โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 16,315 Views

เกาะติดสถานการณ์ โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ


เกาะติดสถานการณ์เด่น โรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล


โดย ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

* ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ถึง 500,000 รายต่อปีและทุกปีมีคนไทยป่วยเป็นไข้หวัด

ใหญ่สูงถึง 20%

 

* วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ปฎิบัติตามหลักสุขอนามัย เช่น “กิน

ร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” จะช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การสวม

หน้ากากอนามัยขณะที่เป็นหวัดยังช่วยลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้ อื่นได้ด้วย ไข้หวัดใหญ่เคยระบาดใหญ่

ทั่วโลกมาแล้วหลายครั้งและทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตนับล้านคน ไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่

ระบบทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มี 3 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ A B และ C

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

เป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดกว้างขวางทั่วโลก

  • แบ่งเป็นสายพันธุ์ย่อย (subtype) ตามความแตกต่างของโปรตีนภายในเชื้อไวรัส เช่น hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N)
  • สายพันธุ์ย่อยที่ทำให้ติดเชื้อในคน ได้แก่ A(H1N1), A(H1N2), A(H3N2), A(H5N1) และ A(H9N2)

 

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

ทำให้เกิดการระบาดในระดับภูมิภาค และไม่มีสายพันธุ์ย่อย

ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C

มักทำให้เกิดอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย จึงไม่ทำให้เกิดการระบาด

วิธีการติดต่อ

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางการหายใจ โดยเชื้อปนเปื้อนในอากาศ หรือละอองน้ำมูก หรือ

น้ำลายของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยพูด ไอ หรือ จาม ในที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น โรงเรียน โรงงาน

ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ จะมีโอกาสแพร่เชื้อได้มาก

ระยะติดต่อ
 

ผู้ที่ได้รับเชื้อแล้วสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อน มีอาการ และเมื่อเกิดอาการแล้วสามารถ

แพร่เชื้อต่อได้อีก 3-5 วัน สำหรับเด็กที่ได้รับเชื้อสามารถแพร่เชื้อ ได้นานกว่า 7 วัน ผู้ที่ได้รับเชื้อ

ไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการ ก็สามารถแพร่เชื้อในระยะเวลาดังกล่าวเช่นกัน

 

สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

ฤดูหนาว ประเทศแถบซีกโลกเหนือพบการระบาดระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน ในขณะที่

ประเทศแถบซีกโลกใต้พบการระบาดระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม ส่วนประเทศเขตร้อน

สามารถพบการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี

การระบาดของไข้หวัดใหญ่ มี 2 ประเภท

  1. การระบาดใหญ่ทั่วโลก (pandemics) พบทุก 10-40 ปี
     
  2. เกิดจากการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส (antigenic shift) และเกิดจากเชื้อไวรัสข้ามสายพันธุ์
  3. ระหว่างคนและสัตว์ เช่น สุกร สัตว์ปีก ม้า เป็นต้น ทำให้เกิดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ประชากรทั่วโลกยังไม่เคยมีภูมิคุ้มกัน ส่งผลให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายสู่ทุกกลุ่มอายุอย่างรวดเร็วและเกิดการระบาด ไปทั่วโลก ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมามีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ทั่ว โลกแล้ว 5 ครั้ง ดังนี้
    1. ปี พ.ศ. 2461 ถึง 2462 เกิด Spanish flu จากไวรัส A(H1N1) โดยเริ่มจากประเทศสเปนและลุกลามไปทั่วโลก เป็นการระบาดครั้งที่ร้ายแรงที่สุด พบผู้ป่วยทั่วโลกร้อยละ 50 และเสียชีวิตมากถึง 20 ล้านคน
    2. ปี พ.ศ. 2500 ถึง 2501 เกิด Asian flu จากไวรัส A(H2N2) โดยเริ่มตรวจพบในประเทศจีน
    3. ปี พ.ศ. 2511 ถึง 2512 เกิด Hong Kong flu จากไวรัส A(H3N2) เริ่มตรวจพบในประเทศฮ่องกง
    4. ปี พ.ศ. 2520 ถึง 2521 เกิด Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้ง โดยพบผู้ป่วยคนแรกที่ประเทศสหภาพโซเวียต จึงเรียกว่า Russian flu แต่มีถิ่นกำเนิดจาก ประเทศจีน
    5. ปี พ.ศ. 2552 ถึง 2553 Influenza A (H1N1) กลับมาระบาดใหญ่อีกครั้งหนึ่งในช่วง 30 ปีถัดมา โดยตรวจพบที่ประเทศแมกซิโกในปีพ.ศ. 2552 (ค.ศ. 2009) จึงเรียก Mexican flu หรือไข้หวัดใหญ่ 2009
  4.  
  5. การระบาดในท้องถิ่น (endemic) มักเกิดทุก 1-3 ปี ตัวอย่างการระบาดท้องถิ่นที่ผ่านมา ได้แก่
    1. ในปี พ.ศ. 2540 เกิดการระบาดไข้หวัดนก (Avian flu) สาเหตุจากไวรัส A(H5N1) เป็นไวรัสสายพันธุ์ย่อย ตัวใหม่ซึ่งในอดีตเคยพบเชื้อนี้เฉพาะในนกเท่านั้น และตพบเชื้อนี้ในคนครั้งแรกเป็นชาวฮ่องกงจำนวน 18 ราย ซึ่งต่อมาเสียชีวิต 6 ราย โดยพบว่าติดเชื้อจากไก่ ต่อมาจึงทำให้เกิดการฆ่าไก่ 1.4 ล้านตัวทั่วเกาะฮ่องกงเพื่อ ยุติการแพร่กระจายของเชื้อ
    2. ในปี พ.ศ. 2542 เกิดการระบาดจากไวรัส A(H9N2) ซึ่งเป็นไวรัสที่กลายพันธุ์มากจากไวรัสก่อโรคของนก พบผู้ป่วยครั้งแรกที่ฮ่องกง เป็นผู้ป่วยเด็ก 2 ราย อายุ 1 ปี และ 4 ปี ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 2 รายหายเป็นปกติ นอกจากนี้ยังพบผู้ป่วยที่ประเทศจีน แต่หลังจากนั้นไม่มีรายงานผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ย่อยนี้อีก
    3. ในปี พ.ศ. 2545 เกิดการระบาดจากไวรัส A(H1N2) โดยพบการระบาดในประเทศแถบแอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ อังกฤษ ออสเตรเลีย แต่การระบาดอยู่ในวงจำกัดและไม่รุนแรง เนื่องจากเชื้อไวรัส A(H1N2) นี้ เกิดจากการรวมตัวของ H1 จากสายพันธุ์ย่อย A(H1N1) และ N2 จากสายพันธุ์ย่อย A(H3N2) ซึ่งคนส่วนใหญ่มีภูมิคุ้มกันต่อทั้งสองสายพันธุ์ย่อยนี้อยู่แล้ว
    4. ในปี พ.ศ. 2546 เกิดการระบาดจากไวรัส A(H7N7) ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในสัตว์ปีก (avian) โดยตรวจพบใน ชาวเนเธอร์แลนด์กลุ่มหนึ่ง

วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล

ปัจจุบันได้มีการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่

ชนิดของวัคซีน

1. วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อไวรัสที่ตายแล้ว (Killed Vaccine) วัคซีนชนิดนี้จะให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ

2. วัคซีนที่ผลิตจากเชื้อไวรัสที่ยังมีชีวิตอยู่แต่ทำให้ อ่อนฤทธิ์ลง (Attenuated Vaccine) วัคซีนชนิดนี้จะให้โดย การพ่นเข้าสู่โพรงจมูก

