โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 5,677 Views

เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร

เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร

 เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เชื้อ แบคทีเรีย "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" (Helicobacter pylori) เข้าสู่กระเพาะได้โดยการกลืนเข้าไป หรือขย้อนเชื้อจากลำไส้มาอยู่ในกระเพาะอาหาร โดยปกติในกระเพาะอาหาร จะไม่มีเชื้อแบคทีเรีย หลังจากเชื้อเข้าสู่กระเพาะอาหาร จะใช้หนวดของมันว่ายเข้าไปฝังตัวในเยื่อเมือกบุผนังกระเพาะ และปล่อยน้ำย่อย เอ็นซัยม์ และสารพิษมาทำลาย และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุผนังกระเพาะอาหาร ด้วยกลไกนี้ร่วมกับกรดที่หลั่งออกมาจากเซลล์เยื่อบุกระเพาะ จะช่วยกันทำลายผนังกระเพาะให้มีการอักเสบ และเกิดเป็นแผลได้ในที่สุด
 
ศาสตราจารย์ โรบิน วอเร็น เป็นผู้ที่ค้นพบเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ร่วมกับ ศาสตราจารย์ แบรี่ มาร์แชล ซึ่งเชื้อแบคทีเรียที่พบปรากฏว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารอักเสบ และการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหาร ซึ่งในช่วงแรกของการค้นพบยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนัก ในปี ค.ศ.1979 ศาสตราจารย์ โรบิน วอเร็น ได้ค้นพบเชื้อในเยื่อบุกระเพาะอาหารเป็นครั้งแรกโดยการตรวจทางพยาธิสภาพ และได้ทำการทดลองร่วมกับ ศาสตราจารย์ แบรี่ มาร์แชล ที่ประเทศออสเตรเลีย
 
การค้นพบ
1. ในปี ค.ศ.1982 พบว่าเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มีผลทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ และสามารถเพาะเชื้อนี้จนทราบว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ในขณะนั้นแม้จะพยายามเพาะเชื้อในห้องทดลองอย่างไร ไม่ว่าจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการไปอย่างไร ก็ไม่สามารถเพาะเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไรได้สำเร็จ จนกระทั่งในปี 1983 เกิดการระบาดของเชื้อสแตฟฟิลโลคอคคัส ออเรียส ชนิดที่ดื้อต่อยา ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดก่อนเทศกาลอีสเตอร์เพียงไม่กี่วัน ทำให้ต้องมีตัวอย่างเชื้อที่ต้องตรวจสอบมากมาย และทำให้จานเลี้ยงเชื้อถูกทิ้งไว้ในตู้เพาะเชื้อในช่วงวันหยุดเทศกาลอีส เตอร์นานถึงห้าวัน จากที่ปกติแล้วการเพาะเชื้อทั่วไปใช้เวลาเพียง 2 วัน ซึ่งเป็นผลทำให้เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เจริญขึ้นเต็มจานเพาะเชื้อ ทำให้ทั้งสองสามารถเพาะเลี้ยงเชื้อได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในห้องปฏิบัติการ
2. แทบไม่มีใครเชื่อว่า การค้นพบในครั้งนั้นจะส่งผลต่อการรักษาโรคเพาะอาหารเป็นอย่างมาก และในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาได้มีการตระหนักและให้ความสำคัญกับการค้นพบเชื้อแบคทีเรียชนิด นี้กันมากขึ้น โดยมีอุบัติการณ์การค้นพบเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหารในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เป็นจำนวนมาก
3. การค้นพบเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ของศาสตราจารย์ โรบิน วอเร็น ได้ถูกค้นพบในปี ค.ศ.1979 ได้เป็นที่ยอมรับ และได้เป็นการเปิดมิติใหม่ในการรักษาโรคกระเพาะอาหาร ซึ่งถือว่าการค้นพบในครั้งนี้ได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับมวลมนุษยชาติไว้ อย่างมาก ทำให้ศาสตราจารย์ โรบิน วอเร็น ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์เมื่อปี 2005 ร่วมกับศาสตราจารย์ แบรี่ มาร์แชล ในฐานะที่เป็นผู้ค้นพบเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหาร แผลในลำไส้เล็ก แผลในกระเพาะอาหาร
4. ถือได้ว่าการค้นพบเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ทำให้พลิกโฉมแนวทางวิธีการรักษาอาการอักเสบและแผลในกระเพาะอาหารอย่างแท้ จริง ทำให้สามารถรักษาโรคกระเพาะให้หายขาดไม่เป็นเรื้อรัง และลดปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งกระเพาะอาหารนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อวงการ แพทย์ทั่วโลกเลยทีเดียว
 
