โพสต์ 21 ต.ค. 58 ปรับปรุง 21 ต.ค. 58 6,029 Views

แสงสว่างจากหลอดไฟส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต

คุณรู้ไหมว่าร่างกายของคุณมีนาฬิกาชีวิตที่คอยควมคุมระบบต่างๆอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต เช่น แสง อากาศ กลิ่น เสียง ถ้าระบบนี้ถูกรบกวนโดยปัจจัยใดก็ตาม เช่นแสงที่สว่างหรือมืดเกินไปอาจทำให้วงจรของร่างกายของเสียคุณสมดุลไป ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ อาการเมาเวลาจากการเดินทางด้วยเครื่องบิน หรือ เจ็ทแล็ค (Jet Lag) ซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะร่างกายไม่สามารถปรับตัวรวดเร็วได้ตามเวลาที่แท้จริงของท้องถิ่นในขณะนั้น จะทำให้เกิดผลกระทบต่อนาฬิกาชีวิต และอาจส่งผลต่อการนอนหลับ เนื่องจากไม่มีการหลั่งของฮอร์โมนของเมลาโทนิน หรือฮอร์โมนที่ช่วยเรื่องการนอนหลับ ดังนั้นจึงมีการศึกษาเรื่องผลของแสงต่อนาฬิกาชีวิต

ในอตีดมนุษย์พึ่งพาแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ในการดำเนินชีวิตเท่านั้น แต่ในยุคปัจจุบันมีการผลิตหลอดไฟที่สามารถให้แสงสว่างตลอดทั้งวันได้โดยไม่ต้องพึ่งแสงสว่างจากธรรมชาติตลอดเวลา หลอดไฟที่ใช้กันอยู่กันมีหลายชนิด หลอดไฟแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติและของแสงที่แตกต่างกันไป ดังนั้นเราควรใช้หลอดไฟให้ถูกประเภทของการใช้งาน เพื่อไม่ให้แสงไฟทำลายสุขภาพของเราด้วย

โรงพยาบาลส่วนใหญ่นิยมใช้หลอดไฟชนิด ฟลูออเรสเซนท์ (fluorescence) เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงและมีการใช้งานมายาวนาน อีกทั้งยังมีราคาที่ย่อมเยา แต่ข้อเสียคือไม่มีความทนทาน และยังปล่อยรังสีอุลตร้าไวโอเลต (Ultraviolet) ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาและผิวได้

จากข้อเสียที่พบในหลอด ฟลูออเรสเซนท์ นักประดิษฐ์จึงมีการคิดค้นหลอดไฟชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่า และส่งผลกระทบน้อยต่อนาฬิกาชีวิต หลอดไฟที่คนรู้จักในชื่อ LED ( Light emitting Diode) คือหนึ่งนวัตกรรมใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพและการประหยัดพลังงาน จุดเด่นของหลอดไฟ LED คือปลอดแสงรังสีอุลตร้าไวโอเลต และช่วยประหยัดพลังงาน ศาสตราจารย์ MichaelSiminovitch ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบแสงไฟของ California Lighting Technology Center แนะนำว่าการเลือกหลอดไฟควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆเช่น การประหยัดพลังงาน ความปลอดภัย และผลกระทบต่อสุขภาพ

ปัจจุบันสถานที่ต่างๆรวมทั้งในโรงพยาบาลนิยมใช้หลอดฟลูออเรสเซนท์ แต่ผลการศึกษาพบว่าการนำหลอด LED มาใช้ในโรงพยาบาลจะส่งผลดีต่อนาฬิกาชิวิตของคนไข้ จากการศึกษาในเรื่องผลกระทบจากหลอดไฟ LED ต่อนาฬิกาชีวิตต่อคนไข้ในโรงพยาบาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้พบว่าการปรับความสว่างของแสงไฟให้สอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของคนไข้จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นในหลายๆด้านดังต่อไปนี้

  • ช่วยให้คุณภาพการนอนหลับของคนไข้ดีขึ้น
  • ช่วยลดภาวะซึมเศร้า
  • ช่วยลดระยะพักฟื้นในโรงพยาบาล
  • ช่วยลดอาการปวด
  • ช่วยลดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ

