โพสต์ 2 ส.ค. 56 ปรับปรุง 7 มี.ค. 57 2,583 Views

อัลตราซาวด์

อัลตราซาวด์ (ultrasound)

เป็น การตรวจวิเคราะห์โดยการใช้เคลื่อนเสียงความถี่สูง โดยมีหลักการคือ การส่งคลื่นเสียงความถี่สูงออกจากเครื่องอัลตราซาวด์ ผ่านผนังหน้าท้องเข้าไปภายในช่องท้อง เมื่อคลื่นเสียงไปกระทบอวัยวะที่ทึบหรือมีความหนาแน่นแตกต่างกัน ก็จะสะท้อนกลับมาที่เครื่องอัลตราซาวด์ และแปลงเป็นสัญญาณภาพปรากฎบนจอมอนิเตอร์ ซึ่งสามารถถ่ายเป็นภาพบนแผ่นเอ็กซเรย์เก็บไว้ได้
 
ปัจจุบันการตรวจด้วยเครื่องมือที่เรียกว่าอัลตราซาวด์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สำคัญทางรังสีวิทยาวิธีหนึ่ง การตรวจด้วยวิธีนี้จัดเป็นการตรวจที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเตรียมผู้ป่วยมากนัก เครื่องมือหาได้ง่าย มีในโรงพยาบาลเกือบทุกจังหวัด และอำเภอของประเทศไทย จนบางครั้งมีผู้กล่าวว่า ในอนาคตจะสามารถใช้แทนหูฟัง stethoscope ของแพทย์ได้ นอกจากนี้อัลตราซาวด์ยังทำการตรวจได้ที่ข้างเตียงผู้ป่วยโดยเฉพาะผู้ป่ยนที่ มีอาการหนัก ข้อมูลที่ได้จากการตรวจด้วยวิธีนี้แม้จะไม่มากเท่าเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่ก็ทำให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยส่วนใหญ่เบื้องต้นได้ โดยเฉพาะโรคในช่องท้อง ปัจจุบันเครื่องอัลตราซาวด์มีราคาไม่แพงมากนัก ในโรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งสามารถจัดหาเครื่องได้ ข้อสำคัญการตรวจอัลตราซาวด์ขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ตรวจเป็นอย่างมาก
 
หลักการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง
อัลตราซาวด์เป็นการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงโดยให้ทรานส์ดิว เซอร์ ส่งคลื่นอัลตราซาวด์กระทบกับผิว ต่อมหรือเนื้อเยื่อที่มีคุณสมบัติต่างกัน จะเกิดการสะท้อนกระเจิงของคลื่น และคลื่นที่สะท้อน กระเจิงกลับเข้าสู่ทรานส์ดิวเซอร์ จะถูกบันทึก ขยายและปรับแต่งก่อนส่งไปแสดงผลทางจอภาพ
การนำมาใช้เพื่อช่วยวินิจฉัยโรค
คลื่นเสียงความถี่สูงสามารถใช้ตรวจส่วนต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่
1. ส่วนหัว ใช้ตรวจเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี เพื่อตรวจดูความผิดปกติในกระโหลกศีรษะ โดยตรวจผ่านกระหม่อมที่ยังไม่ปิด
2. ส่วนคอ ใช้ตรวจหาความผิดปกติและหารอยโรคของต่อมไทรอยด์, ต่อมน้ำลาย, ก้อนในบริเวณคอ และใช้ตรวจเส้นเลือดแดงคาโรติด
3. ส่วนอก ใช้ตรวจทรวงอก เพื่อดูน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด หรือตรวจดูรอยโรคว่า เป็นเนื้อหรือน้ำติดกับผนังทรวงอก เช่น เนื้องอก
4. ช่องท้อง ใช้ตรวจดูความผิดปกติและหารอยโรคของอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด
5. ส่วนอื่นๆ ใช้ ตรวจเพื่อหาความผิดปกติและรอยโรคที่สงสัยในอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่เป็นเนื้อเยื่ออ่อน หรือมีน้ำภายใน เช่น กล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังสามารถตรวจเต้านม ขา เส้นเลือดขนาดใหญ่และขนาดกลาง เพื่อดูความผิดปกติของเส้นเลือด วัดความเร็วการไหลเวียนเส้นเลือด ดูการอุดตันของเส้นเลือด
 
