โพสต์ 14 พ.ค. 57 ปรับปรุง 24 ก.ค. 58 6,197 Views

เกาะติดสถานการณ์เมอรส์ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

เกาะติดสถานการณ์เมอรส์ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ โดยศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ

สหรัฐพบผู้ป่วยที่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลรายที่สอง (13 พฤษภาคม 2557) และรายงานล่าสุดการระบาดของโรคเมอรส์ ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ปัจจุวัน (15 พฤษภาคม 2557) มีผู้ป่วยจำนวนทั้งสิ้นจำนวน 571 ราย เสียชีวิตแล้วจำนวน 171 ราย หลังจากค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้ครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ปีคศ. 2012 และองค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เป็นไวรัสที่ติดต่อจากคนสุ่คนที่พบมากที่สุดในเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซึ่งพบได้มากถึง 1 ใน 4 ของผู้ป่วยทั้งหมด

สถานการณ์การติดเชื้อเมอร์สไวรัสสายพันธุ์ใหม่

เมื่อเดือนกันยายน ปีคศ. 2012 ในประเทศซาอุดิอาระเบีย มีรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อโคโรน่าไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2012 เป็นครั้งแรก และมีรายงานการติดเชื้อผู้ป่วยใหม่จากไวรัสชนิดนี้โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่เป็นระยะ จนถึงปัจจุบัน และภายหลังได้รับการตั้งชื่อว่า   Middle East Respiratory Syndromes Coronavirus, MERS-CoV หรือ เมอรส์ โคโรน่าไวรัส

ลักษณะของเมอรส์ โคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่

ถึงแม้ว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะ มีอาการแสดงคล้ายโรคซารส์ (SARS) ที่เคยระบาดมาก่อน แต่เชื้อที่ทำให้ก่อโรคมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกัน จากการศึกษาทางพันธุวิทยาของเมอร์ส พบว่ามีความใกล้ชิดกับโคโรน่าไวรัสของค้างคาว แต่ในปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปถึงวิธีการติดต่อ และแหล่งโรคได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดจากสัตว์ชนิดใด

ภาพที่ 1 เชื้อโคโรน่าไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือ เมอรส์ โคโรน่าไวรัส


เชื้อไวรัสโคโรนา ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2508 เป็นไวรัสชนิดอาร์เอ็นเอสายเดี่ยว (single stranded RNA virus) ในตระกูล Coronaviridae ซึ่งประกอบด้วยสายพันธุ์ย่อยหลายชนิด สามารถทำให้เกิดโรคได้ทั้งในคนและสัตว์ เช่น หนู สุนัข แมว กระต่าย ไก่ วัว กระบือ สุกร ขณะนี้ไวรัสโคโรนาที่ก่อโรคในคนที่รู้จักมี 6 ชนิด โดย 4 ชนิดทำให้เกิดโรคไข้หวัด และอีก 1 ชนิดทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ “โรคซาร์ส”

สถานการณ์การติดเชื้อเมอร์สไวรัสสายพันธุ์ใหม่


กันยายน 2012, เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย รายงานการตรวจพบเชื้อโคโรน่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่เป็นครั้งแรก จากเสมหะของผู้ป่วยที่อาการปอดอักเสบ และไตวายเฉียบพลัน ซึ่งได้รับการรักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2012 หลังจากนั้นมีตรวจพบเชื้อไวรัสดังกล่าวได้จากผู้ป่วยรายใหม่ที่มีอาการเจ็บ ป่วยคล้ายกับผู้ป่วยรายแรก แต่ได้รับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งผู้ป่วยรายนี้เป็นชาวกาตาร์มีประวัติการเดินทางไปเที่ยวที่ซาอุดิอาระ เบีย

ข้อมูลในปัจจุบัน 

  • มีการตรวจพบผู้ป่วยทั้งสิ้นจำนวน 571 ราย
  • เสียชีวิตจำนวน 171 ราย
  • อัตราการเสียชีวิตร้อยละ 30
  • ประเทศซาอุดิอาระเบีย มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด
  • มีรายงานพบผู้ติดเชื้อรายใหม่ จากประเทศฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี อังกฤษ จอร์แดน กาตาร์ ตูนีเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรต

