โพสต์ 20 ก.พ. 57 ปรับปรุง 6 มี.ค. 57 2,340 Views

เรียนเก่งอย่างเดียวไม่พอ

เรียนเก่งอย่างเดียวไม่พอ

ทุกวันนี้เราเห็นภาพลูกหลานของเราทุ่มเทกับการศึกษา โดยเฉพาะเด็กมัธยมที่กวดวิชากันทั้งช่วเย็น

หลังเลิกเรียน และวันเสาร์ อาทิตย์จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน นอกจากนี้ส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการ

ศึกษาทำให้เด็กต้องรายงานมากขึ้น ทำไม่ทันเพราะบางทีมีรายงานหลายวิชามาพร้อมๆ กัน พ่อแม่ก็

ต้องช่วยลูกทำ บางทีกว่าจะเสร็จห้าทุ่ม เที่ยงคืน ยิ่งเวลาใกล้สอบต้องคอยติวลูก หรือคอยดูแลให้

อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจถามตัวเองว่า ทำไมลูก (รวมถึงตัวเอง) ต้อง

ลำบากขนาดนี้ คำตอบก็คือเพื่อลูกจะได้เรียนเก่ง ได้คะแนนดีๆ เกรดดีๆ เพื่อจะได้สอบเข้าโรงเรียน

ดีๆ ตามด้วยสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ อนาคตลูกจะได้มีงานทำดีๆ ไม่ลำบาก แต่ท่านผู้อ่านเห็นด้วย

ใช่ไหมครับว่าการที่ลูกเรียนเก่งอย่างเดียวไม่ได้ประกันความสำเร็จในอนาคต เพราะการแข่งขันทุก

วันนี้สูงขึ้นเรื่อยๆและความสามารถในการแข่งขันนับวันแต่จะสำคัญมากขึ้น ไม่เพียงแต่ระดับลูก

หลานของเรา แต่ถึงขั้นระดับประเทศเลยทีเดียว ดังนั้นการสัมภาษณ์รับสมัครเข้าทำงานในหน่วยงาน

ต่างๆ โดยเฉพาะภาคเอกชนนั้นดูความสามารถด้านอื่นๆ นอกเหนือจากวุฒิการศึกษาและปริญญา

ด้วย เช่นเพราะดูสามารถด้าน ภาษา กีฬา มนุษยสัมพันธ์ ลองมาดูตัวอย่างจริงที่ผมจะเล่าให้ฟัง

 

• ได้งานเพราะความสามารถทางกีฬา

ตัวอย่างแรก คือ การสมัครบริษัทขนส่งสินค้าระดับโลก มีผู้สมัครที่คัดแล้วเหลือ 2 คน ทั้งคู่จบการ

ศึกษาปริญญาตรีจากประเทศไทยและไปศึกษาต่อจนจบปริญญาโทบริหารด้านสื่อสารโทรคมนาคม

จากสหรัฐอเมริกาเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างกันคือคนหนึ่งเล่นกีฬากอล์ฟได้ดี ขณะที่อีกคนเล่นไม่

ค่อยเป็น ผู้ที่ได้รับเลือกให้ทำงานคือคนที่เล่นกอล์ฟได้ดี เหตุผลมีครับไม่ใช่เพราะผู้บริหารและผู้

จัดการชอบเล่นกอล์ฟ แต่เพราะต้องใช้ทักษะทางกีฬากอล์ฟในการติดต่อ สื่อสาร สร้างความคุ้นเคย

กับลูกค้าต่างชาติ เช่น คนอเมริกันและญี่ปุ่น ซึ่งส่วนใหญ่นิยมเล่นกอล์ฟ เวลามีการพูดคุยหรือตกลง

กันทางธุรกิจอาจทำขณะอยู่ในสนามกอล์ฟ เหมือนนักการเมือง ส.ส. บ้านเราที่มักพูดคุยอนาคต

ทางการเมืองที่สนามกอล์ฟ นอกจากนี้ยังต้องเล่นกอล์ฟเก่งพอ ที่จะแข่งขันกับลูกค้าได้ แต่ขณะ

เดียวกันห้ามเล่นชนะลูกค้า (เรื่องจริงนะครับ) เพราะว่าอะไรก็รู้รู้กันอยู่ ดังนั้นความสามารถทางกีฬา

