โพสต์ 1 ก.ค. 56 ปรับปรุง 10 มี.ค. 57 3,066 Views

เรื่องของ “น้ำ” ในฟุตบอลโลก

เรื่องของ “น้ำ” ในฟุตบอลโลก

คอลัมน์ในวันนี้ 

     ผมคงจะไม่ได้พูดถึงภาวะน้ำมากหรือน้ำน้อยที่เกิดในแต่ละประเทศทั่วโลก หรือน้ำมากในภาคเหนือของประเทศไทยที่ทำความเดือดร้อนอย่างมากมายในพื้นที่หลายจังหวัด มีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมหาศาล เป็นบทเรียนราคาแพงที่พวกเราต้องเรียนรู้ทั้งในเรื่องของการป้องกัน การเตือนภัย การเคลื่อนย้ายผู้คนและทรัพย์สิน ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ‘น้ำ’ ที่จะกล่าวในวันนี้ คือ น้ำสำหรับดื่มที่นักฟุตบอลที่เข้าร่วมแข่งขันฟุตบอลโลกที่เยอรมันครั้งนี้ต้องใส่ใจเป็นกรณีพิเศษ’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความสะอาดหรือความไม่เป็นมาตรฐานของประเทศเจ้าภาพที่เอาน้ำดื่มไม่ได้คุณภาพมาตรฐานมาให้นักฟุตบอลทีมต่างๆดื่ม แต่ผมจะกล่าวถึงความสำคัญของ ‘น้ำ’ สำหรับนักฟุตบอลทุกคนที่ต้องเข้าร่วมการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นในฟุตบอลโลกครั้งนี้ หรือการแข่งขันฟุตบอลรายการใดๆก็ตาม

 

หลักการที่ควรทราบ เกี่ยวกับความสำคัญของ ‘น้ำ’ สำหรับการแข่งขันฟุตบอล

     ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่า ‘การออกกำลังกาย’ หรือ ‘การเล่นฟุตบอล’ จะต้องมีการใช้งานของกล้ามเนื้อมัดต่างๆมากมาย ยิ่งเป็นเกมส์ที่ยิ่งใหญ่ การใช้งานเพื่อแสดงถึงทักษะ ความรวดเร็วและความเป็นนักฟุตบอลที่มีความสามารถ ยิ่งต้องใช้งานกล้ามเนื้ออย่างมาก ซึ่งจะมีผลทำให้พลังงานความร้อนจากเซลล์กล้ามเนื้ออย่างมากมาย ซึ่งร่างกายอันวิเศษของเราก็ต้องพยายามกำจัดความร้อนเหล่านั้นออกไป โดยการระบายด้วยการระเหยไปกับเหงื่อที่ออกมาตามผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเรามีอุณภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ จนอาจมีผลทำให้สมรรถภาพทางกายของนักกีฬาคนนั้นลดลง (วิ่งได้ช้าลง เหนื่อยง่ายขึ้น การใช้งานของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆมีสมรรถภาพน้อยลง) และหากอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจเป็นลมแดด (heat stroke) เกิดขึ้นได้ ทั้งทักษะ แทคติคและเทคนิคต่างๆที่ฝึกซ้อมมาอย่างดี ก็ไม่สามารถแสดงออกได้

     ตามหลักทางวิทยาศาสตร์การกีฬา หากการเสียเหงื่อออกจากร่างกายขณะเล่นกีฬาไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการดื่มน้ำเข้าไปทดแทน จะทำให้สมรรถภาพทางการย (Physical Performance) ลดลง โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้ หากเราเสียเหงื่อออกไปโดยเปรียบเทียด้วยการชั่งน้ำหนักตัว หากลดลงไปจากปกติเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ จะทำให้สมรรถภาพทางกายลดลงไป 10-20 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว ตัวอย่างเช่น หากนักฟุตบอลมีน้ำหนักตัว 80 กิโลกรัม หากชั่งน้ำหนักภายหลังเล่นไปสักระยะหนึ่งแล้วน้ำหนักตัวลดลงไป 2 เปอร์เซ็นต์หรือเท่ากับ 1.6 กิโลกรัม เมื่อถึงระดับนี้แล้ว นักฟุตบอลคนนั้นจะรู้สึกกระหายน้ำและมีสมรรถภาพทางกายของเขาจะลดลงไปแล้ว 10-20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการที่เราเห็นนักฟุตบอลทีมชาติอังกฤษ (เมื่อคราวเล่นกับทีมปารากวัย) ออกมาข้างสนามเพื่อดื่มน้ำอย่างคนที่กระหายน้ำอย่างมาก ย่อมแสดงถึงร่างกายขาดน้ำอย่างน้อย 2 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวขึ้นไป สมรรถภาพทางกายไม่ว่าจะเป็นทักษะ แทคติค การวิ่งเร็ว การส่งลูกฟุตบอล ย่อมขาดความแน่นอนลงไปด้วย ซึ่งอาจเป็นสาเหตุว่าทำไม ทีมชาติอังกฤษเล่นไม่ได้ดีในแมทช์นี้ นอกจากการสูญเสียน้ำและการทดแทนน้ำเข้าไปไม่ทันแล้ว สภาวะอากาศ เช่น อุณหภูมิที่สูงกว่าในประเทศอังกฤษ หรือในเรื่องความชื้นของบรรยากาศ ก็ยังมีส่วนในการที่นักฟุตบอลที่มาจากพื้นที่ที่อยู่สูงกว่า และมีอากาศเย็น อุณหภูมิต่ำกว่า ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้เล่นแสดงผลงานได้ไม่ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งเหมือนกับเวลานักฟุตบอลอังกฤษหลายๆทีม ที่เดินทางมาทัวร์ในแถบบ้านเรา นักฟุตบอลเหล่านั้น ก็จะมีปัญหาเรื่องนี้เช่นเดียวกัน