อัลตราซาวด์ของอวัยวะภายในช่องท้อง
1. อัลตราซาวด์ของอวัยวะภายในช่องท้อง อาจตรวจเฉพาะส่วนบนภายในช่องท้อง หรือส่วนล่างภายในช่องท้องก็ได้ แล้วแต่ว่าอาการของคนไข้บ่งบอกว่ามีความผิดปกติของส่วนใด นอกจากนี้แล้วยังสามารถดูความผิดปกติของอวัยวะนอกช่องท้อง ที่อยู่ทางด้านหลังด้วย เช่น ไต เป็นต้น เนื่องจากอวัยวะทั้งภายในช่องท้องและที่อยู่รอบๆ บริเวณใกล้เคียงกับช่องท้อง อาจทำให้มีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหารได้ การตรวจโดยอาศัยอัลตราซาวด์จึงต้องตรวจทั้งสองส่วน เพื่อหาความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของโรคระบบทางเดินอาหาร
2. อวัยวะที่สามารถตรวจหาความผิดปกติโดยอาศัยการทำอัลตราซาวด์ของ ช่องท้องได้แก่ การตรวจความผิดปกติของตับ ถุงน้ำดี ท่อทางเดินน้ำดี ตับอ่อน ม้าม ก้อนเนื้องอกภายในช่องท้อง เช่น เนื้องอกของกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ นอกจากนี้ อวัยวะของสตรี เช่น มดลูก รังไข่ อวัยวะในระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ไต กระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งต่อมลูกหมาก ก็สามารถดูความผิดปกติจากการทำอัลตราซาวด์ได้เช่นกัน
3. ผู้ที่มารับการตรวจอัลตราซาวด์ของระบบทางเดินอาหาร ควรจะงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพราะการที่มีลมและเศษอาหารอยู่ในส่วนของระบบทางเดินอาหาร จะทำให้ภาพที่ออกมาไม่ชัดเจน แปลผลไม่ได้
 
การตรวจอัลตราซาวด์ทางสูติศาสตร์
1. เครื่องตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์ เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงประมาณ 1-10 ล้านรอบต่อวินาที นำ มาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันในทางสูติศาสตร์ นิยมใช้เครื่องมือแบบ real time scanner ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5-7 ล้านรอบต่อวินาที เครื่องมือนี้สามารถใช้ตรวจดูรูปร่างของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์ และการทำงานของอวัยวะภายในบางชนิด โดยไม่เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัยทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง
2. การตรวจด้วยเครื่องมืออัลตราซาวด์ในทางสูติศาสตร์ แบ่งการตรวจเป็น 2 ระดับ คือการตรวจเบื้องต้นพื้นฐานทั่วไป หรือที่อาจเรียกว่าการตรวจระดับที่หนึ่ง (level 1 examination) เป็นการตรวจทั่วไปตามมาตรฐานสากลเพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ ติดตามการเจริญของทารกในครรภ์ รวมทั้งตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆ ของมารดา และการตรวจระดับที่สอง (level 2 examination) เป็นการตรวจอย่างละเอียดในกรณีที่ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เช่น ทารกผิดรูปหรือพิกลพิการ เป็นต้น
3. โดยทั่วไปแล้วการตรวจระดับที่หนึ่งเป็นการตรวจที่ไม่ต้องอาศัย ความชำนาญมากนัก ได้แก่ การตรวจอายุครรภ์ ตรวจการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ปริมาณของน้ำคร่ำ จำนวนทารกในครรภ์ ตรวจการเคลื่อนไหวของหัวใจทารกในครรภ์ เมื่อใกล้คลอดยังสามารถตรวจท่าคลอดของทารกได้ รวมทั้งตำแหน่งของรกว่าเกาะติดกับผนังมดลูกอย่างไรบริเวณใด นอกจากนี้การตรวจระดับที่หนึ่งยังช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติในอุ้ง เชิงกรานต่างๆ ที่อาจพบได้ เช่น เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น
4. สำหรับการตรวจโดยละเอียดหรือที่เรียกว่าระดับที่สอง มุ่งเน้นความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่สงสัยว่าจะมีความผิดปกติบางประการ ซึ่งเป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ และเป็นการตรวจที่ใช้เวลามากโดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งชั่วโมง วิธีนี้จะตรวจละเอียดในทุกอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของทารกในครรภ์ ได้แก่ เนื้อสมองส่วนต่างๆ โพรงน้ำในสมอง ก้านสมอง ลักษณะโครงใบหน้าของทารก ระยะห่างระหว่างลูกตาทั้งสองข้าง ส่วนคอ ทรวงอก ห้องหัวใจต่างๆ ทั้สี่ห้อง รวมทั้งลิ้นหัวใจทั้งหมด ส่วนของกระบังลม กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ กระดูกสันหลังระดับต่างๆ กระดูกต้นขา และที่สำคัญคือตำแหน่งของสายสะดือที่เกาะบริเวณรก รวมทั้งจำนวนเส้นเลือดที่สายสะดือ
5. โดยทั่วไปสูติแพทย์ทำการตรวจด้วยคลื่นอัลตราซาวด์เบื้องต้นพื้น ฐานก่อนเสมอ โดยจะทำการตรวจระดับที่สองเมื่อมีข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์เท่านั้น ข้อบ่งชี้ต่างๆ ได้แก่ มารดาเคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิด พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปกติ ตรวจเลือดมารดาพบระดับของอัลฟาฟีโตโปรตีนสูง ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับสารเคมีที่อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิด ปกติ เป็นต้น
 