จากผลการศึกษานี้จึงทำให้มีการรณรงค์ให้มีการใช้หลอดไฟ LED ในโรงพยาบาลต่างๆในสหรัฐอเมริกา นอนจากนี้ ศาสตราจารย์ Michael Siminovitch ยังศึกษาเพิ่งเติมในเรื่องของแสงไฟในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะในเรื่องผลเสียของแสงสีฟ้า (blue light) ต่อคนไข้ที่พักฟื้นในโรงพยาบาล แสงสีฟ้าเป็นแสงที่มาจากดวงอาทิตย์ และยังอยู่ในหลอดไฟที่เราใช้ทั่วไป เช่น หลอดไฟ LED และ ฟลูออเรสเซนท์ นอกจากนี้แสงนี้ยังอยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างเช่นหน้าจอมือถือ

แสงสีฟ้ายังจัดอยู่ในกลุ่มแสงที่มีโทษต่อดวงตาและส่งผลกระทบต่อนาฬิกาชิวิต เนื่องจากแสงสีฟ้ายังยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกจากต่อมไพเนียลในเวลากลางคืน ฮอร์โมนชนิดนี้มีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่ายกาย เพราะฉะนั้นถ้าร่างกายถูกรบกวนด้วยแสงชนิดนี้ในตอนกลางคืน ร่างกายจะถูกปลุกให้ตื่น ทำให้การหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนินถูกรบกวน ส่งผลให้นอนไม่หลับ อ่อนเพลียในตอนเช้า และไม่สามารถซ่อมแซมตังเองได้ จึงทำให้คุณภาพของชีวิตผู้ป่วยแย่ลง

ในการแก้ปัญหานี้ ศาสตราจารย์ Michael Siminovitch ได้แนะนำให้มีการใช้หลอดไฟสีอำพัน (amber light) ที่จะสามารถช่วยกรองแสงสีฟ้าในห้องผู้ป่วยในเวลากลางคืน นอกจากนี้ทางเลือกอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดปัญหานี้คือการใช้หลอดไฟที่สามารถปรับแสงสว่างหรือหรี่ไฟได้ (dimmable light)

จากข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราควรตระหนักถึงผลของแสงสังเคราะห์จากหลอดไฟต่อสุขภาพมากขึ้น และหันมาใช้หลอดไฟที่นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังส่งเสริมให้นาฬิกาชีวิตของเราทำงานอย่างสมดุล รู้อย่างนี้แล้วโรงพยาบาลต่างๆควรเปลี่ยนมาใช้หลอดไฟ LED ในการดูแลผู้ป่วย เพราะสิ่งแวดล้อมในการดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัยและมีสุขภาพจิตที่ดีเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

References: Presentation Talk by Michael Siminovitch: Circadian Lighting การออกแบบแสงสว่างเพื่อสุขภาพสำหรับโรงพยาบาล : Circadian lighting: the new paradigm for hospital design in the support of health and wellness.

เรียบเรียงโดย Rita Juneja, PhD.

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

มีเสียงรบกวนในหู

28 สิงหาคม 2556 6.558

เสียงรบกวนในหู มีได้หลายลักษณะ บางรายอาจมีเสียง "กร๊อกแกร๊ก"คล้ายมีอะไรกลิ้งไปมาในหู , บางรายอาจมีเสียงดัง "หึ่งๆ" คล้ายลมออกหู , เสียง "วี๊ๆ" ซึ่งทำความรำคาญให้กับผู้ป่วยบางรายอาจวิตกกังวลจนนอนไม่หลับก็มี

รำมวยจีน (ไท้เก๊ก)

17 กุมภาพันธ์ 2557 4.877

ไท้เก๊ก เป็นศิลปะที่มีรากฐานมาจากเมืองจีน ที่เน้นเรื่องการเคลื่อนไหวเกือบทุกส่วนของร่างกายอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตลอดเวลา มีความช้าอยู่ในตัว รำโดยไม่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อปล่อยให้เป็นตามธรรมชาติ การหายใจก็เป็นไปตามปกติ

หากท่าน (นักฟุตบอล) ไม่รู้...... คงสู้เขาไม่ได้ (ตอนที่ 1)

26 สิงหาคม 2556 2.733

เลคแรกของการแข่งขันฟุตบอลอาชีพ ไทยแลนด์พรีเมียร์ลีก กำลังจะจบสิ้นลงในเวลาอันใกล้นี้ ทีมใดมีคะแนนนำ มีแพ้มีชนะกันทีมละกี่ครั้ง คงจะได้มีการทบทวนกันในหมู่สต๊าฟโค้ช ผู้จัดการทีม แพทย์ นักกายภาพบำบัด ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