ลักษณะของเชื้อ
1. เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เป็นเชื้อแบคทีเรียแกรมลบที่มีรูปร่างเกลียว ขนาดกว้าง 0.5-0.9 ไมครอน ยาว 3 ไมครอน และสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นทรงกลมหลังจากถูกอากาศภายในเวลา 2 ชั่วโมง พบแฟลกเจลลายาวมีปลอกหุ้ม และเคลื่อนไหวได้ โดยมักพบประมาณ 4-5 อัน ตามหลักการจำแนกอนุกรมวิธาน เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ถูกจัดอยู่ในไฟลัม Proteobacteria คลาส Epsilonproteobacteria อันดับ Campylobacterales แฟมิลี่ Helicobacteraceae และจีนัส Helicobacter
2. สามารถพบเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ในกระเพาะอาหารของประชากรทั่วโลกมากถึงร้อยละ 50 และจะพบได้ในเกือบทุกประเทศทั่วโลก
3. สายพันธุ์ของเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร จะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับภูมิภาค และการย้ายถิ่นฐานก็จะทำให้เกิดการผสมระหว่างสายพันธุ์ขึ้นได้ เชื้อสามารถอยู่ในร่างกายมนุษย์ได้นานหลายสิบปี และมักจะติดเชื้อตั้งแต่เด็ก
4. สำหรับในประเทศไทยก็พบว่ามีอุบัติการณ์การติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร สูงเช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่พบผู้ป่วยที่พัฒนาเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากนัก ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม พันธุกรรม และการบริโภคอาหาร ซึ่งสายพันธุ์ของเชื้อจะแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ขึ้นอยู่กับภูมิภาค
5. สาเหตุของการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เชื่อว่าอาจติดมาจากการปนเปื้อนอยู่ในอาหาร และอุจจาระซึ่งเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางปาก โดยส่วนมากจะพบอัตราการติดเชื้อตั้งแต่ในวัยเด็ก แต่การแสดงออกทางอาการส่วนมากจะพบได้เมื่อเป็นผู้ใหญ่แล้ว และจะพบมากในช่วงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงไม่ทราบที่มาของการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ที่แน่ชัด มีความเชื่อว่าการบริโภคผัก และผลไม้สด ลดการบริโภคอาหารเค็มจัด และการรับประทานวิตามินซีจะช่วยลดการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารได้ นั่นอาจเป็นเพราะว่าในปัจจุบันมีกรรมวิธีในการเก็บรักษาอาหารที่ดีขึ้น เช่น การเก็บรักษาอาหารในตู้เย็น เป็นต้น
6. จากการศึกษาวิจัยในประเทศไทยพบว่า สายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ในประเทศไทยมีสายพันธุ์ที่แตกต่างจากประเทศอื่นในแถบเดียวกัน โดยอาจจะเป็นสายพันธุ์ South/Central Asian Genotypes ส่วนในประเทศญี่ปุ่นอาจจะเป็นสายพันธุ์ East Asian Genotype โดยเชื่อว่าการที่สายพันธุ์มีความหลากหลายอาจเกิดจากการย้ายถิ่นฐานของ มนุษย์เป็นสำคัญ
 
 
การแพร่กระจายของเชื้อ
1. เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร พบได้บ่อยในบุคคลทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกำลังพัฒนาที่ซึ่งประชาชน ยังมีฐานะยากจน และมีความเป็นอยู่ที่แออัดในชุมชน ส่วนใหญ่การติดเชื้อเกิดขึ้นผ่านทาง ปาก-ปาก น้ำย่อย–ปาก และอุจจาระ-ปาก
2. ในขณะนี้มีประชากรโลกติดเชื้อนี้อยู่ประมาณร้อยละ 50 แทบทุกรายจะมีภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเรื้อรัง แต่มีเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่จะแสดงอาการร่วมกับเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
3. ในผู้ป่วยที่พบแผลในกระเพาะอาหาร มีโอกาสพบเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ร่วมด้วยประมาณร้อยละ 60-80 ส่วนในผู้ป่วยที่มีแผลที่ลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัม มีโอกาสพบเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ร่วมด้วยร้อยละ 95-100
4. ในผู้ป่วยโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร มีโอกาสพบเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ร่วมด้วยประมาณร้อยละ 72 จากการทำการตรวจชิ้นเนื้อกระเพาะอาหาร และพบมากถึงร้อยละ 90 จากการตรวจหาในชิ้นเนื้อที่ได้จากการผ่าตัด
5. จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกในปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ว่าเป็นสารก่อให้เกิดมะเร็ง โดยประมาณการว่าผู้ที่มีเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าคนปกติถึง 8-9 เท่า
 
