โพสต์ 17 ก.พ. 57 ปรับปรุง 25 ก.พ. 57 2,950 Views

แพทย์เวชศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเสนอผลงานในเอเอฟซี

แพทย์เวชศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาเสนอผลงานในเอเอฟซี

ใน การประชุมวิชาการด้านเวชศาสตร์ฟุตบอลของสหพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 มีนาคม 2554 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ถือเป็นงานใหญ่และสำคัญอย่างหนึ่งของวงการฟุตบอลทวีปเอเชีย เพราะเป็นการจัดประชุมทางวิชาการด้านวิทยาศสาตร์การกีฬา / เวชศาสตร์การกีฬา ที่ส่วนใญ่จะเน้นหนักลงไปในกีฬาฟุตบอล เป็นการจัดทุกๆ 4 ปี ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 4  หลังจากที่จัดมาแล้วที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย และโอมาน มีวิทยากรรับเชิญจากฟีฟ่าหลายท่าน เช่น ประธานคณะกรรมการฝ่ายการแพทย์ นายแพทย์มิเชล ดู๊กห์ (คณะกรรมการชุดนี้มีคุณวรวีร์ มะกูดี บอร์ดบริหารของฟีฟ่าถูกส่งลงมาเป็นรองประธานฯ)  ประธานฝ่ายแพทย์และวิจัยของฟีฟ่า นายแพทย์จีรี โดวแรค ท่านผู้อ่านเดลินิวส์ที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ / เวชศาสตร์การกีฬา อยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาเข้าไปที่ www.the-afc.com

 


เวชศาสตร์ฟุตบอล (Football Medicine) เป็นศัพท์ใหม่ที่ท่านควรทราบ
ท่าน ผู้อ่านจะได้ยินคำอธิบายเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การกีฬา / เวชศาสตร์การกีฬา จนชินแล้ว มาวันนี้มีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นอีก นั่นคือ Football Medicine ซึ่งทางคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ของฟีฟ่า ได้บัญญัติคำขึ้นมาเพราะได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา / เวชศาสตร์การกีฬาที่สนใจเฉพาะของเรื่องฟุตบอล ดังนั้นเรื่องราวที่เคยศึกษา วิจัยและนำเสนอผลงานก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การฟุตบอล / เวชศาสตร์การฟุตบอล อย่างละเอียด ถึงขั้นได้จัดพิมพ์เป็นตำรา FIFA Football Medicine ขึ้นมา (ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดแปลเป็นภาษาไทย) สำหรับศัพท์ใหม่ในภาษาไทยยังไม่มีบัญญัติเอาไว้อย่างเป็นทางการ ผมจึงขออนุญาตเรียกว่า “เวชศาสตร์ฟุตบอล” ไปพลางๆก่อน


ผลงานการศึกษาและวิจัยจากประเทศไทย
นับ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ผลงานการศึกษาและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา / เวชศาสตร์การกีฬา จากประเทศไทย จำนวน 5 เรื่อง ได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการวิชาการที่จัดประชุมในครั้งนี้ ให้มีโอกาสได้ไปนำเสนอผลงาน ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้จากทั่วทวีปเอเชียและทั่วโลกประมาณ 350 คน เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้



ผมจึงขออนุญาตนำเรื่องย่อซึ่งน่าสนใจสำหรับผู้ที่ชื่นชอบกีฬาและติดตามงานด้านวิทยาศาสตร์การกีฬามานำสนอในสัปดาห์นี้

เรื่องที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ที่นักฟุตบอลจะเล่นและเรียนเรื่องราวเกี่ยวกับฟุตบอลจนได้ รับปริญญาตรีและได้ไลเซนต์โค้ชฟุตบอลระดับซีในมหาวิทยาลัย

ผมขอนำชื่อเรื่องจริงๆที่นำเสนอไปให้ทางเอเอฟซีพิจารณาคือ Is it possible for a football player to obtain a Bachelor of Arts Degree? ซึ่งเมื่อแปลเป็นไทยดังกล่าวข้างต้น (อาจจะไม่ตรงนัก) แต่ก็จะทำให้สื่อสารทำให้เกิดความเข้าใจแก่บุคคลทั่วไปโดยง่าย

