โพสต์ 15 ก.พ. 57 ปรับปรุง 24 พ.ค. 57 1,200 Views

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV)

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV)

 เป็นสาเหตุที่สำคัญของโรคตับอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับเลือดหรือ

ผลิตภัณฑ์จากเลือด เดิมเรียกว่าไวรัสตับอักเสบชนิดไม่ใช่เอ-ไม่ใช่บี การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี

พบในประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 2 ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติด นอกจากนี้ยังอาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์ ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 15

- 160 วัน เฉลี่ย 2 เดือน ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ปัจจุบันพบว่าไวรัสตับอักเสบชนิดซีทำให้

เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV)

การจำแนกชนิด

 

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) จัดเป็น flavivirus ชนิดหนึ่ง เช่นเดียวกับไวรัสไข้เลือดออกเดงกี

ไวรัสไข้สมองอักเสบเจ และไวรัสไข้เหลือง ซึ่งเชื้อฟลาวิไวรัสทั้งกลุ่มมีความคล้ายคลึงกับ

picornaviruses หลายอย่าง แตกต่างกันที่เชื้อฟลาวิไวรัสนั้นเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม ปัจจุบันจัดเชื้อ

ไวรัสตับอักเสบชนิดซีอยู่ในจีนัสที่แยกออกมาใหม่ genus Hepacivirus ในกลุ่ม Flaviviridae family

 

รูปร่างลักษณะ

 

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) มีรูปเป็นเหลี่ยม 20 ด้าน icosahedral เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีเป็น

positive strand RNA viruses และเป็นไวรัสที่มีเปลือกหุ้ม

 

ขนาด

 

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) มีขนาด 50 (30-60) นาโนเมตร เมื่อเทียบกับเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ชนิดเอ (HAV) ซึ่งมีขนาด 28 นาโนเมตร และเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV) ขนาด 40 นาโนเมตร

 

จีโนม

 

 

  1. จีโนมของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีประกอบไปด้
  2. วยนิวคลิโอไทด์ 9,100 เบส ทำหน้าที่ควบคุมการสร้างโปรตีน 10 ชนิด ลักษณะของ viral RNA ของ
  3. เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จะมีส่วน 5’ cap แต่ไม่มี 3’ poly A tract ลักษณะของจีโนมดังกล่าว
  4. คล้ายคลึงกับจีโนมของpestiviruses และ flaviviruses การศึกษา HCV genome สำเร็จในปี ค.ศ.
  5. 1989
  6.  
  7. ปลายทางด้าน 5’ เรียกว่า 5’ noncoding region ประกอบด้วยนิวคลิโอไทด์จำนวน 340 เบส ซึ่งไม่
  8. เกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีน และเป็นส่วนที่ค่อนข้างคงที่ในสายพันธุ์ต่างๆ จึงมีประโยชน์ในการใช้
  9. วินิจฉัยไวรัสอาร์เอ็นเอ โดยเฉพาะในการใช้เป็น primer ในการตรวจวิธี polymerase chain
  10. reaction (PCR)
  11.  
  12. ส่วนที่แปลรหัสในการสร้างโปรตีน เรียกว่า coding region
  13.  
  14. ปลายทางด้าน 3’ เรียกว่า 3’ noncoding region เป็นส่วนของจีโนมที่ไม่มีการแปลรหัสสร้างโปรตีน
  15. ประกอบไปด้วย sequence ส่วนสั้นๆ 28-42 นิวคลิโอไทด์ ส่วนของ poly(u)/polypyrimidine tract
  16. และ highly conserved 98-base element

C

oding region

 

 

เป็นส่วนที่แปลรหัสในการสร้างโปรตีน มีความยาวปร

ะมาณ 9000 เบส โดยเริ่มในตำแหน่งที่ 325 โดยที่จีโนมของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จะมี open

reading frame เดียว โปรตีนที่ได้จากการสร้างในส่วน coding region แบ่งออกเป็น โปรตีนโครงสร้าง

(structural) และ โปรตีนที่ไม่ใช่โครงสร้าง (non-structural)

 

โปรตีนโครงสร้าง

 

โปรตีนโครงสร้าง (structural protein) อยู่ในส่วนเริ่มต้นของ open reading frame แบ่งออกเป็น core

protein, matrix และ envelope

Core protein

 

เป็นแอนติเจนที่สามารถกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีได้ เป็นปฏิกิริยาภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นเร็วกว่า

ในส่วน non-structural เช่น NS3, NS4 สามารถให้การวินิจฉัยในช่วงแรกของโรคได้มากกว่า โดย

เฉพาะการวินิจฉัยในระยะแรกของโรค ส่วนนี้ประกอบด้วย non-glycosylated nucleic acid-binding

nucleocapsid protein (C) ความยาว 190 amino acids ขนาดประมาณ 21 กิโลดาลตัน

 