โรคแผลในกระเพาะอาหาร
1. ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารในประเทศไทยมีมากถึงร้อยละ 20-25 ของประชากร และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะอยู่ในวัยทำงาน คิดเป็นผู้ป่วยที่มีแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 10-20 โดยแผลในกระเพาะอาหารเป็นโรคที่มีภาวะแทรกซ้อนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น มีเลือดออก แผลทะลุ หากรักษาไม่ทันโอกาสเสียชีวิตได้สูง
2. เชื้อแบคทีเรีย "เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร" มีส่วนทำให้เกิดแผลในกระเพาะประมาณร้อยละ 50-70 ที่เหลือแผลในกระเพาะอาจเกิดร่วมกับการกินยาแก้ปวดหรือยาชุด
3. การตรวจพบเชื้อมีความสัมพันธ์กับแผลในลำไส้เล็กส่วนต้น มากถึงร้อยละ 80 และแผลในกระเพาะอาหารพบการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 50
4. ลักษณะการก่อโรคแผลในกระเพาะอาหาร พบว่ากลไกการเกิดโรคของเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เริ่มจากการติดเชื้อที่บริเวณกระเพาะอาหารส่วนล่าง โดยในระยะแรกจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการปวดท้องบ่อยๆ เนื่องจากเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ที่เกิดการติดเชื้อบริเวณชั้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร จะทำให้เกิดกระบวนการทางภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาวจะมารวมตัวกันบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร เกิดการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งเมื่อผนวกเข้ากับกรดในกระเพาะอาหารที่หลั่งออกมา เป็นผลทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้นได้
5. อาการสำคัญ คือ ปวดท้อง มักปวดบริเวณลิ้นปี่ ปวดแบบแสบๆหรือร้อนๆ ปวดเรื้อรังมานาน เป็นๆ หายๆ เป็นเดือนหรือเป็นปี ปวดสัมพันธ์กับอาหาร เช่น ปวดเวลาหิวหรือท้องว่าง เมื่อกินอาหารหรือนม จะหายปวด บางรายจะปวดท้อง หลังจากกินอาหาร หรือปวดกลางดึกก็ได้ อาจมีอาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด มีลมในท้อง ร้อนในท้อง คลื่นไส้ อาเจียน อาการอื่นที่พบได้แก่ น้ำหนักลด เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องเฟ้อ อาการของโรคกระเพาะอาหารจะไม่สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค บางรายไม่มีอาการปวดท้อง แต่มีแผลใหญ่มากในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้ บางรายปวดท้องมากแต่ไม่มีแผลเลยก็ได้
6. อาการแทรกซ้อน ได้แก่ อาเจียนเป็นเลือดดำ หรือแดง หรือถ่ายดำ เนื่องจากมีเลือดออกในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนต้น ปวดท้องรุนแรงและช็อค เนื่องจากแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กทะลุ ปวดท้องและอาเจียนมาก เนื่องจากการอุดตันของกระเพาะอาหาร
 
 
สัญญาณที่บ่งบอกว่ากำลังเป็นแผลในกระเพาะอาหาร
1. ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่เวลาท้องว่าง หรือจุก เสียด แน่นท้อง หรือปวดคล้ายกับเวลาหิวข้าว ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากกินอาหารไปแล้วประมาณ 1-3 ชั่วโมง หรือปวดกลางดึก
2. เวลาได้กินอาหารมักจะหายปวด หรือไม่ก็อาจจะปวดยิ่งขึ้น
3. รู้สึกคลื่นไส้ หรืออาเจียน
4. รู้สึกท้องอืด มีลมในท้อง เหมือนอาหารย่อยได้ไม่ดี
5. มีอุจจาระเป็นสีคล้ำดำ หรือมีเลือดปน ในกรณีที่แผลมีเลือดออกร่วมด้วย
6. บางกรณีผู้ที่เป็นก็อาจไม่รู้สึกเจ็บปวดหรือมีอาการเลยจนกว่าจะเกิดมีเลือดออก
 