 

การทดแทน ‘น้ำ’ สำหรับนักฟุตบอล

 - ก่อนการแข่งขัน

     ดังนั้นคำแนะนำสำหรับนักฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นฝึกซ้อม หรือการแข่งขันก็ตาม เราจะแนะนำให้นักฟุตบอลเริ่มดื่มน้ำเข้าไปในร่างการตั้งแต่ 1- 1 ½ ชั่วโมง ก่อนการแข่งขันจะเริ่ม โดนให้ค่อยๆดื่มน้ำเข้าร่างกายประมาณ 500 ซีซี – 1000 ซีซี โดยจิบน้ำไปเรื่อยๆ ระหว่างการเตรียมเสื้อผ้า กางเกง รองเท้า ถุงเท้า การนวด จนกระทั่งถึงเวลาการยืดกล้ามเนื้อ (stretching) การวอร์มอัพ (warm-up)ซึ่งระหว่างนี้ก็จะมีการเสียเหงื่อไปแล้วเช่นเดียวกัน วิธีสังเกตว่าร่างกายมีน้ำเพียงพอคือการที่เรามีปัสสาวะค่อนข้างใสในขณะนั้น

 - ในระหว่างการแข่งขัน

     โดยทั่วไป เราแนะนำให้นักฟุตบอลดื่มน้ำเข้าร่างกายประมาณ 150-250 ซีซี ในระหว่างการแข่งขันทุก 15-20 นาที ซึ่งทางคณะกรรมการฝ่ายแพทย์ของ FIFA ให้ความสำคัญของการทดแทนน้ำในนักฟุตบอลมามากกว่า 10 ปีแล้ว โดยออกกฎระเบียบว่าให้นักฟุตบอลสามารถออกมาดื่มน้ำที่ริมขอบสนามได้ตลอดเวลา โดยอนุญาตให้แต่ละทีมสามารถเอาน้ำดื่ม (ขวดที่เป็นพลาสติกไปวางไว้ตลอดแนวเส้นข้างสนาม โดยไม่ให้ไปขัดขวางแนววิ่งของผู้กำกับเส้น ซึ่งการวางขวดน้ำพลาสติกต้องห่างจากเส้นข้างประมาณ 1 เมตร โดยผู้เล่นสามารถก้าวมาหยิบขวดน้ำได้ตลอดเวลา แต่เวลายืนดื่มน้ำนั้น ตัวผู้เล่นต้องอยู่ในแนวเขตสนามฟุตบอล ดังนั้นผู้เล่นส่วนใหญ่จึงหาจังหวะดื่มน้ำขณะที่เกมส์หยุด เช่น มีผู้บาดเจ็บและรอการใช้เปลสนามนำออกไป ซึ่งแพทย์ประจำทีมหรือผู้ฝึกสอนแต่ละทีมจะต้องให้ความรู้กับนักฟุตบอลในเรื่องเหล่านี้ หากมีการบาดเจ็บของนักฟุตบอล ที่ต้องใช้เวลานานๆ เช่น การรอเปลสนาม หรือ กรณีผู้รักษาประตูบาดเจ็บซึ่งผู้ตัดสินจะให้เวลาเต็มที่ นักฟุตบอลต้องฉวยโอกาสเหล่านี้ออกมาดื่มน้ำทดแทนเข้าไป เพราะมีเวลานานมากพอก่อนผู้ตัดสินจะให้เริ่มเล่นใหม่ จะได้ไม่มีการเสียเปรียบในการเล่น

      แต่โดยกฎกติกาของ FIFA ผู้เล่นทุกคนสามารถดื่มน้ำได้จากที่ทางทีมของตนวางไว้ข้างสนามได้ตลอดเวลา ซึ่งข้อที่ทางทีมต่างๆมักจะกระทำคือวางขวดน้ำไว้ขอบสนามบริเวณใกล้ที่นั่งสำรองของตนเองเท่านั้น ความจริงสามารถวางไว้ได้ตลอดแนวเส้นขอบสนาม ซึ่งอีกครึ่งหนึ่งของสนามจะเป็นน้ำที่อีกทีมหนึ่งวางไว้ นักฟุตบอลไม่ว่าทีมใดก็สามารถหยิบน้ำของอีกทีมที่วางไว้ได้ไม่ผิดกติกาใดๆ ในอนาคตอาจต้องมีการวางน้ำไว้ที่ขอบสนามฝั่งตรงข้ามด้วย