Matrix

 

เป็นโปรตีนในส่วนโครงสร้างของไวรัส

 

Envelope

 

ส่วนนี้จัดเป็นเปลือกนอกของตัวไวรัส เป็นส่วนสำคัญในการนำมาพัฒนาเพื่อใช้ในการป้องกันด้วยวัคซีน

อย่างไรก็ตามพบว่าในส่วนนี้ มีความแตกต่างในสายพันธุ์สูงมาก ทำให้การพัฒนาวัคซีนทำได้ลำบากยิ่ง

ขึ้น กลไกการกลายพันธุ์โดยการเปลี่ยนแปลงรหัสพันธุกรรมไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสุ่ม แต่เกิดขึ้นภายใน

hypervariable region ตำแหน่งใกล้ N-terminus ของ E2 ตรงกับ surface loop ของโปรตีน E2

protein ซึ่งเป็น B-cell epitope ที่แอนติเจนของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี มีการเปลี่ยนแปลงมาก

ที่สุด

โปรตีนที่ไม่ใช่โครงสร้าง

  1. โปรตีนที่ไม่ใช่โครงสร้าง (non-structural protein) แบ่งออกเป็น 5 ส่วน NS1, NS2, NS3, NS4 และ NS5
  2. โปรตีนในส่วน NS4 เป็นโปรตีนที่พัฒนามาใช้ในการตรวจหาแอนติบอดี anti-HCV ในรุ่นแรก เรียกว่า C-100-3 สามารถใช้ในการตรวจหาและให้การวินิจฉัยโรคได้
  3. โปรตีนในส่วนต่อของ NS3 กับ NS4 เป็นโปรตีนที่สามารถนำมาทำเป็นแอนติเจนในการตรวจหาแอนติบอดี anti-HCV ในรุ่นที่สอง เรียกว่า C-33 โดยใช้แอนติเจน 3 ชนิด คือ core (C22), C-33 และ C-100-3 การใช้แอนติเจนหลายชนิดในการตรวจช่วยให้การวินิจฉัยโรคมีความถูกต้องและจำเพาะมากขึ้น
  4. การตรวจหาแอนติบอดี anti-HCV ในรุ่นที่สาม ได้เติมส่วนแอนติเจนของ NS5 ส่วนปลายทางด้าน 3’ เข้าไปเป็นแอนติเจนในการตรวจด้วย

จีโนทัยป์

ในธรรมชาติพบว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี มีความแตกต่างทางพันธุกรรมค่อนข้างมาก เช่นเดียวกับ

RNA viruses ชนิดอื่นๆ ปัจจุบันแบ่งเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี ออกเป็น 6 genotypes (types 1-6)

สำหรับ types 1-4 ยังแบ่งออกไปเป็นชนิดย่อย subtypes (a, b และ c) ในประเทศสหรัฐอเมริกาและ

ยุโรปตะวันตก พบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ la, lb, 2b และ 3a ในประเทศญี่ปุ่นและไต้หวัน

พบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ lb, 2a แลd 2b เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ 3 พบ

กระจายทั่วไปในทวีปเอเชีย เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ 4 พบในแถบเอเชียตะวันออกกลาง

และแอฟริกา เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ 5 พบในทางใต้ของทวีปแอฟริกา เชื้อไวรัสตับ

อักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ 6 พบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

ความสัมพันธ์ระหว่างจีโนทัยป์กับการเกิดโรค

ปัจจุบันพบว่าจีโนทัยป์ของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี เกี่ยวข้องกับความรุนแรงของโรค และเกี่ยวข้อง

กับการตอบสนองต่อการรักษาด้วยอินเตอเฟอรอน โดยจีโนทัยป์ lb ก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงที่สุด กลาย

เป็นโรคตับแข็งและมะเร็งตับมากที่สุด ระยะเวลาการเป็นโรคนานที่สุด ระดับของเชื้อไวรัสในเลือดที่

ตรวจวัดได้สูงที่สุด และผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี จีโนทัยป์ lb ตอบสนองต่อการรักษาด้วย

ยาอินเตอเฟอรอนน้อยที่สุด

 

การศึกษาประเทศไทย

  1. พบการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีเพิ่มขึ้น พบได้ประมาณร้อยละ 2 ของผู้ที่มาบริจาคเลือด หลังเป็นตับอักเสบแล้วก็มีแนวโน้มจะเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และร้อยละ 20 ของผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังชนิดซี จะเป็นตับแข็งภายใน 10-20 ปี บางส่วนกลายเป็นมะเร็งตับ
  2. เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี ติดต่อทางเลือด การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน แต่มีผู้ป่วยบางรายได้รับเชื้อโดยไม่ทราบแหล่งที่มา
  3. ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่ ผู้ที่เคยได้รับเลือดก่อนปี 1992 เนื่องจากยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ได้รับอุบัติเหตุถูกเข็มตำ ผู้ติดยาเสพติดที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซี นอกจากนี้ยังพบได้ร้อยละ 5 ผู้ที่สำส่อนทางเพศหรือรักร่วมเพศ บางคนได้รับเชื้อจากการสักตามตัว