ข้อมูลจากยุโรปและตูนิเซียพบว่า

  • ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการป่วยหลังจากเดินทางกลับจากประเทศในตะวันออกกลาง
  • มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนอย่างจำกัด เฉพาะผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเท่านั้น
  • ผู้ป่วยส่วนมากมีอาการรุนแรง
  • มีอัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง (ประมาณร้อยละ 55)
  • กลุ่มเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยชนิดรุนแรง คือผู้ที่มีโรคประจำตัวดังต่อไปนี้
    • โรคระบบทางเดินหายใจ
    • เบาหวาน
    • โรคหัวใจ
    • โรคไตเรื้อรัง
    • ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

มีรายงานการระบาดของเชื้อ โดยการติดต่อจากคนสู่คน

  • พบว่ามีการระบาดของเชื้อเกิดขึ้นภายในโรงพยาบาล บริเวณภาคตะวันออกของประเทศซาอุดิอาระเบีย
  • มีผู้ที่ติดเชื้อรายใหม่ ได้แก่ ญาติใกล้ชิดของผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยที่อยู่ในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก ห้องไตเทียม รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยด้วย และผู้ที่ติดเชื้อมีอาการแสดงที่รุนแรงมักจะมีโรคประจำตัวร่วมด้วย

ระบาดวิทยา

  • เชื้อโคโรนาไวรัสโดยทั่วไปพบได้ทั่วโลก โดยเฉพาะในเขตอบอุ่น
  • มักพบในช่วงฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ
  • พบได้ในทุกกลุ่มอายุ 
  • มีการติดต่อคล้ายกับโรคทางเดินหายใจ คือ ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ จากการไอ หรือหายใจรดกัน หรือจากมือที่เปื้อนเชื้อโรคสัมผัสจมูก หรือตา
  • มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-4 วัน ส่วนเชื้อก่อโรคซาร์สมีระยะฟักตัว 4-7 วัน (อาจนาน 10-14 วัน)
  • หากไวรัสอยู่ภายนอกร่างกายจะสลายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง และถูกทำลายได้ด้วยสารซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาด
  • จากการศึกษาวิจัยพบว่า สัตว์ที่เป็นพาหะนำโรคอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น ค้างคาว
  • ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ทั้งระบบทางเดินอาหาร และระบบทางเดินหายใจ โดยพบว่า ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้ถึงร้อยละ 35 มีอาการได้ตั้งแต่ ระดับน้อยเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา จนถึงระดับรุนแรง (โรคซาร์ส) ทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ระบบการหายใจล้มเหลว และเสียชีวิตได้
     

ภาพที่ 2 แสดงบริเวณที่มีการระบาดของเมอรส์ ไวรัสสายพันธุ์ใหม่

อาการและอาการแสดงของผู้ป่วย
ผู้ป่วยมักจะมีอาการของการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจเช่น มีไข้ มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ ปวดศีรษะ หรือบางคนอาจจะมีอาการของปอดอักเสบ เช่น หอบเหนื่อย เจ็บหน้าอก หายใจไม่สะดวก หรือบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจมีระบบหายใจล้มเหลวได้ และจากรายงานของกลุ่มผู้ป่วยยังสามารถพบ อาการและอาการแสดงทางอวัยวะอื่นได้ เช่น อาการไตวายเฉียบพลัน ท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดท้อง เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบได้

ระยะเวลาฟักตัวของเชื้อยังไม่ทราบแน่นอน แต่อยู่ในช่วงประมาณ 1-12 วัน ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานควบคุมโรคและป้องกันโรค สหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) ให้คำแนะนำ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางให้สังเกตอาการภายในระยะเวลา 14 วัน

การวินิจฉัยโรค
การวินิจฉัยโรคนอกจากอาการและประวัติดังกล่าวไว้ในข้างต้นแล้ว จำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อช่วยวินิจฉัย WHO และ CDC ให้คำแนะนำในการส่งสิ่งตรวจเพื่อช่วยในการวินิจฉัย ดังนี้

