โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 30 มิ.ย. 62 251,499 Views

อาเจียนในเด็ก

 
 การอาเจียน (vomiting) 
 
เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบร่วมในโรคต่างๆ มากมาย อาทิเช่น โรคของทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ลำไส้อุดตัน โรคของระบบประสาท เช่น เยื้อหุ้มสมองอักเสบ เนื้องอกในสมอง ภาวะน้ำคั่งในสมอง โรคของระบบเมตาบอลิซึ่มบางอย่าง หรืออาจเกิดจากรับประทานยาบางอย่างก็ได้ อาจเกิดได้โดยไม่มีโรคทางกายใดๆ กรณีเช่นนี้ก็พบได้บ่อย โดยเฉพาะในทารก หรือเด็กเล็กที่ดื่มนมมากไป แล้วไม่ได้อุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอมากพอ หรือคุณแม่อาจจะให้นมไม่ถูกวิธี เช่นให้นอนดูดนม แทนที่จะอุ้มให้ดูดนม เป็นต้น
 
แทบทุกคนคงจะเคยผ่านอาการคลื่นไส้อาเจียนมาบ้างไม่มากก็น้อย และคงตระหนักแก่ตัวเองแล้วว่า การอาเจียนก็มีประโยชน์เช่นกัน กล่าวคือ เมื่อได้คายของเก่าออกไปเสียบ้าง ทำให้รู้สึกโล่งสบายท้อง สบายกายสบายใจขึ้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในแง่ที่เตือนให้เรารู้ว่า ตอนนี้ร่างกายของเรามีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เรารู้ตัว และสามารถป้องกัน และรักษาตนเองเสียก่อนที่จะเกิดการลุกลามของโรคนั้นๆ ขึ้น 
 
แต่ถ้าอาเจียนแบบรุนแรงไม่รู้จักหยุดหย่อนก็อาจจะมีผลทำให้เกิดการฉีกขาด ของกล้ามเนื้อหลอดอาหาร มีเลือดออกมาก และยังทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ออกจากร่างกาย เกิดภาวะขาดน้ำ เกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลของเกลือแร่ภายในร่างกายดีไม่ดีถ้าอาเจียนจนเกิดการ สำลักเศษอาหารเข้าไปในหลอดลมอาจทำให้ถึงกับเสียชีวิตได้
 

อาการอาเจียน และท้องเสียในเด็ก 
 
เกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งบางอย่างอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งในรายที่มีอาการอาเจียนหรือท้องเสียรุนแรงควรนำลูกมาพบแพทย์เสมอ เนื่องจากการอาเจียนนั้นอาจเป็นเพียงอาการนำของโรคอื่นๆ ที่อาจไม่ใช่จากโรคของระบบทางเดินอาหารก็ได้ ตัวอย่างเช่น อาการที่เด็กซึมลง ปวดหัว และมีอาเจียน อาจเกิดจากการที่มีความดันสูงในสมอง 
 
ถ้าเด็กมีอาการคอแข็ง และไข้สูงด้วย ให้นึกถึงการติดเชื้อของสมอง ไข้สมองอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ฯลฯ หรืออาจเกิดจากการมีก้อนเนื้องอกในสมอง หรือเลือดออกในสมองจากอุบัติเหตุ หรือเส้นโลหิตแตกในสมอง ฯลฯ 
 
เด็กที่มีอาการปวดท้องร่วมกับการอาเจียนค่อนข้างมาก จนบางครั้งเห็นสิ่งที่อาเจียนออกมาเป็นน้ำสีเหลืองๆ ซึ่งเป็นสีเหลืองของน้ำดีที่ออกมาจากถุงน้ำดี แสดงว่าอาการค่อนข้างรุนแรง อาจต้องนึกถึงเรื่องไส้ติ่งอักเสบ ภาวะลำไส้กลืนกัน หรือภาวะทางศัลยกรรมอื่นๆ ที่ต้องการการผ่าตัด 
 
หรือแม้แต่เด็กเป็นเบาหวาน ในระยะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงมากจนเกิดภาวะเลือดเป็นกรดร่วมด้วย ก็จะมีอาการอาเจียนที่รุนแรงร่วมด้วยได้ ในบางรายพบว่าแม้แต่การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ก็ทำให้เด็กมีการอาเจียนค่อนข้างมากได้เช่นกัน
 