การผลิตวัคซีน

ประกอบด้วยส่วนประกอบของไวรัส 3สายพันธุ์ โดยมีการดัดแปลงส่วนประกอบทุกปีเพื่อให้

แน่ใจว่าวัคซีนสามารถป้องกันการติดเชื้อแต่ละสายพันธุ์ ที่เกิดขึ้นในแต่ละฤดูกาลได้ เนื่องจาก

ไวรัสมีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ จึง

ต้องมีการปรับส่วนประกอบของวัคซีนให้เหมาะสมกับสายพันธุ์ที่เกิดขึ้น ภายใต้ประกาศของ

องค์การอนามัยโลกที่จะแจ้งสายพันธุ์วัคซีนที่เหมาะสมในแต่ละฤดูและแต่ละภูมิภาคปีละ 2 ครั้ง

ประสิทธิภาพของวัคซีน

  • สำหรับเด็กและผู้ใหญ่วัยทำงาน วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ 70% ถึง 90%
  • สำหรับผู้สูงอายุ วัคซีนสามารถป้องกันโรคได้ 58%
  • วัคซีนสามารถลดความรุนแรงของโรคได้

ขนาดของวัคซีน

  • เด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือนถึง 3 ปี ให้ขนาด 0.25 มิลลิลิตร (7.5 ไมโครกรัม) ให้วัคซีน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน
  • เด็กอายุมากกว่า 3 ปีถึง 9 ปี ให้ขนาด 0.5 มิลลิลิตร ให้วัคซีน 2 ครั้ง แต่ละครั้งห่างกัน 1 เดือน
  • เด็กอายุมากกว่า 9 ปี และผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน หรือผู้ที่เคยเป็นไข้หวัดใหญ่มาก่อน ให้ฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว

ช่วงเวลาที่ควรฉีดวัคซีน

  • ควรฉีดวัคซีนทุกปี อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนถึงฤดูกาลที่จะมีไข้หวัดใหญ่ระบาด
  • ผู้ที่เคยได้รับวัคซีนแล้วอาจฉีดก่อนเวลาเพียงไม่กี่วันก็ได้
  • ไม่ควรฉีดวัคซีนก่อนฤดูกาลระบาดล่วงหน้านานเกินไปเพราะระดับภูมิคุ้มกันไวรัสไข้หวัดใหญ่จะลดลง ภายใน 2-3 เดือนหลังฉีดวัคซีน
  • สำหรับประเทศไทย แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน

ใครบ้างควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

  • ผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่อยู่ในสถานพักฟื้น หรือสถานดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
  • ผู้ดูแลสถานพักฟื้นที่มีกลุ่มเสี่ยงสูง
  • ผู้ใหญ่และเด็กที่มีโรคเรื้อรังเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและการไหลเวียนเลือด รวมถึงผู้ป่วยโรคหอบหืด
  • หญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ในช่วงไตรมาสที่ 2-3 (อายุครรภ์ตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไป) ระหว่างมีการระบาดของ ไข้หวัดใหญ่
  • แพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์

ใครบ้างห้ามฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่

  • ผู้ที่แพ้ไข่ไก่และแพ้ส่วนประกอบอื่นๆ ของวัคซีน
  • หญิงตั้งครรภ์ที่อายุครรภ์น้อยกว่า 3 เดือน
  • ผู้ที่เคยมีอาการผิดปกติรุนแรงหลังจากฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ในครั้งก่อน
  • ผู้ป่วยโรค Guillain-Barré

 

 

สรุปสถานการณ์ทั่วโลก (ข้อมูลถึงวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554)

ออสเตรเลีย
จำนวนผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม และส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส สายพันธุ์ A(H1N1)2009 และสายพันธุ์ B

นิวซีแลนด์
อัตราการเจ็บป่วยด้วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมถึงสิ้น เดือนสิงหาคม เชื้อไวรัสที่ตรวจพบส่วนใหญ่ คือไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