หลายท่านคุ้นเคยกับคำว่า “โรงเรียนกีฬา” ดีว่าเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐานในระดับชั้นไม่เกินมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่พยายามนำนักเรียนที่มีทักษะทางด้านกีฬามาเรียนร่วมกันและมีการฝึกสอน / ปฏิบัติโดยครูผู้ชำนาญในกีฬาประเภทนั้นๆ เพื่อหวังว่าเด็กที่ผ่านโรงเรียนกีฬาแล้ว จะสามารถมีความรู้และทักษาะในเรื่องกีฬานั้นๆ เป็นอย่างดี สำหรับระดับมหาวิทยาลัย เราจะเคยได้ยินคำว่า “โครงการช้างเผือก”  ที่เกี่ยวกับการเข้าศึกษาอย่างต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยอาศัยความสามารถพิเศษทางด้านกีฬาของตัวนักศึกษาเอง โดยไม่ต้องไปสอบเอ็น ทรานซ์เหมือนนักเรียนทั่วๆไป

ที่วิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางกีฬา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการริเริ่มที่จะสนับสนุนให้ผู้ที่มีทักษะในกีฬาฟุตบอล ได้เข้ามาเรียนในระดับปริญญาตรี โดยมีเนื้อหาหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาการการออกกำลังกายและกีฬา โดยลงลึกด้านฟุตบอล เช่น กฎกติกา การฝึกสอน (โค้ชนักฟุตบอลเยาวชน) วิทยาศาสตร์การกีฬา (เวชศาสตร์การกีฬา, โภชาการ, จิตวิทยา) และวิชาความรู้ด้านการเป็นผู้ตัดสินฟุตบอล และด้านวิชาการตลอดจนการปฏิบัติในระหว่างการศึกษาอยู่ถึง 4 ปี เมื่อนำหลักสูตรไปเปรียบเทียบกับการฝึกอบรมผู้ฝึกสอนหรือโค้ชในระดับซีไล เซนต์ พบว่าจำนวนชั่วโมงของนักศึกษาเหล่านี้มีมากกว่ามาก จึงได้เกิดแนวคิดที่จะร่วมมือกับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯและสหพันธ์ฟุตบอล แห่งเอเชีย (เอเอฟซี) โดยปรึกษากับประธานเอเอฟซี มร.บิน ฮัมมัม และได้รับอนุมัติจากเอเอฟซีแล้วว่านักศึกษาที่ผ่านหลักสูตรนี้แล้วและมีการ ประเมินผลงานทางด้านปฏิบัติ โดยผู้ฝึกสอนหรือโค้ชของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยที่ได้รับการรับรองจากเอเอ ฟซีแล้ว นักศึกษาเหล่านี้นอกจากจะได้รับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว พวกเขายังจะได้รับประกาศนียบัตรการเป็นโค้ชฟุตบอลในระดับ “ซีไลเซนต์” ด้วย

สำหรับโครงการฯนี้ ต้องกล่าวถึงผู้ที่มีส่วนริเริ่มทำให้มีการเรียนการสอนในระดับนี้ขึ้นมาคือ คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง บอร์ดการกีฬาแห่งประเทศไทยในขณะนี้ และผู้ที่นำไปต่อยอดกับทางเอเอฟซีคือ ศ.นพ.อรรถ นานา คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการกีฬา ม.มหิดล โดยผู้ที่จะเป็นผู้เสนอผลงานนี้คือ ดร.ศิริรัตน์  หิรัญรัตน์