การเตรียมตัวก่อนตรวจ
1. ส่วนหัว สามารถตรวจได้ทันที โดยไม่ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจ แต่ในเด็กบางรายอาจต้องให้ยาตามคำสั่งแพทย์
2. ส่วนคอและส่วนอก สามารถตรวจได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ
3. ส่วนท้อง แบ่งเป็น 
o Upper Abdomen งดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 - 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ ในเด็กให้งดอาหารหรือนม 1 มื้อ เพื่อให้อวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะถุงน้ำดี ชัดเจน
o Lower Abdomen ไม่ ต้องงดน้ำและอาหาร เว้นแต่แพทย์สั่ง ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว และกั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่ ซึ่งจะทำให้สามารถเห็นมดลูกและอวัยวะบริเวณท้องน้อยชัดเจน
o Whole Abdomen งด อาหาร 6-8 ชั่วโมงก่อนตรวจ แต่ก่อนถึงเวลานัดตรวจ 3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำเปล่า 4-5 แก้ว หลังจากนั้นงดดื่ม และกลั้นปัสสาวะไว้จนกว่าจะตรวจเสร็จ ขณะทำต้องปวดปัสสาวะเต็มที่
4. ส่วนอื่นๆ สามารถทำได้ทันที ไม่ต้องเตรียมตัวก่อนการตรวจ
5. ควรงดน้ำ และอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อน การตรวจ สำหรับเด็กเล็ก ให้งดนมเพียง 4 ชั่วโมง เหตุที่ต้องงดน้ำ ก็เพราะว่าถ้าไม่มีอะไรถูกกลืนลงสู่หลอดอาหารแล้ว โอกาสที่อากาศจะผ่านสู่กระเพาะอาหารก็น้อยด้วย ซึ่งอากาศมีอิทธิพลต่อภาพอัลตราซาวนด์ ไม่ว่าจะมีอากาศอยู่ในส่วนใดของทางเดินอาหารก็ตาม ก็จะทำให้ขาดข้อมูลที่ต้องการบนภาพได้ และในกรณีที่ผู้ป่วยมีแก๊ซในลำไส้มาก วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ให้รอไปก่อน 2-3 ชั่วโมง เหตุที่ต้องงดอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาพลวงจากอาหารที่รับประทาน และอาหารที่มันๆ ยังทำให้ถุงน้ำดีบีบตัว จนการตรวจถุงน้ำดีทำได้ยาก
 