  1. การตรวจสารพันธุกรรมของไวรัส โดยวิธี real-time reverse-transcriptase polymerase chain reaction หรือ rRT-PCR จากสิ่งส่งตรวจ ซึ่งเก็บจากบริเวณต่างๆ ดังต่อไปนี้
    • เสมหะทางเดินหายใจส่วนล่าง ซึ่งเก็บจาก
      • การดูดสารคัดหลั่งจากหลอดลม (Tracheal aspiration)
      • น้ำล้างถุงลมและหลอดลมฝอย (Bronchoalveolar lavage fluid)
    • เสมหะทางเดินหายใจส่วนต้น ซึ่งเก็บจาก
      • การป้ายเก็บสิ่งส่งตรวจจากโพรงจมูกและคอ (Nasopharyngeal and throat swab)
      • การดูดสารคัดหลังจากช่องโพรงจมูก (Nasopharyngeal aspiration)
    • อุจจาระในผู้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย
    • เลือด น้ำเหลือง ซึ่งใช้เป็นตัวช่วยเสริม แต่ยังไม่ทราบความแม่นยำในการวินิจฉัย
    การส่งสิ่งส่งตรวจโดยเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งต่างๆ ที่แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย จะช่วยเพิ่มความไวในการวินิจฉัยโรคได้มากขึ้น
  2. การเก็บเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อในเลือด (Serology testing) โดยเก็บในช่วงที่เป็นในระยะเริ่มแรก และหลังจากมีอาการแล้วอย่างน้อย 3 สัปดาห์
     

ใครบ้างที่ต้องพิจารณาส่งตรวจดังกล่าว

  • ผู้ป่วยที่มีอาการและอาการแสดงทางระบบทางเดินหายใจ คือ มีไข้สูงมากกว่า 38 °C ไอ สงสัยมีปอดอักเสบ รวมทั้งภาพรังสีปอดมีความผิดปกติ และมีประวัติเดินทางหรือท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง และประเทศใกล้เคียง ภายในระยะเวลา 14 วัน และไม่สามารถอธิบายสาเหตุอาการป่วยของผู้ป่วยได้
  • ผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบทางเดินหายใจรุนแรง ซึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการ หลังจากเดินทางไปหรือท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางภายใน 14 วัน

ใครบ้างที่ควรไปพบแพทย์
ผู้ที่มีอาการไข้ ไอ มีน้ำมูก หายใจหอบเหนื่อย หรือหายใจลำบาก ภายในระยะเวลา 14 วัน หลังจากเดินทางกลับมาจากกลุ่มประเทศในคาบสมุทรอาระเบีย (ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ เยเมน โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรต คูเวต อิรัค อิสราเอล ซีเรีย จอร์แดน เลบานอน ) โดยที่จำเป็นต้องแจ้งประวัติการเดินทางให้แพทย์ทราบด้วย

การรักษา
ให้การรักษาแบบประคับประคองและตามอาการ เหมือนการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสชนิดอื่นๆ เนื่องจากไม่มียาต้านไวรัสในการรักษาผู้ป่วย และขณะนี้ไม่มีวัคซีนในการป้องกันโรค เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา
   

การป้องกันการติดเชื้อ

  1. หลีกเลี่ยงผู้ที่สงสัยว่าติดเชื้อ เช่น ผู้ที่มีไข้ ไอ น้ำมูก
  2. หลีกเลี่ยงการเข้าไปในที่ที่มีผู้คนแออัด หรือที่สาธารณะที่มีคนอยู่เป็นจำนวนมาก
  3. ควรสวมหน้ากากอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อของโรคทางเดินหายใจ
  4. ควรล้างมือบ่อยครั้งด้วยน้ำและสบู่ เนื่องจากเชื้อพบได้ทั้งในอากาศ น้ำมูก และเสมหะ ซึ่งอาจปนเปื้อนที่มือของผู้ที่ติดเชื้อแล้วไปจับสิ่งของหรือวัตถุทั่วไป
  5. เมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ช้อนกลาง เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ
  6. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำในปริมาณที่เหมาะสม และออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  7. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับปศุสัตว์มีชีวิต หรือ สัตว์ป่า ในกรณีที่เดินทางไปในประเทศในตะวันออกกลาง
     