ทวีปอเมริกาใต้
ในช่วงกลางเดือนกรกฏาคมถึงต้นสิงหาคมที่ผ่านมา มีรายงานการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นในประเทศ อาร์เจนตินา โดยเชื้อส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ A (H3N2) ในขณะทีประเทศชิลี และอุรุกวัย พบเชื้อไวรัสส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ A(H1N1)2009

ทวีปแอฟริกาใต้
หลังจากที่มีการระบาดสูงสุดในเดือนมิถุนายน แต่ตั้งแต่ปลายเดือนสิงหาคมพบการระบาดลดลง เชื้อไวรัสที่พบส่วนใหญ่คือสายพันธุ์ A(H1N1) 2009

ประเทศเขตร้อน
หลังจากที่ผ่านช่วงไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลมาแล้ว พบว่าประเทศโดมินิกันมีระดับการแพร่ระบาดลดลง ขณะที่ประเทศฮอนดูรัส แอฟริกาตะวันตก บังคลาเทศ อินเดีย และประเทศไทย ยังพบการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น เชื้อ ส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์ A(H3N2)

ประเทศในแถบซีกโลกเหนือ
เนื่องจากช่วงเดือนนี้ไม่ใช่ฤดูกาลระบาดของ โรคในประเทศแถบดังกล่าว จึงมีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่ในระดับต่ำ

สรุปสถานการณ์ในประเทศไทย (ข้อมูลถึงวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554)

สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่เดือนกรกฏาคม โดยพบผู้ป่วย

เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา นอกจากนี้พบว่ากลุ่มผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ก็มีแนวโน้มเพิ่ม

ขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ข้อมูลจาก

 

กระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554 พบผู้ป่วยแล้วจำนวน

28,540 รายทั่วประเทศ เพศชายและหญิงจำนวนใกล้เคียงกัน และพบผู้เสียชีวิตจำนวน 4 ราย กลุ่ม

อายุที่ติดเชื้อมากที่สุดได้แก่กลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน คือ อายุตั้งแต่ 15 ถึง 44 ปี เชื้อไวรัสไข้หวัด

ใหญ่ที่ตรวจพบมีทั้งสายพันธุ์ A และ B ดังนี้

  • ชนิด A(H1N1)2009 จำนวน 575 ราย
  • ชนิด A ไม่ระบุสายพันธุ์ จำนวน 175 ราย
  • ชนิด B จำนวน 128 ราย
  • ชนิด A(H1) จำนวน 52 ราย
  • ชนิด A(H3) จำนวน 7 ราย
  • ไม่มีผลตรวจ จำนวน 12,152 ราย

ภาคที่มีอัตราป่วยสูงสุดคือ ภาคเหนือ (70.2 ต่อแสนประชากร) รองลงมาคือ ภาคกลาง (56.7 ต่อ

แสนประชากร) ภาคใต้ (44.9 ต่อแสนประชากร) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (19.28 ต่อแสน

ประชากร)ตามลำดับ

 

จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือ ได้แก่

จังหวัดลำปาง (216.3 ต่อแสนประชากร)
 

จังหวัดอุตรดิตถ์ (168.5 ต่อแสนประชากร)
 

จังหวัดพิษณุโลก (126.3 ต่อแสนประชากร)
 

จังหวัดกรุงเทพมหานคร (114.7 ต่อแสนประชากร) และจังหวัดสุโขทัย (109.2 ต่อแสน

ประชากร)

สถานที่ที่พบว่าเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อส่วนใหญ่ได้แก่บริเวณที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น หรือ

บริเวณที่มีกิจกรรมร่วมกัน เช่น สถานเลี้ยงเด็กอ่อน โรงเรียน ค่ายทหาร โรงพยาบาล วัด หรือ ภายใน

สถานที่ทำงาน

 

การประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนเพื่อป้องกันการติดเชื้อ รวมถึงการดูแลตนเองเบื้อง