 
ขั้นตอนการอาเจียน
 
1. ขั้นตอนการอาเจียนจะมีลักษณะประกอบด้วยอาการ 3 อย่าง อาการแรกเป็นความรู้สึกคลื่นไส้ เรียกว่า nausea ความรู้สึกคลื่นไส้นี้มักจะมีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติร่วมด้วย
 
2. ต่อมาร่างกายจะพยายามทำให้เกิดความดันที่เป็นลบภายในในช่องอก โดยกลไกทำให้กล่องเสียงปิด กล้ามเนื้อที่ใช้หายใจหดตัว และกระบังลมเลื่อนลงมาในช่องท้อง เรียกอาการดังกล่าวนี้ว่า retching
 
3. หลังจากนั้นจึงจะมีอาการอาเจียนพุ่งออกมาจากทางเดินอาหาร เรียกขั้นตอนสุดท้ายนี้ว่า emesis
 
 
ปกติอาหารที่กินเข้าไป จะเคลื่อนที่ไปตามทางเดินอาหาร ถูกย่อยและดูดซึมสารอาหารไปใช้ประโยชน์ แก่ร่างกาย บางส่วนก็จะถูกขับออก แต่ในภาวะที่เกิด "อาเจียน " แทนที่อาหารจะเคลื่อนที่ลงไปเป็นขั้นเป็นตอน กลับถูกผลักดันให้ไหลย้อนกลับจากกระเพาะอาหารสู่หลอดอาหาร และขย้อนไหลออกทางปาก ซึ่งส่วนใหญ่ก่อนที่จะมีอาการอาเจียนเกิดขึ้นนั้น จะมีอาการคลื่นไส้นำมาก่อน ซึ่งจะทำให้กระเพาะอาหารเคลื่อนไหวลดลง แต่ถ้าอาการคลื่นไส้ที่รุนแรงจะพบว่ามีอาการเหงื่อออก ผิวหนังซีด ตัวเย็น น้ำลายไหล และบางครั้งอาจทำให้ชีพจรช้าลงและความดันเลือดต่ำได้ หลังจากคลื่นไส้แล้ว ก็จะมีอาการขย้อนตามมา เป็นผลจากการที่มีการหายใจเข้า-ออกถี่ๆ เป็นจังหวะ เศษอาหารเกิดการไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหาร
 
อาการอาเจียนถูกควบคุมโดยศูนย์ในสมอง 2 ศูนย์
 
คือ ศูนย์อาเจียน และศูนย์ซีทีแซด (CTZ) แต่ศูนย์ที่ทำหน้าที่ควบคุมและสั่งงานให้เกิดอาการอาเจียนอย่างแท้จริงคือ " ศูนย์อาเจียน " โดยเมื่อศูนย์นี้ได้รับสิ่งกระตุ้นจากภายนอก เช่น จากทางเดินอาหารและส่วนอื่นๆ ของร่างกาย จากอวัยวะที่ควบคุมการทรงตัวภายในหูชั้นใน ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการเมารถเมาเรือ และจากศูนย์ซีทีแซด ซึ่งเมื่อศูนย์อาเจียนได้รับการกระตุ้นจากสิ่งดังกล่าวข้างต้นแล้วก็จะส่ง สัญญาณประสาทออกจากศูนย์ไปยังกะบังลม ทำให้กะบังลมบีบตัวส่งสัญญาณไปยังกล้ามเนื้อหน้าท้องเกิดการเกร็ง และไปยังกระเพาะอาหารและหลอดอาหาร ทำให้คลายตัว ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ข้างต้นทำให้เศษอาหารถูกผลักดันออกจากปากและเกิด อาเจียนในที่สุด
 
สาเหตุ
 
1. สาเหตุที่ทำให้อาเจียนส่วนใหญ่เกิดจากโรค หรือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร การอุดตันของกระเพาะ ลำไส้ หรือมีการอักเสบ ของทางเดินอาหาร
 
2. ภาวะการติดเชื้อในตำแหน่งต่างๆของร่างกาย โรคติดเชื้อเฉียบพลันในเด็ก
 
3. โรคของสมองและระบบประสาทที่กระตุ้นศูนย์ควบคุมการอาเจียนโดยตรง อาการอาเจียนจากสมอง มักมีอาเจียนพุ่ง
 
