการทำงาน น้อยกว่าในการทำความเข้าใจตำรับตำรา การมีสมาธิที่ดีได้นั้น ท่านสามารถที่จะฝึกเพื่อทำให้มีสมาธิที่ดีได้ เพราะสมาธิที่มีอยู่ตามธรรมดาเหมือนอย่างที่ทุกคนมีอยู่ยังไม่เพียงพอ

ว่ายน้ำ

17 กุมภาพันธ์ 2557 1.901

ถ้าหากท่านกำลังมองหาวิธีการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ค่อนข้างจะได้ผลดี และมีการบาดเจ็บของเอ็นและกล้ามเนื้อน้อย เราขอแนะนำกีฬาว่ายน้ำค่ะ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