 
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ
ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
 

เครื่องตรวจด้วยคลื่นอุลตราซาวด์เป็นเครื่องมือที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงประมาณ 1-10 ล้านรอบต่อ

วินาที นำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์มานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ซึ่งปัจจุบันในทางสูติศาสตร์ นิยมใช้

เครื่องมือแบบ real time scanner ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง 3.5-7 ล้านรอบต่อวินาที เครื่องมือนี้สามารถ

ใช้ตรวจดูรูปร่างของอวัยวะต่างๆในร่างกาย ตรวจดูการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์และการทำงาน

ของอวัยวะภายในบางชนิด โดยไม่เกิดอันตรายต่อมารดาและทารกในครรภ์ ถือเป็นการตรวจวินิจฉัย

ทางสูติศาสตร์ที่ปลอดภัยมากที่สุดอย่างหนึ่ง

 

การตรวจด้วยเครื่องมืออุลตราซาวด์ในทางสูติศาสตร์ แบ่งการตรวจเป็น 2 ระดับ คือการตรวจเบื้องต้น

พื้นฐานทั่วไป หรือที่อาจเรียกว่าการตรวจระดับที่หนึ่ง (level 1 examination) เป็นการตรวจทั่วไปตาม

มาตรฐานสากลเพื่อวินิจฉัยการตั้งครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ ติดตามการเจริญของทารกในครรภ์ รวมทั้ง

ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์ต่างๆของมารดา และการตรวจระดับที่สอง (level 2

examination) เป็นการตรวจอย่างละเอียดในกรณีที่ทารกในครรภ์มีความผิดปกติ เช่น ทารกผิดรูปหรือ

พิกลพิการ เป็นต้น

 

 

โดยทั่วไปแล้วการตรวจระดับที่หนึ่งเป็นการตรวจที่ไ

ม่ต้องอาศัยความชำนาญมากนัก ได้แก่ การตรวจอายุครรภ์ ตรวจการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์

ปริมาณของน้ำคร่ำ จำนวนทารกในครรภ์ ตรวจการเคลื่อนไหวของหัวใจทารกในครรภ์ เมื่อใกล้คลอด

ยังสามารถตรวจท่าคลอดของทารกได้ รวมทั้งตำแหน่งของรกว่าเกาะติดกับผนังมดลูกอย่างไรบริเวณ

ใด นอกจากนี้การตรวจระดับที่หนึ่งยังช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติในอุ้งเชิงกรานต่างๆ ที่อาจพบได้

เช่น เนื้องอกของมดลูก เป็นต้น

 

สำหรับการตรวจโดยละเอียดหรือที่เรียกว่าระดับที่สอง มุ่งเน้นความผิดปกติของทารกในครรภ์ที่สงสัย

ว่าจะมีความผิดปกติบางประการ ซึ่งเป็นการตรวจที่ต้องอาศัยความชำนาญเป็นพิเศษ และเป็นการตรวจ

ที่ใช้เวลามากโดยเฉลี่ยประมาณหนึ่งชั่วโมง วิธีนี้จะตรวจละเอียดในทุกอวัยวะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าของ

ทารกในครรภ์ ได้แก่ เนื้อสมองส่วนต่างๆ โพรงน้ำในสมอง ก้านสมอง ลักษณะโครงใบหน้าของทารก

ระยะห่างระหว่างลูกตาทั้งสองข้าง ส่วนคอ ทรวงอก ห้องหัวใจต่างๆ ทั้สี่ห้อง รวมทั้งลิ้นหัวใจทั้งหมด

ส่วนของกระบังลม กระเพาะอาหาร ทางเดินอาหาร ทางเดินปัสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ์ กระดูกสันหลัง

ระดับต่างๆ กระดูกต้นขา และที่สำคัญคือตำแหน่งของสายสะดือที่เกาะบริเวณรก รวมทั้งจำนวน

เส้นเลือดที่สายสะดือ

 