     ในระหว่างที่มีผู้เล่นบาดเจ็บและกรรมการผู้ตัดสินใจอนุญาตให้เข้าไปดูแลได้ ในฐานะแพทย์ประจำทีมและเจ้าหน้าที่ทีมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปดูแลนักฟุตบอลชองทีมตนเอง นอกจากจะนำอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เช่น cold pack, ice pack, spray, bandage แล้ว สิ่งที่จะต้องนำติดตัวไปด้วย คือ น้ำดื่ม 2-3 ขวด เพื่อให้นักกีฬา ที่บาดเจ็บและผู้เล่นอื่นๆ ที่กระหายน้ำ ซึ่งจะเป็นอันรู้กันว่า สามารถมารอน้ำดื่ม extra (ที่เกินความจำเป็นสำหรับนักกีฬาที่บาดเจ็บ) ได้จากแพทย์ประจำทีม ดังที่ท่านจะได้เห็นจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลอยู่เสมอๆ

     ในการแข่งขันของประเภทยุวชน ในบางประเทศ เขาอนุโลมให้แบ่งเวลาการแข่งขันออกเป็น 4 ส่วน (แทนที่จะมี 2 ครึ่ง) เพื่อประโยชน์ในการให้น้ำทดแทนและการฝึกสอน

 - ภายหลังการแข่งขัน

     โดยสูตรทั่วไปของการทดแทนน้ำภายหลังการแข่งขันฟุตบอล ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เราจะให้ดื่มน้ำทดแทนเข้าร่างกาย 1500 ซีซี ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมที่หายไปหลังเล่นฟุตบอลจบ โดยไม่ใช่เป็นการดื่มน้ำเข้าไปอย่างรวดเร็วครั้งเดียว เป็นการดื่มน้ำทดแทนแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะดื่มมากๆทันทีอาจทำให้เกิดอาเจียนหรือท้องเสียได้ จุดประสงค์หลักๆก็คือ ให้นักฟุตบอลมีน้ำหนักตัวกลับคืนมากเท่าปกติ (ก่อนการแข่งขัน) ภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งในบางทีมจะมีการชั่งน้ำหนักตัวก่อนและภายหลังการซ้อมและการแข่งขันเพื่อจุดมุ่งหมายการติดตามเรื่องการดื่มน้ำทดแทน

   ปัจจัยอื่นๆ

     สำหรับสมรรถภาพทางกายของนักฟุตบอลที่ดีหรือไม่ดีที่มีสาเหตุจากการดื่มน้ำทดแทน ก่อน ระหว่างและหลังการแข่งขันแล้ว ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆอีกได้แก่ อาหาร การพักผ่อนและความเครียด ความกดดันที่เป็นทางด้านจิตวิทยาด้วยเช่นกัน สำหรับ น้ำดื่มที่เป็นสปอร์ตดริ้งค์ซึ่งมีส่วนผสมของเกลือแร่และน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสม มีคุณสมบัติที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดี ก็อาจมีส่วนช่วยเพิ่มเติมสารอาหารต่อร่างกายได้บ้าง แต่สำหรับเครื่องดื่มที่มีการอัดลมเข้าไป ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเราไม่แนะนำให้ดื่ม

     หวังว่าท่านผู้อ่านเดลินิวส์คงได้รับความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องการดื่มน้ำทดแทนระหว่างการแข่งขันของนักฟุตบอลทีมชาติต่างๆในฟุตบอลโลกครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

ขอขอบคุณ

Author

นายแพทย์ ไพศาล จันทรพิทักษ์

ศัลยศาสตร์ออร์โทพีดิกส์ (กระดูกและข้อ)

182 บทความ

ผู้ประพันธ์

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

โรคสมาธิสั้น

19 กุมภาพันธ์ 2557 1.523

โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในเด็กวัยเรียน อายุ 6-7 ปี เมื่อเด็กเริ่มเข้าโรงเรียน คุณครูจะสังเกตพบว่าเด็กมีลักษณะสมาธิสั้น มีความสนใจในสิ่งใดได้ไม่นาน มักจะวอกแวก หันไปสนใจสิ่งอื่นบ่อยๆ

โรคไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร

15 กุมภาพันธ์ 2557 1.672

โรคไหลย้อนจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร หรือ “GERD” (Gastroesophageal Reflux Disease) เป็นภาวะที่น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการสำคัญ ได้แก่ อาการแสบร้อนบริเวณหน้าอก

ออร์โธปิดิคส์ หมายถึงอะไร

27 สิงหาคม 2556 1.786

ออร์โธปิดิกส์ เป็นชื่อสาขาวิชาแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ดูแลรักษาคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องเกี่ยวกับ กระดูกและข้อ เอ็นยึดกระดูก กล้ามเนื้อและเส้นประสาท การดูแลรักษาจะประกอบไปด้วย การวิเคราะห์โรค การให้การรักษาทางยา

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