การติดต่อ

  1. วิธีการติดต่อของเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) คล้ายกับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี (HBV)
  2. ผู้ที่เคยได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือดก่อนปี ค.ศ. 1992 มีความเสี่ยงทีจะได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่มีการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี การศึกษาในประเทศอังกฤษ พบว่าผู้ป่วยโรคฮีโมฟิเลียที่จำเป็นต้องได้รับเลือดและส่วนประกอบของเลือด มีแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี สูงถึงร้อยละ 85
  3. แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ได้รับอุบัติเหตุถูกเข็มตำขณะปฏิบัติงาน ร้อยละ 3-3.5 ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี
  4. ผู้ติดยาเสพติดที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากที่จะติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี
  5. ทารกที่เกิดจากแม่ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี พบอัตราการติดเชื้อได้ร้อยละ 4-5
  6. การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีพฤติกรรมสำส่อนทางเพศ และในกลุ่มรักร่วมเพศ รายงานการศึกษาคู่นอนของผู้ป่วยกลุ่มชายที่ติดยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน พบว่าร้อยละ 20 มีแอนติบอดีต่อเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี
  7. บางรายได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีจากการสักตามตัว
  8. ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีโดยไม่ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน
  9. การให้นมบุตร การจามหรือไอ อาหารหรือน้ำ การใช้ถ้วยชามร่วมกัน ไม่ทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี

สำหรับโรคตับอักเสบจากไวรัสซึ่งพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยโรคตับอักเสบจากไวรัสเอ (HAV) จะ

พบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ และติดต่อได้จากการรับประทานอาหารที่มีเชื้อไวรัสเข้าไป ส่วนโรคตับ

อักเสบจากไวรัสบี (HBV) พบได้ทั้งในเด็กเล็ก ซึ่งมักไม่มีอาการ จนกระทั่งถึงเด็กโตและผู้ใหญ่ที่อาจมี

อาการรุนแรงขึ้น ส่วนใหญ่ติดต่อทางเลือดและเพศสัมพันธ์

การกลายพันธุ์

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี มีความสามารถในการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดมีหลายพันธุ์ในคนเดียวกันได้

การดื่มเหล้า

คนไข้โรคตับอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำจะทำให้อาการของโรค

รุนแรงขึ้น และตรวจพบไชื้อไวรัสในร่างกายได้มากกว่าคนที่ไม่ดื่มเหล้าประจำ และมีโอกาสเกิดโรคตับ

แข็งเพิ่มขึ้น 10 เท่า โอกาสเกืดมะเร็งตับเพิ่มขึ้น 6 เท่า

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ร่วมกับไวรัสตับอักเสบชนิดซี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ร่วมกับไวรัสตับอักเสบชนิดซี ทำให้เกิดโรคตับที่รุนแรงกว่าการติด

เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซีเพียงอย่างเดียว

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไวรัสตับอักเสบ

2 สิงหาคม 2556 1.561

ตับอักเสบเป็นภาวะที่มีการอักเสบ เกิดการทำลายของเซลล์ตับ ทำให้การทำหน้าที่ต่างๆ ของตับผิดปกติ ร่างกายมีการเจ็บป่วย ไม่สบาย โรค ตับอักเสบ เป็นโรคที่รู้จักกันมานาน

การบาดเจ็บที่ข้อเข่าจากกีฬา (ตอนที่ 3)

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.660

ผมได้พบกับหลาย ๆ ท่านที่มีโอกาสอ่านบทความในคอลัมน์นี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานบ้างแล้วเกี่ยวกับทางการแพทย์ก็บอกว่าเป็นโอกาสที่ดีได้ทบทวนความรู้พื้นฐานทางการแพทย์โดยเฉพาะใน 2 ตอนที่ผ่านมาจะเป็นทางกายวิภาคศาสตร์เป็นส่วนใหญ่

เด็กถูกล่วงเกินทางเพศ

20 กุมภาพันธ์ 2557 19.390

ปัญหาเด็กถูกล่วงเกินทางเพศ เป็นปัญหาทางสังคมที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ซึ่งผู้กระทำผิดส่วนมากเป็นคนที่เด็กคุ้นเคย หรือเป็นคนในครอบครัว และเมื่อทำความผิดแล้ว บุคคลเหล่านี้ก็จะพยายามปกปิดเรื่องโดยการกดดันเด็กต่างๆ นานา บางครั้งตัวเด็กเองเกิดความอับอาย

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