อาจทำให้คนหนึ่งมีโอกาสเหนือกว่าอีกคนหนึ่ง

 

• ต่างกันที่ความสามารถทางภาษา

มีการสมัครงานที่ปูนซีเมนต์ไทยซึ่งบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับประเทศ คัดเหลือ 2 คน ต่างก็จบ

วิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อในประเทศเหมือนกัน เกรดไม่แตกต่างกันมาก แต่ 2 คนนี้ต่าง

กันที่คนหนึ่งพูดคุยภาษาจีนแมนดารินได้ ขณะที่อีกคนพูดไม่ได้เลย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าผู้บริหารจะ

เลือกใคร เหตุผลเพราะบริษัทมีความจำเป็นมากขึ้นในอนาคตที่จะต้องติดต่อการค้าประเทศจีนซึ่งมี

ประชากรถึงกว่า 1,200 ล้านคน อีกทั้งมีประชากรที่ใช้ภาษาจีนแมนดารินได้ อยู่ในประเทศไต้หวัน

ฮ่องกง สิงคโปร์ ยังไม่รวมคนจีนโพ้นทะเล ที่ไป ตั้งรกรากใน ต่างประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา

แคนาดาและประเทศในกลุ่มอาเซี่ยน ความสามารถทางภาษาทำให้เหนือกว่าคู่แข่งและเพิ่ม

ศักยภาพให้เด็ก ดังนั้นขณะนี้เราจึงเห็นโรงเรียนนานาชาติหรือโรงเรียนอินเตอร์ ผุดขึ้นเต็มและได้รับ

ความนิยมมาก บางโรงเรียนสอน 2 ภาษา (อังกฤษและไทย) บางโรงเรียน 3 ภาษา (อังกฤษ ไทย

และจีนแมนดาริน)

 

• ความสามารถในการแก้ไขปัญหา

 

มีบทสัมภาษณ์ของบริษัทหนึ่งถามผู้เข้ามาสมัครงานว่าคุณมีวิธีจีบผู้หญิงอย่างไร เขาถามเพราะ

ต้องการรู้ไหวพริบ ปฏิภาณ ทักษะและความสามารถในการแก้ไขปัญหารวมถึงความคิดสร้างสรร

เพราะการจีบผู้หญิงต้องใช้ความคิดสร้างสรร คือ ทำอย่างไรให้เขาเห็นความจริงใจของเรา ชอบและ

รักเราในที่สุด

 

 

• ทักษะที่ลืมไปอีกด้าน

 

นั่นคือความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ (Enterpreneur) อันนี้ ไม่ต้องพูดถึงการสมัครงานเลย

ครับ เพราะก้าวไปอีกขั้นหนึ่งคือสร้างงานให้ตัวเอง (และผู้อื่นด้วย) ประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และ

เกาหลีใต้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศก็ด้วยการสร้างผู้ประกอบการให้มีจำนวนมากๆ

เหมือนที่รัฐบาลเรากำลังพยายามส่งเสริมผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs. อยู่

ในทุกวันนี้ แต่การสร้างลูกให้มีหัวใจผู้ประกอบการนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก ถ้ามีโอกาสจะได้มาพูดคุย

กันเรื่องนี้อีกครั้ง

 

• การสมัครงานกับ S.Q.

 

การสมัครงานยุคปัจจุบันนี้ให้ความสำคัญกับความสามารถทางสติปัญญา (เช่นผลการเรียน) น้อยลง

แต่พิจารณาถึงความสามารถทางสังคม (Social quotient , S.Q.) มากขึ้น เช่น การมีมนุษยสัมพันธ์

ยิ้มแย้มแจ่มใส บุคลิกภาพ หรือแม้แต่การสบตา (eye contact) ขณะพูดคุยกับผู้อื่น รวมถึงทักษะ

ด้านอื่นๆ เช่น ความตรงต่อเวลา ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดีต่อองค์กร ความสามารถในการสร้าง

แรงจูงใจให้ตนเอง (self-motivated) ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อการทำงานทั้งสิ้น ครั้งต่อๆไปผมจะได้

นำเรื่องE.Q. (Emotional quotient ) และ S.Q. (Social quotient) ซึ่งเป็นเรื่องของปัจจัยที่ทำให้คน