คำแนะนำเมื่อมีอาการดังกล่าว
1. ในผู้ที่เกิดอาการดังกล่าวควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็คในแน่ใจ ว่าอาการที่เป็นนั้นเกิดจากเป็นแผลในกระเพาะอาหาร หรือเกิดจากเหตุอื่น ซึ่งแพทย์อาจสอบถามประวัติหรือทดสอบบางอย่างเพื่อจะได้วินิจฉัย และหาวิธีรักษาที่เหมาะสมได้ถูกกับโรคได้ เช่น ประวัติการสูบบุหรี่ การได้รับยาบางอย่าง โรคอื่นๆ ที่เป็นร่วมด้วย หรือมีคนในครอบครัวเคยเป็นแผลในกระเพาะมาก่อนหรือไม่
2. ในกรณีที่มีอาการยังไม่มากแพทย์อาจแนะนำวิธีการรักษาเบื้องต้น เช่น การใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอยู่ในชีวิตประจำวัน เพื่อทดลองรักษาเบื้องต้นว่าอาการจะดีขึ้นหรือไม่ ก่อนที่จะตรวจในระดับลึกขึ้น
3. สำหรับคนที่รักษาเบื้องต้นแล้วยังไม่ได้ผล หรือมีอาการเรื้อรังมานานๆ ในบางกรณีแพทย์อาจจำเป็นต้องสั่งตรวจพิเศษเพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ เช่น การตรวจเอกซเรย์โดยให้กลืนแบเรียม เพื่อการระบุตำแหน่งของแผลในกระเพาะอาหาร การตรวจโดยการส่องกล้องเพื่อดูลักษณะแผลที่อยู่ในกระเพาะอาหาร หรือทำการห้ามเลือด กรณีเลือดออกมาก รวมทั้งอาจตัดชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจ เพื่อดูว่าเป็นมะเร็งหรือไม่
4. การตรวจอื่นๆ เช่น ตรวจเลือดเพื่อหาเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เมื่อทราบสมมุติฐานของโรคแล้ว แพทย์จะเลือกรักษาด้วยยาที่เหมาะสม ซึ่งยาที่ใช้รักษาแผลในกระเพาะอาหารมีหลายอย่าง บางอย่างเป็นยาที่ช่วยลดปริมาณกรดในกระเพาะ บางอย่างเป็นยาที่ใช้เคลือบผนังกระเพาะอาหารและปรับสภาพกรดให้เป็นกลางมาก ขึ้น ยาปฏิชีวนะบางอย่างมีฤทธิ์ต้านเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ซึ่งรวมๆ แล้วก็จะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ให้ดีขึ้นได้
 
 
มะเร็งกระเพาะอาหาร
1. เชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร องค์กรวิจัยมะเร็งนานาชาติจัดให้เฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เป็นตัวก่อมะเร็งกระเพาะอาหารกลุ่มที่ 1 คำถามต่อมาคือว่าการรักษาเพื่อกำจัดเชื้อนี้จะช่วยลดความเสี่ยง ต่อมะเร็งได้หรือไม่ เป็นคำถามที่งานวิจัยเชิงทดลองหลายงานที่ผ่านมาได้พยายามแต่ยังไม่มีข้อสรุป ชัด
2. พบว่ามีงานวิจัย 7 งาน ที่เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ให้ยากำจัดเชื้อกับกลุ่มที่ไม่ให้ยากำจัด เชื้อ การติดตามผู้ป่วยมีระยะเวลา 4-10 ปี โดยสรุปพบว่า กลุ่มที่รักษาเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไรเกิดเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ร้อยละ 1.1 ในขณะที่กลุ่มไม่ได้รักษามีร้อยละ 1.7 คิดเป็นอัตราเสี่ยง 0.65
3. ในจำนวนการศึกษา 6 รายงาน เป็นการวิจัยในประชากรชาวเอเชียซึ่งมีอุบัติการณ์ของมะเร็งกระเพาะอาหารค่อนข้างสูง
4. ยาที่ใช้ในการรักษาเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ได้แก่ยา amoxicillin, proton pump inhibitor, และ clarithromycin หรือ metronidazole ผลการรักษาสามารถกำจัดเชื้อได้ร้อยละ 73-89 ในกลุ่มรักษา และได้ร้อยละ 5-15 ในกลุ่มควบคุม
5. การรักษากำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
 
การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร
1. วิธีการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไรสามารถทำได้หลายวิธี
2. การวินิจฉัยเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร โดยวิธีส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร แล้วตัดเนื้อเยื่อบุกระเพาะอาหารชิ้นเล็กๆมาตรวจหาเชื้อโดยเทคนิคต่างๆ เช่น นำเนื้อเยื่อทำปฏิกิริยา urease test ถ้ามีเชื้อ จะให้ผลบวก การตรวจด้วยวิธี CLO-test หรือ rapid urease test โดยดูปฏิกิริยาของเชื้อซึ่งจะทราบผลภายในหนึ่งชั่วโมง หรือนำเนื้อเยื่อส่องกล้องหาตัวเชื้อ หรือนำเนื้อเยื่อไปเพาะเชื้อ
3. วิธีการเจาะเลือดตรวจหาแอนติบอดี้ต่อเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร
4. วิธีการเป่าลมหายใจ 13C-UBT เป็นวิธีการที่จะตรวจหาเชื้อแบคทีเรียโดยตรวจภายหลังจากการได้รับการรักษา ด้วยยาปฏิชีวนะแล้ว เพื่อติดตามว่ากำจัดเชื้อได้หมดหรือไม่ วิธีการตรวจนี้นิยมเรียกว่า breath test เป็นการตรวจสารที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้นในกระเพาะและตรวจพบได้ในลมหายใจ ของผู้ป่วย วิธีนี้โดยมากใช้ติดตามหลังการรักษา โดยการให้ผู้ป่วยดื่มสารยูเรีย ซึ่งมีอะตอมของคาร์บอนที่อาบรังสี ถ้าผู้ป่วยมีเชื้อในกระเพาะจะตรวจพบอะตอมของคาร์บอนจากลมหายใจ สันนิษฐานกันว่าการติดต่อของเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร เป็นจากคนสู่คนโดยผ่านทางปาก เชื้อเข้าสู่ ร่างกายตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุมากขึ้นจะมีความชุกของการติดเชื้อเพิ่มขึ้น นอกจากนี้พบว่ามีการระบาดค่อนข้างสูงในชุมชนแออัด และในครอบครัว หรือสถาบันเดียวกัน
5. การตรวจหาแอนติบอดี้ในเลือด หรือการตรวจในอุจจาระ ปัสสาวะ และวิธีการย้อมชิ้นเนื้อเพื่อดูแบคทีเรีย เป็นวิธีที่ค่อนข้างยุ่งยาก จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก
6. กรณีที่มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งกระเพาอาหาร ก็ควรที่จะได้รับการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการ ก่อให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
 
 
แนวทางการรักษาเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร
1. การรักษาแผลในกระเพาะโดยการใช้ยาลดการหลั่งกรดสามารถทำให้แผลหาย ได้ แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ได้ เชื้อแบคทีเรียจะฝังตัวอยู่ และรอเวลาที่จะกำเริบขึ้นมาใหม่ เป็นผลทำให้โรคกระเพาะกำเริบอีก การรักษาในปัจจุบันจึงมุ่งที่จะฆ่าเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ด้วย
2. ปัจจุบันมีการค้นพบแนวทางการรักษาใหม่ โดยใช้ยา 3 ชนิด คือ ยาลดการหลั่งกรดหนึ่งชนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด ซึ่งเหตุที่ต้องให้ยาปฏิชีวนะถึง 2 ชนิดก็เพราะเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ดื้อยาง่าย การให้ยาตัวเดียวไม่ได้ผล และเหตุที่ต้องให้ยาลดการหลั่งกรดเพิ่มเพราะยาปฏิชีวนะจะถูกทำลายโดยกรด ทำให้ประสิทธิภาพด้อยลง ซึ่งยาลดการหลั่งกรดจะทำให้กรดน้อยลง ส่งผลให้ยาปฏิชีวนะทำงานดีขึ้น และกำจัดเชื้อได้ดีขึ้น อีกประการหนึ่งคือยาลดการหลั่งกรดจะช่วยลดการปวดท้องได้ดี ในช่วงที่เชื้อยังไม่ถูกฆ่าตาย เพราะกว่าเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร จะถูกฆ่าต้องใช้เวลาเกิน 7 วันขึ้นไป หลังจากนั้นคนไข้จะหายเป็นปกติ และเมื่อติดตามไปหนึ่งปี พบว่าโอกาสที่เชื้อจะกลับมาเป็นซ้ำน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5-10
3. วิธีการรักษาหากพบว่าเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร อาจต้องใช้วิธีการผ่าตัด หรือใช้ยาเคมีบำบัด
4. ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่ใช้ในการรักษาหรือป้องกัน
5. ข้อดีของการกำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร พบว่าหลังการที่กำจัดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ได้แล้ว โอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลในกระเพาะอาหารซ้ำอีก ลดลงไปอย่างมาก และมีโอกาสหายขาดทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุกข์ทรมาน สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาลงไปได้อย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องรักษาอยู่เรื่อย ๆ และยังลดโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
 