เรื่องที่ 2 การศึกษาวิจัยเรื่องการใช้น้ำในอุณหภูมิต่างๆกัน เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของนักฟุตบอลในระหว่างพักครึ่งเวลา (15 นาที) หรือในชื่อเรื่องภาษาอังกฤษคือ Water Immersion during 15 minute recovery period on Blood lactate concentration, Thermoregulatory profiles and  Subagent performance in soccer players. ซึ่งเป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงของร่างกายนักฟุตบอลที่ผ่านการเล่นมา 45 นาที (ออกกำลังกายเลียนแบบการเล่นฟุตบอลในห้องปฏิบัติการ) แล้วให้ลงไปนั่งในถังน้ำท่วมถึงระดับสะดือโดยควบคุมอุณหภูมิน้ำในแต่ละถัง ที่แบ่งเป็น 3 กลุ่ม  15, 27 และ 39 องศาเซลเซียสและติดตามดูการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของร่างกาย ชีพจร ความดันโลหิต บริเวณแล๊คเตทในเลือด โดยมีข้อสรุปภายหลังการวิจัยว่า ควรที่จะใช้น้ำเย็นที่อุณหภูมิ 15 หรือ 27 องศาเซลเซียส จะช่วยให้สภาพร่างกายของนักฟุตบอลกลับคืนได้เร็วกว่าใช้น้ำอุ่นสำหรับผู้ ที่นำเสนอผลงานนี้คือ พ.ต.ดร.รุ่งชัย  ชวนไชยะกุล อาจารย์ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย ของวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการกีฬา ม.มหิดล

เรื่องที่ 3 เป็นการศึกษาวิจัยหาตำแหน่งของต้นขาของนักกีฬาที่เอ็นหัวเข่าขาดและพบว่ามี กล้ามเนื้อต้นขาลีบว่าตำแหน่งใด (เหนือหัวเข่ากี่ซม.) มีความจำเพาะสูงสุด


นักกีฬาที่เอ็นไขว้หน้าหัวเข่า (Anterior Cruciate Ligament) ขาดข้างเดียวจำนวน 30 ราย ที่เข้ามารับการผ่าตัดเสริมเอ็น ได้รับการติดตามวัดเส้นรอบวงของต้นขาตั้งแต่ระดับเหนือข้อเข่าทุก 2 ซม. เพื่อดูผลของกล้ามเนื้อต้นขาที่ลีบภายหลังเกิดการบาดเจ็บ ผลการวิจัยพบว่า หากจะวัดให้ถูกต้องแม่นยำ ควรวัดที่ตำแหน่งสูงกว่าข้อเข่าขึ้นไป 18 ซม.

เรื่องที่นำเสนอเป็นผลงานของอ.นพ.เพิ่มศักดิ์ พหลภาคย์ และศ.นพ.วิรุฬห์  เหล่าภัทรเกษม ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ม.ขอนแก่น

เนื้อหาในสัปดาห์นี้ อาจค่อนข้างเป็นเรื่องทางวิชาการสักหน่อย แต่ผมต้องการให้ท่านผู้อ่านเดลินิวส์ ได้ทราบว่า ในประเทศไทยเรามีท่านอาจารย์ที่อยู่ในสถาบันต่างๆ ที่มีองค์ความรู้ มีการศึกษาวิจัยอยู่ตลอดเวลา หากได้รับการเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไปได้ทราบบ้าง ก็จะช่วยให้ภาพรวมด้านเวชศาสตร์การกีฬาของประเทศไทยดีขึ้นด้วย สวัสดีครับ.

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

52 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

Telemedicine

6 มิถุนายน 2556 4.099

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคมที่นับวันยิ่งจะทำให้ระบบต่างๆ พัฒนาก้าวหน้าและรวดเร็วมากขึ้น

การใช้ยา : สิ่งที่ไม่ควรทำ

6 มิถุนายน 2556 1.514

ข้อมูลดังต่อไปนี้เป็นหลักกว้างๆ เพื่อเป็นข้อแนะนำเท่านั้น ท่านคงจะทราบข้อมูลและคำแนะนำจากแพทย์ผู้รักษาแล้ว

แสงสว่างจากหลอดไฟส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต

21 ตุลาคม 2558 7.408

คุณรู้ไหมว่าร่างกายของคุณมีนาฬิกาชีวิตที่คอยควมคุมระบบต่างๆอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อนาฬิกาชีวิต เช่น แสง อากาศ กลิ่น เสียง ถ้าระบบนี้ถูกรบกวนโดยปัจจัยใดก็ตาม เช่นแสงที่สว่างหรือมืดเกินไปอาจทำให้วงจรของร่างกายของเสียคุณสมดุลไป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