ต้นเมื่อ เจ็บป่วย และให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการป้องกันการแพร่กระ จายเชื้อ โดยเฉพาะสำหรับ

ประชากรกลุ่มเสี่ยง จะช่วยลดอัตราเสียชีวิตจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ และช่วยลดการแพร่เชื้อให้อยู่ในวง

จำกัดได้

บทวิเคราะห์สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลในปัจจุบัน

เมื่อเกิดการระบาดของไข้หวัดใหญ่แต่ละครั้ง ร่างกายของประชากรในท้องถิ่นนั้นสามารถสร้าง

ภูมิคุ้มกันได้เองตามธรรมชาติ และภูมิคุ้มกันนี้จะคงอยู่ในร่างกายได้นาน 10 - 30 ปี ในระหว่างช่วง

เวลาดังกล่าวเชื้อไวรัสพยายามปรับตัวโดยการสร้างสายพันธุ์ย่อยหรือกลายพันธุ์จนเกิดสายพันธุ์

ใหม่ขึ้น ด้วยเหตุนี้ทุก 10 -30 ปี จึงมีโอกาสเกิดการระบาดทั่วโลกได้อีก เชื้อไวรัสอาจเปลี่ยนแปลง

ข้ามสายพันธุ์ระหว่างคนและสัตว์ เช่น นก หมู ดังที่เคยเกิดขึ้นทางตอนใต้ของประเทศจีนที่ประชากร

อยู่อย่างหนาแน่นและประกอบอาชีพเกษตรกรรม เลี้ยงหมู เป็ดและไก่รวมกัน เป็นต้นตอของเชื้อที่

ทำให้เกิดการระบาดทั่วโลก ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ มีความ เห็นว่า ใน

อนาคตมีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลก โดยน่าจะมีจุดเริ่มต้นจากทางตอนใต้ของ

ประเทศจีน ดังนั้นฤดูกาลที่จะเกิดการระบาดทั่วโลกควรเป็นฤดูกาลที่มีไข้หวัดใหญ่ในคนระบาดใน

ประเทศจีน อย่างไรก็ตามประชาชนควรต้องติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวง

สาธารณสุข อย่างใกล้ชิดต่อไป

 

 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลกระบุว่าช่วง เดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคมที่ผ่านมา ยังคงพบเชื้อไวรัสไข้ หวัดใหญ่แพร่กระจายอยู่ทั่วโลก สายพันธุ์หลักที่พบคือ สายพันธุ์ A(H1N1)2009 สายพันธุ์ A(H3N2) และสายพันธุ์ B แม้ว่าขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ชนิดของสายพันธุ์ และความรุนแรงของโรคไข้หวัดใหญ่ครั้งต่อไปได้ แต่จากข้อมูลที่ผ่านมาพบว่าสายพันธุ์ที่มีการแพร่กระจายขณะนี้มีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายกับที่บรรจุไว้ในวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ปีพ.ศ. 2554 - 2555 อยู่แล้ว ดังนั้น ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ แนะนำ ว่าการรับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อย่างน้อยประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนถึงช่วงฤดูกาลระบาด เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล และช่วยลดอาการรวมถึงภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อดังกล่าว นอกจากนี้การรับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลนั้นยังสอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ในปีพ.ศ. 2553 ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้เพิ่มช่วงอายุของกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนโดยแนะนำให้ประชาชนทุกคนที่มีอายุ มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ควรได้รับวัคซีนดังกล่าว (รายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ “วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล”)

แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะเป็นวีธีป้องกันการติดเชื้อและ ลดผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ได้ดีวิธีหนึ่ง แต่การใช้ยาต้านไวรัสอย่างเหมาะสมก็นับว่ามีประโยชน์มากเช่นกัน เพราะนอกจากจะช่วยลดความรุนแรงของโรคแล้วยังช่วยลดอัตรา การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสได้ อย่างไรก็ตามการใช้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ควรอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์และนโยบายของประเทศ การใช้ยาดังกล่าวเกินความจำเป็นจะส่งผลให้เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ทนต่อยาและดื้อยาต้านไวรัสในที่สุด สำหรับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ไข้หวัดหมู A(H3N2) ที่พบที่รัฐอินเดียน่า และเพนซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาในระหว่างเดือนสิงหาคมถึงกันยายน โดยพบเป็นผู้ป่วยเด็ก จำนวน 4 ราย ที่มีประวัติร่วมงานเกษตรแฟร์ที่มีหมูอยู่ภายในงาน โอกาสติดเชื้อชนิดนี้จากหมูสู่คนโดยตรงเกิด ขึ้นน้อย ดังนั้นระบบเฝ้าระวังโรคด้วยวิธีคัดกรองผู้ป่วย และตรวจยืนยันการติดเชื้อจึงมีความสำคัญมาก เพื่อใช้ประเมินสถานการณ์การติดเชื้อจากคนสู่คนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คำแนะนำสำหรับประชาชน

เนื่องจากเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล มีวิธีแพร่เชื้อเช่นเดียวกันกับโรคไข้หวัดธรรมดา โดยทั่วไป เชื้อไวรัสจะอยู่ในเสมหะ น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และแพร่ไปสู่ผู้อื่นด้วยการไอหรือจามรดกันในระยะใกล้ชิด หรือติดจากมือที่สัมผัสกับเชื้อที่ปนเปื้อนอยู่ หลังจากนั้นมือที่มีเชื้ออยู่จะเข้าสู่ร่างกายทางจมูกและตา เช่น การแคะจมูก การขยี้ตา เป็นต้น ผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ปวดเมื่อยตามร่างกาย ไอ มีน้ำมูก ควรสวมหน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด ควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเช่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผัก ผลไม้ นอกจากนี้ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า และควรล้างมือบ่อยๆ ให้ติดเป็นนิสัย สำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางไปต่างประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ควรติดตามสถานการณ์และคำแนะนำจากกระทรวง สาธารณสุขอย่างใกล้ชิดก่อนเดินทาง

สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติม ขอเอกสารและคำแนะนำได้ที่ใดบ้าง

  • เว็บไซต์ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ www.bangkokhealth.com
  • เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข www.moph.go.th
  • เว็บไซต์สำนักโรคติดต่อทั่วไป http://thaigcd.ddc.moph.go.th
  • เว็บไซต์สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค http://epid.moph.go.th
  • เว็บไซต์ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย http://www.thaipediatrics.org

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

เชื่อหรือไม่... ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย

6 มิถุนายน 2556 2.117

ริ้วรอยก่อนวัย... เป็นสิ่งที่ใครก็มิพึงปรารถนา แล้วเราจะทำอย่างไร จึงจะมีผิวพรรณสดใส เต่งตึง สมวัย หรือดูอ่อนกว่าวัย การป้องกันริ้วรอย ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุดังนี้

รูปแบบการทำงานของคนเมือง

3 สิงหาคม 2556 3.984

รูปแบบการทำงานของคนเมืองที่หยุดนิ่งอยู่กับที่เพราะต้องนั่งทำงานในสำนักงาน ทั้งการที่ต้องนั่งขับรถท่ามกลางการจราจรที่ติดขัดเป็นประจำจนแทบไม่มีเวลาสำหรับการออกกำลังกายขยับเขยื้อนกล้ามเนื้อ ใครจะคิดว่าพฤติกรรมปกติธรรมดาเช่นนี้จะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรค

Clubfoot

3 สิงหาคม 2556 2.026

Clubfoot or Congenital Clubfoot or Congenital Idiopathic Clubfoot or Congenital TalipesEquinovarus (CTEV) or Congenital Idiopathic TalipesEquinovarus (CITEV)

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