ยาที่ใช้รักษาโรคกระเพาะอาหาร
1. ยาลดกรด รับ ประทานครั้งละ 1-2 ชต.ควรรับประทานหลังอาหาร 1 ชม. หรือก่อนอาหาร 2 ชม. และมื้อสุดท้ายก่อนนอน แล้วดื่มน้ำตาม 1-2 แก้วในระยะแรกอาจจะให้ยาทุกหนึ่งชั่วโมง เมื่อดีขึ้นอาจให้ยาทุก 1-2 ชั่วโมง
2. ยาลดการหลั่งกรดชนิด H2-blockers เช่น cimetidine, ranitidine, famotidine, nizatidineช่วยลดอาการปวดท้อง หลังได้ยาไปประมาณหนึ่งสัปดาห์ อาจจะรับประทานวันละครั้ง เช่น ก่อนนอนได้แก่ famotidine, nizatidine วันละสองครั้งได้แก่ ranitidine วันละสี่ครั้งได้แก่ cimetidine
3. ยาลดการหลั่งกรดชนิด proton pump inhibitors เช่น omeprazole, lansoprazole ยากลุ่มนี้ช่วยลดอาการปวดท้อง และช่วยให้แผลหายเร็วกว่ายากลุ่มอื่นมักจะรับประทานวันละครั้งหลังอาหาร
4. ยาปฏิชีวนะ เช่น metronidazole, tetracycline, clarithromycin, amoxicillin ใช้รักษาโรคกระเพาะที่เกิดจากเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร ขนาดยาที่ให้ clarithromycin 500 mg วันละ 2 ครั้ง, amoxycillin 1,000 mg วันละ 2 ครั้ง, metronidazole 400 mg วันละ 2 ครั้ง, tetracyclin 500 mg วันละ 2 ครั้ง ยาที่นิยมรักษาแผลกระเพาะอาหารจากเชื้อโรคได้แก่การใช้ยา amoxicillin และ clarithromycin และ omeprazole
5. ยาเคลือบกระเพาะ เช่น bismuth, sucralfate ใช้เคลือบแผลกระเพาะ
 
วิธีกำจัดต้นเหตุของการเกิดโรคแผลกระเพาะอาหาร
1. กินอาหารให้เป็นเวลา
2. งดอาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด
3. งดดื่มเหล้า เบียร์ หรือยาดอง
4. งดดื่มน้ำชา กาแฟ
5. งดสูบบุหรี่
6. งดเว้นการกินยา ที่มีผลต่อกระเพาะอาหาร
7. พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายคลายตึงเครียด
 
การป้องกันการติดเชื้อเฮลิโคแบคเตอร์ ไพลอไร
1. ล้างมือให้สะอาด
2. รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ
3. ดื่มน้ำที่สะอาด
4. รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
5. ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด
 
 
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการรักษามะเร็งตับ

15 กุมภาพันธ์ 2557 3.589

เแนวทางการรักษามะเร็งตับ ตับ เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ทำหน้าที่ในการจัดการกับสารอาหารที่ดูดซึมเข้าจากลำไส้ สร้างสารต่างๆ เช่น สารประกอบที่เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน การแข็งตัวของเลือด และทำลายสารพิษที่รับประทานเข้าไป

อาเจียนในเด็ก

2 สิงหาคม 2556 253.764

อาเจียนแล้ว ทำให้รู้สึกโล่งสบายท้อง นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ที่เตือนให้เรารู้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเรามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ตัว และสามารถป้องกัน และรักษาตนเองเสียก่อนที่จะเกิดการลุกลามของโรค

หูชั้นนอกอักเสบ

28 สิงหาคม 2556 7.907

หูของคนเราแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน คือ หูชั้นนอก , หูชั้นกลางและหูชั้นใน โดยหูชั้นนอกหมายถึงใบหู รูหู รวมไปถึงแก้วหูการอักเสบของหูชั้นนอกที่พบบ่อย คือการอักเสบของรูหูซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อรา , เชื้อแบคทีเรียหรือผื่นแพ้

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