การควบคุมการติดเชื้อ

เนื่องจากเชื้อนี้มีความรุนแรงสูง CDC ได้ให้คำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ให้ทำการเฝ้าระวังในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เนื่องจากก่อให้เกิดความทุพลภาพ และเสียชีวิตได้สูง
  • หลักฐานของการติดเชื้อจากคนสู่คนยังมีค่อนข้างจำกัด
  • โรคมีอาการและอาการแสดงไม่จำเพาะ
  • ยังไม่ทราบถึงช่องทางในการติดเชื้อดังกล่าว
  • ยังไม่มียาในการรักษาและวัคซีนในการป้องกัน
  • หน่วยงานที่สามารถตรวจหาไวรัสดังกล่าวยังค่อนข้างอยู่ในวงจำกัด ซึ่งในประเทศไทยสามารถส่งตรวจได้ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โรคพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

คำแนะนำสำหรับสถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์

  • ในกรณีที่มีผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อดังกล่าวควรแยกผู้ป่วยไว้ในพื้นที่พิเศษ สำหรับดูแลผู้ป่วยที่มีการแพร่เชื้อโรคทางอากาศ (Airborne Isolation)
  • สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ควรป้องกันการติดเชื้อโดยใช้อุปกรณ์ป้องกัน ได้แก่
    • แว่นตาหรือ หน้ากากป้องกันใบหน้า
    • สวมหน้ากาก N95 สำหรับป้องกันการติดเชื้อทางการหายใจ
    • สวมถุงมือ และสวมเสื้อกาวน์ทุกครั้ง
    • ปฏิบัติตามมาตรฐานการล้างมือทุกครั้งทั้งก่อนและหลังการสัมผัสผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งหลังจาการถอดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อ

คำแนะนำเพื่อการป้องกันตนเอง สำหรับผู้ที่วางแผนจะเดินทางไปต่างประเทศ

  • หมั่นล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ถ้าไม่มีน้ำและสบู่สามารถใช้แอลกอฮอล์ล้างมือใช้แทนได้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัส ตา จมูกและปาก เนื่องจากเชื่อแพร่ผ่านช่องทางเหล่านี้
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนของตัวเองว่าเป็นอย่างไร
  • อาจจะต้องไปพบแพทย์ก่อนเดินทางอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ เพราะหากในเวลานั้นสามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้สำเร็จจะได้ดำเนินการฉีดก่อนเดินทาง
  • ถ้ารู้สึกว่าตนเองป่วยให้ปฏิบัติตัวดังนี้
    • ปิดปาก ปิดจมูกเวลาไอหรือจามด้วยกระดาษทิชชู และทิ้งกระดาษที่ใช้แล้วลงในถังขยะ
    • ควรระมัดระวังที่จะแพร่เชื้อของตนเองไปสู่ผู้อื่น

 