 

โดยทั่วไปสูติแพทย์ทำการตรวจด้วยคลื่นอุลตราซา

วน์เบื้องต้นพื้นฐานก่อนเสมอ โดยจะทำการตรวจระดับที่สองเมื่อมีข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์เท่านั้น ข้อ

บ่งชี้ต่างๆ ได้แก่ มารดาเคยคลอดบุตรที่พิการแต่กำเนิด พัฒนาการของทารกในครรภ์ผิดปกติ ตรวจ

เลือดมารดาพบระดับของอัลฟาฟีโตโปรตีนสูง ภาวะน้ำคร่ำมากผิดปกติ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ได้รับสาร

เคมีที่อาจมีผลทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติ เป็นต้น

 

 

ขอขอบคุณ

Author

นพ. วรวุฒิ เจริญศิริ

ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ

186 บทความ

ที่ปรึกษา

คำสงวนสิทธิ์

รายงานฉบับนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลที่ได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ ที่น่าเชื่อถือในเชิงวิเคราะห์ มีวัตถุประสงค์ต้องการเผยแพร่เพื่อประโยชน์ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประโยชน์แก่ส่วนรวม ไม่ได้เจตนาแนะนำข้อมูลเพื่อการวินิจฉัยโรคหรือการรักษาโรค ตลอดจนไม่ใช่เพื่อการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์หรือมีเจตนาเอื้อผลประโยชน์ทางธุรกิจใดๆ ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงไม่ขอรับรองความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ และเป็นปัจจุบัน ของข้อมูลเกี่ยวกับยา โรค สาเหตุ อาการ วิธีการดูแลรักษา นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ บางส่วนยังไม่มีการรับรองผลของการใช้งาน รวมทั้งไม่มีหลักฐานรับรองที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้น ผู้ใช้ข้อมูล ควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลหรือปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพิ่มเติม หากมีการนำข้อมูลไปใช้โดยไม่ปรึกษาผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทางศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้ หรือการอ้างอิงข้อมูลจากรายงานฉบับนี้ และศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลงรายงานฉบับนี้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

บทความที่เกี่ยวข้อง

จะกินยาตอนไหนดีนะ...

6 มิถุนายน 2556 1.994

วลาอ่านซองยา หลายท่านอาจสงสัยว่า ยาที่ระบุว่า “กินก่อนอาหาร” ควรกินก่อนอาหารกี่นาที หรือสามารถกินหลังอาหารแทนได้หรือไม่ หากลืมกิน และหากบนซองยาระบุว่า “กินหลังอาหาร” จะต้องกินหลังอาหารทันทีหรือไม่ หากกินเมื่อท้องว่าง ยาจะกัดกระเพาะอาหารหรือไม่

การผ่าตัดแบบไม่เจ็บเป็นอย่างไร

3 สิงหาคม 2556 1.202

การผ่าตัดชนิดนี้ผู้ป่วยจะได้รับการทำผ่าตัดโดยลักษณะของการทำผ่าตัดที่ระยะเวลาของการทำผ่าตัดสั้นบาดแผลจากการผ่าตัดมีการชอกช้ำน้อยการดูแลหลังการผ่าตัดโดยการได้รับยาแก้ปวดอย่างดีผลลัพธ์ของการผ่าตัดชนิดนี้ คือ ผู้ป่วยจะสามารถลุก นั่งและกลับมาสู่อิริยาบถใกล้เคียงปกติในระยะเวลาอันสั้นปัจจุบันการผ่าตัดเจาะหมอนรองกระดูกสันหลัง ไม่ว่าด้วยกล้อง microscope หรือด้วย endoscope

โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตัน

18 กุมภาพันธ์ 2557 1.552

ในช่วงระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีคนที่ผมรู้จักมักคุ้นดีทั้งในวงการกีฬาและนอกวงการกีฬาเจ็บป่วยด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ-ตันหลายท่าน บางท่านมาเช็คร่างกายประจำปีโดยไม่มีอาการใดๆ มาก่อน

ค้าหาข้อมูลสุขภาพ