เราประสบความสำเร็จมาพูดคุยกับท่านผู้อ่านต่อไป

 

ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะยัดเยียดให้ลูกเรียนทุกอย่าง ให้เก่งทุกทางทั้ง

ด้านการเรียน ดนตรี กีฬา ศิลปะและสังคม อย่างไรเสียทางสายกลางตามหลักพระพุทธศาสนาย่อมดี

ที่สุด ถึงแม้ว่าการส่งเสริมให้ลูกเอาแต่เรียนอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจความสามารถด้านอื่นๆ อาจ

ไม่เพียงพอแล้วในยุคที่แข่งขันสูงเช่นนี้ แต่ถ้ามากเกินพอดี ก็ไม่ดี เช่นอัดกิจกรรมและหลักสูตร

เข้าไปเต็มที่จนเด็กไม่มีเวลาพักผ่อนหรือเวลาว่างๆพอที่จะคิดอะไรเล่นบ้างเลย ดังที่เราอาจเคย

ได้ยินตารางกิจกรรมของเด็กบางคนที่พ่อแม่จัดไว้จนเต็ม เช่นทุกเย็นจันทร์ถึงศุกร์เรียนพิเศษ เช้าวัน

เสาร์เรียนภาษาอังกฤษ บ่ายเรียนบัลเล่ต์ เย็นเรียนเทนนิส วันอาทิตย์เช้าต้องเรียนศิลปะ บ่ายเรียน

เปียโน เย็นเรียนภาษาจีน ใครจะเก่งได้หมดทุกอย่าง และที่สำคัญถึงจะเก่งหลายอย่างแต่ชีวิตไม่มี

ความสุข ก็ไม่มีประโยชน์ จริงไหมครับ นอกจากนี้ควรถามลูกบ้างว่าอยากเรียนหรือไม่หรืออยาก

เรียนอะไร ไม่ใช่ให้เรียนเพราะพ่อแม่อยากให้เรียน หรือเพื่อชดเชยที่พ่อแม่ไม่มีโอกาสได้เรียนใน

ตอนที่พ่อแม่ยังเด็กหรือตามสมัยนิยม เช่นบังคับให้ลูกเรียนเทนนิสในช่วงที่ภราดรกำลังดังและ

ประสบความสำเร็จ ยุคนี้เป็นยุคของการแข่งขัน ดังนั้นการเรียนหนังสือเก่งอย่างเดียวอาจไม่พอ วาม

สามารถด้านอื่นๆและการมีทักษะที่หลากหลาย รวมถึงทักษะด้านสังคมของลูกหลานเราจึงมีความ

สำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในอนาคต

 

image

ที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

วิธีการเลือกรองเท้า

27 กันยายน 2556 5.472

ปัญหาของสุขภาพเท้าในประเทศไทยยังไม่มีมากเหมือนในต่างประเทศ เช่นสหรัฐอเมริกา มีผู้รวบรวมสถิติไว้ว่า แต่ละปีค่าใช้จ่ายในการรักษาปัญหาของเท้า ที่เกี่ยวข้องกับการใส่รองเท้าไม่เหมาะสม มีถึง 2000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 50,000 ล้านบาท

ภัยเงียบจากไวรัสตับอักเสบชนิดซี (RNA virus)

2 สิงหาคม 2556 2.669

ไวรัสตับอักเสบซี เป็น อาร์เอ็นไวรัส (RNA Virus) ถูก ค้นพบมากว่า 13 ปีแล้ว (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1989) และเป็นสาเหตุที่พบเป็นอันดับแรกๆ ของภาวะตับอักเสบที่เกี่ยวข้องกับการได้รับเลือด เป็นไวรัสที่มีคุณสมบัติในการกลายพันธุ์ได้สูง

อาการปวดหลังเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับจิตใจ

3 สิงหาคม 2556 2.663

ความเครียดทางด้านจิตใจ เป็นสาเหตุที่สำคัญประการนึงของอาการปวดหลัง โดยเฉพาะอาการปวดหลังเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุพบว่าในผู้ป่วยที่ต้องทำงานเครียดอยู่กับภาระงานบนโต๊ะหรือผู้ที่ทำงานอยู่ในออฟฟิศหรือที่เรียกว่า Office Syndrome นั้นทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