เอกสารอ้างอิง

  1. McIntosh K, Perlman S. Coronaviruses Including Severe Acute Respiratory Syndrome (SARS)-Associated Coronavirus. In: Mandell GL, Bennett JE, Dolin R, editors. Mandell, Douglas, and Bennett's principles and practice of infectious diseases. 7th edition. Philadelphia: Churchill Livingstone, 2007:2187-94.
  2. ProMed Mail: Novel coronavirus - Saudi Arabia: human isolate; Archive Number: 20120920.1302733 http://www.promedmail.org/direct.php?id=20120920.1302733 (Accessed on April 22, 2013).
  3. World Health Organization. Novel coronavirus infection in the United Kingdom http://www.who.int/csr/don/2012_09_23/en/index.html (Accessed on September 25, 2012).
  4. Wise J. Patient with new strain of coronavirus is treated in intensive care at London hospital. BMJ 2012; 345:e6455.
  5. Zaki AM, van Boheemen S, Bestebroer TM, et al. Isolation of a novel coronavirus from a man with pneumonia in Saudi Arabia. N Engl J Med 2012; 367:1814.
  6. de Groot RJ, Baker SC, Baric RS, et al. Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus (MERS-CoV); Announcement of the Coronavirus Study Group. J Virol 2013.
  7. World Health Organization. Global alert and response. MERS-CoV summary and literature update – as of 31 May 2013. http://www.who.int/csr/disease/coronavirus_infections/update_20130531/en/index.html (Accessed on June 05, 2013).
  8. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Update: Severe respiratory illness associated with Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) — worldwide, 2012–2013. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2013; 62 (Early release):1.
  9. World Health Organization. Global alert and response. Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) - update. http://www.who.int/csr/don/2013_06_17/en/index.html (Accessed on June 18, 2013).
  10. World Health Organization. Global alert and response. Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) - update. http://www.who.int/csr/don/2013_06_05/en/index.html (Accessed on June 05, 2013).
  11. Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Severe respiratory illness associated with a novel coronavirus--Saudi Arabia and Qatar, 2012. MMWR Morb Mortal Wkly Rep 2012; 61:820.
  12. World Health Organization. Global alert and response. Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) - update. http://www.who.int/csr/don/2013_06_01_ncov/en/index.html (Accessed on June 06, 2013).
  13. World Health Organization. Global alert and response. Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV) - update. http://www.who.int/csr/don/2013_06_02_ncov/en/index.htmll (Accessed on June 06, 2013).
  14. Centers for Disease Control and Prevention. Saudi Arabia assigns more labs to coronavirus probe. http://www.cidrap.umn.edu/cidrap/content/other/sars/news/may1613corona.html (Accessed on May 17, 2013).
  15. European Centre for Disease Prevention and Control. Epidemiological update: case of severe lower respiratory tract disease associated with a novel coronavirus. http://ecdc.europa.eu/en/press/news/Lists/News/ECDC_DispForm.aspx?List=32e43ee8%2De230%2D4424%2Da783%2D85742124029a&ID=841&RootFolder=%2Fen%2Fpress%2Fnews%2FLists%2FNews (Accessed on February 12, 2013).
  16. Centers for Disease Control and Prevention. Health Alert Network. Notice to health care providers: updated Guidelines for Evaluation of Severe Respiratory Illness Associated with Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV). http://emergency.cdc.gov/HAN/han00348.asp (Accessed on June 13, 2013).
  17. World Health Organization. Global alert and response. Revised interim case definition for reporting to WHO – Middle East respiratory syndrome coronavirus (MERS-CoV). http://www.who.int/csr/disease/coronavirus_infections/case_definition/en/index.html (Accessed on June 12, 2013).
  18. Assiri A, McGeer A, Hospital Outbreak of Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus. N Engl J Med. 2013 Jun 19
  19. http://www.medpagetoday.com/InfectiousDisease/GeneralInfectiousDisease/45755?isalert=1&uun=g443414d1308R5540001u&utm_source=breaking-news&utm_medium=email&utm_campaign=breaking-news&xid=NL_breakingnews_2014-05-13
  20. http://www.medpagetoday.com/InfectiousDisease/GeneralInfectiousDisease/45739
  21. http://www.medscape.com/viewarticle/825042?nlid=57020_2702&src=wnl_edit_dail

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

รู้จักมะเร็งต่อมไทรอยด์

10 สิงหาคม 2556 4.372

หากคุณ ญาติ หรือเพื่อนของคุณ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรกระทำ คือตั้งสติให้ดี แล้วหาข้อมูลเพิ่มเติม จากแหล่งความรู้ที่เชื่อถือได้ อย่าเชื่อคำบอกเล่า หรือบอกต่อที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน

กินอย่างไรจะห่างไกลโรคในวัยทอง

5 มิถุนายน 2556 1.888

การปฏิบัติตนในด้านการบริโภคเพื่อป้องกันโรคแห่งความเสื่อมในวัยสูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง กระดูกโปร่งบางและมะเร็ง ก็คือการรู้จักเลือกอาหารหลัก 5 หมู่ให้ดีที่สุด

SARS [Severe Acute Respiratory Syndrome]

28 สิงหาคม 2556 4.511

1. โรคนี้คืออะไร? คำตอบ - เป็นโรคระบบทางเดินหายใจชนิดร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน ขณะนี้ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด และพบว่ามีรายงานการเกิดโรคนี้ในทวีบเอเชีย อเมริกาเหนือ และยุโรป

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