4. ยา สารพิษ หรืออาหารบางชนิดก็ทำให้อาเจียนได้ เช่น ยาสลบ ยารักษามะเร็ง
 
5. สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ สาเหตุทางกายอื่นๆ เช่น ไข้สูง ไซนัสอักเสบ คออักเสบ ติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ รับประทานอาหารมากเกินไป
 
6. สำหรับปัญหาทางศัลยกรรมที่ควรคิดถึง ได้แก่ โรคไส้ติ่งอักเสบ
 
7. ในกรณีที่อาเจียนติดต่อกันรุนแรงควรนึกถึงภาวะความดันในสมองสูง และโรคไมเกรนด้วยเสมอ ในผู้ป่วยที่มีอาเจียนพุ่ง โดยเฉพาะเวลาหลังตื่นนอน ร่วมกับมีอาการปวดศีรษะ ชัก กระหม่อมโป่งตึง หัวโต ให้คิดถึงโรคทางสมอง
 
 
อาการ
 
1. เมื่อลูกอาเจียน คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตุลักษณะอาเจียนที่ออกมา ว่าเป็นเศษอาหาร เสมหะ สีอะไร อาเจียนแบบพุ่ง หรือไม่พุ่ง เนื่องจากลักษณะอาเจียนต่างๆ จะช่วยในการวินิจฉัยโรคได้
 
2. เมื่ออาเจียนออกมาแล้วมักจะสะบายขึ้น เมื่อลูกอาเจียนจึงควรพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ และให้การรักษาต่อไป
 
3. เมื่อเด็กมีอาการอาเจียน โดยเฉพาะถ้ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย ควรพาเด็กไปปรึกษาแพทย์ไม่ควรซื้อยาให้รับประทานเองเด็ดขาด เพราะยาแก้อาเจียน ถ้ารับประทานเกินขนาด อาจเกิดอันตรายได้ นอกจากนี้โรคบางอย่าง ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างทันการหรือถูกวิธี ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
 
อาการของการขาดน้ำค่อนข้างมากและควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์
 
1. มีอาการซึม หงอยลง ไม่เล่น ไม่คุยเหมือนก่อน บางทีจะพบว่า เด็กจะเพลียเอาแต่นอน ในบางรายอาจดูกระสับกระส่าย เอะอะโวยวายสลับกับอาการซึมก็ได้
2. ร้องไห้ไม่ค่อยมีน้ำตาออกมา น้ำลายแห้ง
3. ไม่ค่อยมีปัสสาวะ หรือสังเกตว่าผ้าอ้อมไม่เปียกจากการที่เด็กไม่มีปัสสาวะเลยหลายชั่วโมง (6-8 ชั่วโมง)
4. กระหม่อมหน้าบุ๋มลึก หรือมีกระบอกตาลึก ริมฝีปากแห้ง
5. การเต้นของหัวใจหรือชีพจรค่อนข้างเบาเร็ว
6. ผิวหนังที่เคยดูอวบตึง กลับมีความรู้สึกเหี่ยวย่น แห้งๆ ไป
7. ในกรณีที่มีอาการชัก และซึมลง ร่วมด้วย
8. ในกรณีที่เป็นเด็กเล็ก (อายุต่ำกว่า 6 เดือน) เมื่อมีการอาเจียนหรือท้องเสียค่อนข้างมาก ควรพบแพทย์โดยเร็ว เพราะอาจเกิดอันตรายจากการขาดน้ำหรือการติดเชื้อรุนแรงได้ง่าย และเนื่องจากอาการของเด็กเล็ก จะสังเกตดูได้ยากกว่าเด็กโต
 
การวินิจฉัยเพื่อหาสาเหตุ
 
ส่วนใหญ่แพทย์จะให้การวินิจฉัยเบื้องต้นจากลักษณะอาการที่เกิดขึ้น ประวัติความเจ็บป่วยในอดีต โรคประจำตัว การใช้ยาต่างๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด
 

การรักษา
 
1. การรักษาที่เฉพาะเจาะจงขึ้นกับสาเหตุของโรคว่าเป็นจากอะไร หากสาเหตุไม่ร้ายแรงส่วนใหญ่มักไม่เป็นปัญหาในการรักษา อย่างไรก็ตามการทีอาเจียนมากอาจจะทำให้เกิดผลแทรกซ้อนตามมา เช่น ภาวะขาดน้ำ และเสียสมดุลเกลือแร่ หรือที่เรียกว่าอิเลคโทรลัยต์ในร่างกาย ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขให้ทันท่วงที
 
2. สำหรับผู้ป่วยที่อาเจียนไม่มาก โดยทั่วไปมักจะแนะนำให้กินอาหารที่ย่อยง่ายในปริมาณที่ลดน้อยลง แต่ถ้าอาเจียนมากหรือรุนแรง อาจต้องงดอาหาร และให้สารน้ำทางหลอดเลือดหรือให้น้ำเกลือแทน แต่ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องกระทำทุกรายไป ขึ้นกับความรุนแรงของอาการว่ามากหรือน้อย และพิจารณาสาเหตุที่ทำให้อาเจียนเป็นรายๆ ไป
 
3. ยาที่มีส่วนช่วยทำให้อาเจียนน้อยลง หรือที่เรียกว่ายาแก้อาเจียน มีทั้งยาที่ออกฤทธิ์ที่ทางเดินอาหาร และยาที่ออกฤทธิ์ในสมอง ยาที่ใช้บ่อยได้แก่ metoclopramide, domperodine, cisapride การใช้ยากลุ่มนี้ควรให้เพื่อป้องกัน ไม่ควรให้หลังจากที่มีอาการอาเจียนแล้ว ในผู้ป่วยที่อาเจียนอยู่ แนะนำให้กินหรือฉีดก่อนรับประทานอาหารประมาณ 20-30 นาที
 
4. ถ้าลูกอาเจียน ควรให้รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย โดยให้ทีละน้อย บ่อยๆ ให้น้ำเกลือแร่ ORS เพื่อทดแทนเกลือแร่ที่เสียไปกับอาเจียน โดยให้จิบทีละน้อย และบ่อยๆ และให้ยาแก้อาเจียนตามแพทย์สั่ง ควรให้รับประทาน 1/2 ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร
 
5. เมื่อมีอาเจียนมาก รับประทานอาหารหรือน้ำไม่ได้เลย ซึมลง มีอาการขาดน้ำ กระหม่อมบุ๋ม ปากแห้งมาก ตาโหล ผิวหนังเหี่ยว แพทย์จะพิจารณาให้น้ำเกลือทางเส้นเลือด และรักษาสาเหตุต่อไป
 
6. พึงระลึกไว้เสมอว่าอาเจียนเป็นอาการแต่ไม่ใช่โรค ดังนั้นการรักษามิใช่เพียงให้ยาแก้อาเจียน แต่ต้องวินิจฉัยค้นหาสาเหตุ เพราะสาเหตุบางอย่างจะมีอันตรายถึงชีวิต เช่น อาเจียนจากโรคลำไส้อุดตัน หรืออาเจียนจากภาวะความดันในสมองสูง เป็นต้น สำหรับอาการอาเจียนที่เกิดจากยารักษามะเร็งหรือเคมีบำบัดนั้น ต้องได้รับการบำบัดรักษาเป็นกรณีพิเศษ

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

174 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

การติดเชื้อของหูชั้นกลาง

28 สิงหาคม 2556 3.198

การอักเสบของหูชั้นกลางเกิดขึ้นได้บ่อยในเด็กซึ่งมักจะเป็นการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนบน แล้วลามมายังหูการสังเกตหรือคอยติดตามดูอาการจะช่วยให้เราสามารถนำเด็กมาพบแพทย์ได้เร็วขึ้น โดยเด็กมักจะบ่นปวดหู หูอื้อมีไข้ขึ้น ภายหลังจากเป็นหวัด

หมอนรองกระดูกเทียม

3 สิงหาคม 2556 2.476

ในภาวะปกติหมอนรองกระดูกสันหลังของคนเราจะทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกของกระดูกสันหลังหมอนรองกระดูกสันหลังจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของข้อกระดูกสันหลังในกรณีที่หมอนรองกระดูกสันหลังเสื่อมจะทำให้เกิดอาการปวดตามแนวของกระดูกสันหลัง

พัฒนาการการดื้อยาต้านไวรัสเอชไอวีในประเทศไทย

19 พฤศจิกายน 2556 4.423

โรคติดเชื้อเอชไอวีเป็นโรคเรื้อรังที่ยังไม่มีวิธีการรักษาให้หายขาด ผู้ติดเชื้อต้องได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอไปตลอดชีวิต เพื่อควบคุมระดับไวรัสในร่างกายให้อยู่ในระดับต่ำ

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